|
หัวข้อ: ความต่างระหว่างความขี้อายแล้วก็การเก็บเนื้อเก็บตัว เริ่มหัวข้อโดย: Luckyz0nl3 ที่ มกราคม 30, 2020, 08:07:02 pm >คำถาม: อะไรเป็นความไม่เหมือนระหว่างความขวยเขินและการเก็บตัว?
ลูกชายอายุ 8 ขวบของฉันมีเพื่อนฝูงน้อยรวมทั้งใช้เวลาส่วนมากอยู่ตามลำพังคนเดียวในห้องของเขา ถึงเขาจะมองเป็นสุขดีแต่ฉันก็ยังหนักใจอยู่ โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่ออาจารย์บอกฉันว่าเขาไม่ค่อยจะมีความเกี่ยวข้องกับผู้อื่นได้ดีนัก เขาเป็นเด็กเขินอายรวมทั้งฉันเพียรพยายามจะช่วยเขาปรับปรุงความรู้ความเข้าใจในการเข้าสังคม แต่เพื่อนพ้องของฉันบอกว่าเขาเป็นเด็กเก็บเนื้อเก็บตัว ความแตกต่างระหว่างเด็กขวยเขินแล้วก็เด็กเก็บตัวเป็นยังไง? โน่นไม่ใช่สิ่งเดียวกันหรอกหรือ? คำตอบ: ความขี้อายและการเก็บตัวไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถึงแม้ว่ามันบางครั้งก็อาจจะดูอย่างกับว่ากันก็ตาม ผู้ที่มีลักษณะเก็บตัวจะถูกใจอยู่เพียงลำพังและก็จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อจำเป็นต้องใช้เวลาอยู่กับคนอื่นๆนานๆแม้กระนั้นคนที่เขินอายมิได้ต้องการจะอยู่คนเดียว แต่ว่ากลัวที่จะมีความเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ทดลองพินิจพิเคราะห์เด็กสองคนภายในห้องเรียนมอง คนหนึ่งเป็นเด็กเก็บตัวแล้วก็อีกคนหนึ่งเป็นเด็กขวยเขิน คุณครูกำลังดำเนินกิจกรรมสำหรับเด็กทุกคนในห้องอยู่ เด็กที่มีลักษณะเก็บเนื้อเก็บตัวจำเป็นที่จะต้องการอยู่ที่โต๊ะของตัวเองแล้วก็นั่งอ่านหนังสือเพราะเธอมีความรู้สึกว่าการอยู่กับเด็กคนอื่นๆทำให้เครียด เด็กขวยเขินจะต้องการเข้าไปร่วมกับเด็กคนอื่นแม้กระนั้นจะยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะของคุณเองเพราะเหตุว่าคุณกลัวที่จะไปร่วมกับพวกเขา เด็กบางทีอาจได้รับความให้การช่วยเหลือให้เอาชนะความเขินอายได้ แต่ว่าความเก็บเนื้อเก็บตัวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของบุคคล เหมือนกันกับสีผมหรือสีตา ในอีกความหมายหนึ่ง คือ ความเขินอายบางทีอาจรักษาได้แต่ลักษณะเก็บเนื้อเก็บตัวนั้นไม่ คนที่มีลักษณะเก็บตัวทุกคนมิได้เป็นคนประหม่า ที่จริงแล้ว บางคนมีความถนัดทางสังคมดีเลิศด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี ภายหลังจากร่วมกิจกรรมด้านสังคมแล้ว คนกลุ่มนี้จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอยากเวลาเพื่อจะฟื้นฟูพลังงานอีกที ในขณะการดูแลและรักษาจะช่วยคนขวยเขินได้ การพยายามเปลี่ยนตัวที่มีลักษณะเก็บเนื้อเก็บตัวให้กลายเป็นคนชอบเข้าสังคมจะทำให้กำเนิดความตึงเครียดและก็สร้างปัญหาเกี่ยวกับการยอมรับตัวเองได้ ผู้ที่มีลักษณะเก็บตัวจะทำความเข้าใจเคล็ดลับการจัดการที่จะช่วยทำให้พวกเข้าจัดแจงเหตุการณ์ด้านสังคมต่างๆแต่พวกเขาก็จะยังคงมีลักษณะเก็บตัวอยู่อย่างเช่นเดิม แม้คุณมีความคิดว่าลูกของคุณอาจเป็นพวกเก็บตัว คุณอาจต้องการจะค้นหาเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆของผู้ที่มีลักษณะเก็บเนื้อเก็บตัว เพื่อมองว่าลูกของคุณมีคุณลักษณะต่างๆมากแค่ไหน คุณจะช่วยลูกของคุณที่เป็นเด็กเก็บตัวได้ยังไง? สิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำ เป็น ใส่ใจว่าลักษณะเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ใช่โรคที่ปรารถนารักษา ด้วยเหตุผลดังกล่าวลูกของคุณก็ไม่ได้ต้องการความให้การช่วยเหลือ แม้กระนั้น คุณสามารถทำอะไรบางอย่างได้เพื่อมั่นใจว่าลูกของคุณสุขสบายดี สิ่งที่เยี่ยมที่สุดที่คุณทำเป็นสำหรับลูกของคุณ เป็น เข้าใจลักษณะเก็บเนื้อเก็บตัวและสารภาพว่าสิ่งนี้เป็นลักษณะทางบุคลิกที่เป็นปกติ เห็นด้วยว่าลูกของคุณอาจมิได้เป็นสาวสังคมยกตัวอย่างเช่นที่คุณมุ่งมาดไว้และบ้านของคุณอาจไม่ได้เต็มไปด้วยเพื่อนฝูงๆของลูกอยู่เสมอๆเห็นด้วยว่าลูกของคุณเบิกบานกับการใช้เวลาอยู่เพียงลำพังและก็อาจจะมีเพื่อนซี้แค่เพียงไม่กี่คน ถ้าคุณสารภาพสิ่งพวกนี้ได้ คุณก็จะกดดันให้ลูกของคุณร่วมกิจกรรมทางด้านสังคมจนถึงเกิดเครียดน้อยลงด้วย คุณควรมั่นใจว่ามีเวลาเหลือสำหรับลูกของคุณเพื่อพักผ่อนภายหลังการเข้ากิจกรรมทางสังคม อย่างเช่น ถ้าเกิดลูกของคุณพึ่งไปงานกินเลี้ยงมา อย่าแปลกใจถ้าคุณต้องการเวลาอยู่ตามลำพังคนเดียวซักพัก การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสังคมอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การทานอาหารกับครอบครัว อาจจะทำให้กำเนิดความตึงเครียดต่อเด็กแล้วก็ทำให้คุณอารมณ์ไม่ดี การเลี้ยงลูกที่เก็บตัวบางทีอาจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบิดามารดาที่มีลักษณะถูกใจเข้าสังคม แต่ก็เหมือนกับเด็กอื่นๆเป็น สิ่งที่พวกเขาอยากเยอะที่สุดคือความรักแล้วก็ความเข้าใจนั่นเอง คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : silver58 Tags : silver58,silver58.com,http://silver58.com
|