|
หัวข้อ: p1 กล้องสำรวจถนนหนทางภาคสนาม บริการขาย กล้องระดับ TOPCON, Pentax, CTS/Berger ราค เริ่มหัวข้อโดย: jeerapunsanook ที่ กุมภาพันธ์ 09, 2020, 12:21:54 pm จำหน่ายกล้องอุปกรณ์กล้องไลน์สำรวจ คุณภาพเยี่ยม กล้องระดับ TOPCON ยี่ห้อ TOPCON, Pentax, CTS/Berger
การจำแนกดิน หมายถึง การรวบรวมดินชนิดต่างๆที่มีลักษณะ หรือ คุณลักษณะที่หมือนกันหรือคล้ายคลึงกันตามที่ตั้งไว้ ให้เป็นหมวดหมู่อย่างมีระเบียบ เพื่อสะดวกในการจำและใช้ประโยชน์งาน ระบบการแบ่งดินของประเทศรัสเซีย ระบบนี้จะมีความสนใจดินที่เกิดในลักษณะภูมิอากาศหนาวเย็น จนกระทั่งค่อนข้างร้อน สำหรับการจัดหมวดหมู่ขั้นสูง เน้นการใช้โซนสภาพอากาศและพรรณไม้เป็นหลัก มีทั้งหมด 12 ชั้น (class I- class XII) โดยชั้น I-VI เป็นดินในเขตสภาพอากาศตั้งแต่หนาวจัด จนถึงค่อนข้างหนาวในทะเลทราย ชั้น VII-IX เน้นสภาพภูมิอากาศค่อนข้างจะร้อน โดยใช้ลักษณะความชื้น-ความแห้ง และก็ภาวะพรรณไม้ที่เป็นป่า หรือทุ่งหญ้า เป็นเหตุจำกัด สำหรับชั้น X-XII ย้ำดินในเขตร้อน จากขั้นสูงจะมีการแยกประเภทออกเป็นชั้นย่อย ตามลักษณะการเกิดของดิน และก็แบ่งเป็นประเภทดิน ในขั้นต่ำ ระบบการแบ่งแยกดินของคูเบียนา การแบ่งแยกดินใช้ ทรัพย์สินทางเคมีของดิน แล้วก็โซนของลักษณะอากาศกับพืชพรรณ เป็นหลัก โดยเน้นสภาพแวดล้อมในเขตเมดิเตอร์เรเนียน แล้วก็สภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้งแล้งมากยิ่งกว่าเขตเปียกชื้นแล้วก็ฝนชุก -ระบบการแบ่งดินของประเทศฝรั่งเศส มีลักษณะเด่นคือ เป็นการจำแนกแยกแยะดินที่ใช้ลักษณะทั้งผองข้างในหน้าตัดดินเป็นกฏเกณฑ์ เน้นความเจริญของหน้าตัดดิน โดยไตร่ตรองจาการเรียงตัวของชั้นกำเนิดดินด้านในหน้าตัดดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการที่มีปฏิกิริยาความเคลื่อนไหว หรือชั้นที่มีการสะสมของดินเหนียว การจำแนกขั้นที่สูงที่สุด เน้นลักษณะที่เกี่ยวกับการขังน้ำ ส่วนขั้นต่ำ ใช้ความมากน้อยสำหรับเพื่อการย้ายที่อนุภาคดินเหนียวในหน้าตัดดิน -ระบบการแบ่งดินของประเทศเบลเยียม เป็นการแบ่งประเภทที่ออกจะละเอียด ซึ่งมีเหตุมาจากการใช้ที่ดินทางการเกษตรที่เข้มข้น การแบ่งดินใช้รูปแบบของเนื้อดิน ชั้นการระบายน้ำ แล้วก็พัฒนาการของหน้าตัดดิน เป็นลักษณะแบ่งประเภทและชนิด สำหรับการอธิบายเนื้อดิน แบ่งได้เป็น 7 ชั้น (ชั้นอนุภาคดิน) อุปกรณ์อินทรีย์และก็ขี้ตะกอนลมหอบ ส่วนชั้นการระบายน้ำของดิน ใช้การแปลความหมายที่เกี่ยวกับความเปียกของดิน ดังเช่น จุดประ แล้วก็สีเทาในเนื้อดิน กับระดับความลึกของดินที่พบลักษณะดังที่กล่าวถึงแล้ว สำหรับวิวัฒนาการของหน้าตัดดินแบ่งได้หลายชั้นโดยพินิจพิเคราะห์จากลำดับของชั้นต่างๆในหน้าตัดดินและก็ชั้น (B) นับได้ว่าเป็นชั้น B ที่พึ่งมีความเจริญหรือเป็นชั้นแคมบิก B คล้ายคลึงกันกับในระบบของประเทศฝรั่งเศส -ระบบการแบ่งดินของประเทศอังกฤษ เน้นย้ำลักษณะดินที่เจอในประเทศอังกฤษและเวลส์ ประกอบด้วย 10 กรุ๊ป อธิบายออกจากกันโดยใช้ลักษณะของหน้าตัดดินเป็นมาตรฐานซึ่งย้ำประเภทรวมทั้งการจัดเรียงตัวของชั้นดิน ประกอบด้วย Terrestrial raw soils, Hydric raw soils, Lithomorphic (A/C) soils, Pelosols, Brown soils, Podzolic soils, Surface water gley soils, Groundwater gley soils, Man-made soils แล้วก็ Peat soils -ระบบการแบ่งดินของประเทศแคนาดา ระบบการแบ่งเป็นแบบมีหลายขั้นอนุกรมเกณฑ์แล้วก็มีลำดับสูงต่ำแน่ชัด ประกอบด้วย 5 ขั้นร่วมกันคือ ชั้น (order) กลุ่มดินใหญ่ (great group) กลุ่มดินย่อย (subgroup) สกุลดิน (family) รวมทั้งชุดดิน (series) ชั้นอนุกรมวิธานของดินในระบบการแบ่งดินของแคนาดาแจงแจงออกมาจากกันโดยใช้ลักษณะที่พิจารณาได้ และก็ที่วัดได้ แม้กระนั้นหนักไปในทางทางด้านทฤษฎีการกำเนิดดินในการจำแนกขั้นสูง ซึ่งแบ่งได้เป็น 9 อันดับ และแบ่งได้ 28 กลุ่มดิน -ระบบการแบ่งดินของออสเตรเลีย การพัฒนาด้านการแบ่งดินในออสเตรเลียมีมานานแล้วด้วยเหมือนกัน โดยในทีแรกๆเป็นการแยกประเภทดินที่ใช้ธรณีวิทยาของอุปกรณ์ดินเริ่มแรกเป็นหลัก แม้กระนั้นต่อมาได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆจนกระทั่งเน้นย้ำโครงร่างวิทยาของหน้าตัดดินโดยแบ่งได้ 47 หน่วยดินหลัก (great soil groups) เพราะการที่ออสเตรเลียมีสภาพภูมิอากาศอยู่หลายแบบด้วยกัน ทำให้มีสภาพแวดล้อมทางดินหลายแบบร่วมกันตามไปด้วย มีอีกทั้งในภาวะที่หนาวเย็นไปจนถึงเขตร้อนชื้น รวมทั้งเขตที่เป็นทะเลทราย ซึ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าระบบการจำแนกนี้ครอบคลุมจำพวกของดินต่างๆมากมาย แต่ว่าเน้นดินที่มีการสะสมคาร์บอเนต เน้นสีของดิน และเนื้อของดินค่อนข้างมากมาย ระบบการแบ่งดินของออสเตรเลียนี้มีอยู่มากยิ่งกว่า 1 แบบ เหตุเพราะมีการเสนอระบบต่างๆที่มีแนวคิดพื้นฐานแตกต่างกันออกไป อาทิเช่นระบบของฟิทซ์แพทริก (FitzPatrick, 1971, 1971, 1980) ที่เน้นย้ำจากระดับที่ถือว่าต่ำขึ้นไปหาระดับสูง และระบบที่เจออยู่ในคู่มือของดินออสเตรเลีย (A Handbook of Australia Soils) ฯลฯ -ระบบการจำแนกดินของประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ใช้ระบบอนุกรมกฎดินของอเมริกาเป็นหลักสำหรับการจำแนกแยกแยะดิน แล้วก็ดินของประเทศนิวซีแลนด์รอบๆกว้างเป็นดินที่เกิดมาจากตะกอนภูเขาไฟ -ระบบการจำแนกดินของประเทศบราซิล ดินในประเทศบราซิลเป็นดินที่มีลักณะเด่นเป็นดินเขตร้อน ระบบการแบ่งดินของบราซิลไม่ใช้ภาวะความชื้นดินในการแยกประเภทระดับสูง รวมทั้งใช้สี ปริมาณขององค์ประกอบกับจำพวกของหินต้นกำเนิด เป็นลักษณะที่ใช้สำหรับในการแบ่งประเภทมากยิ่งกว่าที่ใช้ในอันดับเกณฑ์ดินกษณะที่ใช้สำหรับในการแยกประเภทมากยิ่งกว่าที่ใช้ในอนุกรมวิธานดิน ตามระบบการแบ่งดินประจำชาตินี้ สามารถแบ่งดินในประเทศไทยออกเป็น ชุดดินรังสิต Alluvial soils เป็นดินที่เกิดขึ้นใหม่ มีอายุน้อย มีพัฒนาการของหน้าตัดดินต่ำ หน้าตัดดินเป็นแบบ A-C, A-Cg, Ag-Cg หรือ A-(B)-Cg มีต้นเหตุที่เกิดจากการทับถมโดยน้ำตามที่ราบลุ่ม ตัวอย่างเช่นที่ราบลุ่มริมน้ำ ทะเลสาบ ปากแม่น้ำ ริมฝั่ง และเนินขี้ตะกอนน้ำพารูปพัด (alluvial fan) ภาวะของการทับถมบางทีอาจเป็นบริเวณของน้ำจืด น้ำเค็ม หรือน้ำกร่อยก็ได้ โดยมากจะมีเนื้อดินละเอียด และการระบายน้ำเลวทราม พบมากลักษณะที่แสดงการขังน้ำ เว้นเสียแต่บริเวณสันดินชายน้ำ และก็ที่เนินขี้ตะกอนน้ำพารูปพัด ที่เนื้อดินจะหยาบกว่า และก็ดินมีการระบายน้ำดี องค์ประกอบและก็ธาตุที่มีอยู่ในดิน alluvial มักไม่เหมือนกันมากมาย รวมทั้งชอบผสมปนเปจากบริเวณต้นกำเนิดที่มาจากหลายที่ ชุดดินที่สำคัญของกลุ่มดินหลักนี้เป็น - พวกที่เกิดขึ้นมาจากขี้ตะกอนน้ำจืด ดังเช่นว่า ชุดดินท่าม่วง สรรพยา สิงห์บุรี ราชบุรี อยุธยา - พวกที่เกิดขึ้นมาจากตะกอนน้ำกร่อย ได้แก่ ชุดดินผู้อารักขา รังสิต - พวกที่เกิดขึ้นจากตะกอนภาคพื้นมหาสมุทร ได้แก่ ชุดดินท่าจีน กรุงเทพมหานคร - Hydromorphic Alluvial soils หมายคือดิน Alluvial soils ที่มีการระบายน้ำค่อนข้างจะชั่วช้าสารเลว-ชั่วโคตรมากมาย ในกรณีที่มีการจำแนกประเภทดินออกเป็น Alluvial soils และ Hydromorphic Alluvial soils ดินที่อยู่ในกลุ่มดินหลัก Alluvial soils จะเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี แล้วก็อยู่ในบริเวณที่สูงกว่าในภูมิทัศน์ที่ต่อเนื่องกัน ดินในทั้งคู่กลุ่มดินหลักนี้มักจะได้รับอิทธิพลอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลากเสมอ -ชุดดินหัวหิน Regosols มีพัฒนาการของหน้าตัดดินต่ำ เกิดชัดเจนเฉพาะดินบน (A) และมีหน้าตัดดินแบบ A-C หรือ A-Cg มีต้นเหตุมาจากวัตถุแหล่งกำเนิดดินที่เป็นทรายจัดอาจเป็นทรายรอบๆชายฝั่งทะเล หรือบริเวณเนินทราย หรือทรายจากแม่น้ำ ดินมีการระบายน้ำดี จนถึงระบายน้ำดีจนกระทั่งเกินไป เจอทั่วไปเป็นแนวยาวตามชายฝั่งทะเล และตามกระพักสายธารของแม่น้ำที่มีตะกอนเป็นทรายจัด มีปฏิกิริยาค่อนข้างจะเป็นกรด ชุดดินที่สำคัญอย่างเช่น ชุดดินหัวหิน พัทยา จังหวัดระยอง รวมทั้งน้ำพอง -Lithosols เป็นดินตื้นมากมาย ส่วนมากลึกไม่เกิน 30 เซนติเมตร พบบ่อยตามรอบๆที่ลาดตีนเขาซึ่งมีกษัยการสูง การเรียงตัวของชั้นดินเป็นแบบ A-C-R, AC-C-R หรือ A-R เนื้อดินมีเศษหินที่ยังไม่ผุพังเสื่อมสภาพหรือกำลังเสื่อมสภาพคละเคล้าอยู่เป็นส่วนมาก ดินนี้ไม่เหมาะสมแก่การกสิกรรม หรือการผลิตพืชโดยทั่วไป -ชุดดินลพบุรี Grumusols เป็นดินสีคล้ำ เป็นผลมาจากวัตถุต้นกำเนิดที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง ดังเช่น หินปูน มาร์ล หรือบะซอลต์ วิวัฒนาการของหน้าตัดดินต่ำ เนื้อดินเป็นดินเหนียว มีองค์ประกอบเป็นแร่ดินเหนียวจำพวก 2:1 ซึ่งมีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับการยืด-หดตัวได้มาก ดินจะขยายตัวเมื่อแฉะ (swelling) รวมทั้งหดตัวเมื่อแห้ง (shrinkage) ทำให้มีลักษณะของรอยูลื่นไถล (slickensides) เกิดขึ้นในดิน ลักษณะหน้าตัดมีชั้น A-C หรือ A-AC-C โดยชั้น A จะหนา มีโครงสร้างดินแบบก้อนกลม (granular structure) หรือก้อนกลมพรุน (crumb structure) พบได้ทั่วไปในบริเวณที่ราบลุ่มหรือกระพักลำน้ำ ลักษณะผิวหน้าดินเป็นหลักที่ปุ่มป่ำ (gilgai relief) เมื่อแห้งผิวดินจะแตกระแหงเป็นร่องลึก ปฏิกิริยาดินเป็นด่าง ลักษณะโดยรวมเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่มีสมบัติด้านกายภาพที่เป็นอุปสรรคต่อการไถพรวน ดินนี้ในบริเวณที่ต่ำจะมีการระบายน้ำชั่ว ส่วนมากใช้ปลูกข้าว แม้กระนั้นถ้าเกิดอยู่ในที่สูง ยกตัวอย่างเช่นในรอบๆใกล้ตีนเขาหินปูนมักจะมีการระบายน้ำดี ใช้ปลูกพืชไร่ ได้แก่ ข้าวโพดชุดดินที่สำคัญ อาทิเช่น ชุดดิน ลพบุรี บ้านหมี่ โคกกระเทียม จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มดินหลัก Grumusols นี้ ไม่มีในระบบ USDA 1938 เริ่มใช้เพื่อการเพิ่มเติมอีกระบบ USDA เมื่อ 1949 -ชุดดินตาคลี Rendzinas เป็นดินตื้นเกิดตามเชิงเขาหินปูน วัตถุแหล่งกำเนิดเป็นพวกปูน (CaCO3) หรือมาร์ล กำเนิดเกี่ยวข้องกับดิน Grumusols แม้กระนั้นอยู่ในรอบๆที่สูงกว่า มักพบบริเวณที่ลาดใกล้เขา หรือ กระพักเขตที่ลุ่มใกล้เขาหินปูน เป็นดินที่มีพัฒนาการของหน้าตัดต่ำ ลักษณะดินจะมีเพียงแค่ชั้น A รวมทั้ง C หรือ A-(B)-C ดินบนสีคล้ำ มีโครงสร้างดี ร่วน และก็ค่อนข้างครึ้ม มีการระบายน้ำดี ส่วนดินข้างล่างเป็นดินเหนียวผสมปูนหรือปูนมาร์ล ซึ่งมีปริมาณมากขึ้นตามความลึก และก็ชอบพบชั้นที่เป็นปูน หรือ ปูนมาร์ลล้วนๆอยู่ในตอนล่างของหน้าตัดดิน ดินเหล่านี้จะมีปฏิกิริยาเป็นด่าง (pH ราว 7.0-8.0) จำนวนมากใช้สำหรับในการปลูกพืชไร่ อย่างเช่นข้าวโพด หรือปลูกไม้ผล เช่น น้อยหน่า ทับทิม ฯลฯ ชุดดินที่สำคัญเป็น ชุดดินตาคลี -ชุดดินชัยบาดาล Brown Forest soils พบตามรอบๆภูเขาเป็นส่วนใหญ่ มีสาเหตุจากวัตถุต้นกำเนิดที่เป็นวัตถุตกค้าง รวมทั้งเศษหินเชิงเขา ทั้งยังในสภาพที่หินพื้นเป็นพวกที่มีปฏิกิริยาเป็นกรด และก็ด่าง ยกตัวอย่างเช่น แกรนิต ไนส์ แอนดีไซต์ มาร์ล อาจพบปะสนทนาปนกับดินในกลุ่มดินหลัก Rendzinas เป็นดินตื้น ความก้าวหน้าของหน้าตัดดินไม่มากเท่าไรนัก มีลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A-B-C หรือ A-B-R แม้กระนั้นชั้น B มักจะไม่ค่อยแจ่มกระจ่าง ในประเทศไทยพบได้บ่อยตามเทือกเขาหินปูนเป็นส่วนใหญ่ สำหรับ Brown Forest soils ที่เป็นกรด เจอเพียงแค่เล็กๆน้อยๆชุดดินที่สำคัญ เป็นต้นว่า ชัยบาดาล ลำที่นารายณ์ สมอทอด -Humic Gley soils เจอจำนวนน้อยในประเทศไทย มักกำเนิดผสมอยู่กับดินอื่นๆในลักษณะกลาดเกลื่อนเป็นหย่อมๆในบริเวณที่ราบลุ่ม พบได้ทั่วไปอยู่ใกล้กับดินในกลุ่ม Grumusols, Rendzinas หรือ Red Brown Earths เป็นดินในที่ต่ำ มีการระบายน้ำชั่ว ความเจริญของหน้าตัดไม่ดีนัก ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ Ag (Apg)-Cg หรือ A-Bg-Cg ลักษณะที่สำคัญเป็น ดินบนดก มีสารอินทรีย์สูง ดินด้านล่างมักเป็นดินเหนียวสีเทาหรือสีเทาเข้ม มีลักษณะที่แสดงถึงสภาพที่มีการขังน้ำแน่ชัด มีจุดประ ปฏิกิริยาดินเป็นด่างเล็กน้อยชุดดินที่สำคัญคือ ชุดดินแม่ตอบ -ชุดดินร้อยเอ็ด Low Humic Gley soils เป็นดินที่เกิดขึ้นจากตะกอนน้ำพา พบในรอบๆที่ต่ำที่มีการระบายน้ำสารเลว ส่วนใหญ่อยู่ในรอบๆกระพักลุ่มน้ำต่ำที่สูงกว่าที่ราบลุ่มใหม่ใกล้น้ำ ระดับน้ำใต้ดินตื้นและแช่ขังเป็นครั้งคราว แม้กระนั้นมีความก้าวหน้าของหน้าตัดค่อนข้างจะดี ลักษณะสำคัญของดินในกลุ่มนี้คือ หน้าตัดดินมีลักษณะที่แสดงออกถึงการขังน้ำ มีจุดประชัดแจ้ง หน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt, Ap-A2-Bt, A1-A2-Btg, A1g-A2g-Btg, หรือ Apg-Btg พวกที่มีอายุน้อยจะอุดมสมบูรณ์มากกว่าพวกที่เกิดเป็นเวลายาวนานกว่า บางบริเวณจะพบหินแลงอ่อน (plinthite) ในตอนล่างของหน้าตัดดิน โดยมากเป็นดินที่มีความอิ่มตัวเบสต่ำ pH ราวๆ 4.5-5.5 สำหรับพวกที่เกิดอยู่ในบริเวณกระพักลุ่มน้ำออกจะใหม่ ชอบมีความอิ่มตัวเบสสูง ชุดดินที่สำคัญเป็นเพ็ญ สระบุรี มโนรมย์ เพชรบุรี จังหวัดเชียงราย หล่มเก่า ส่วนพวกที่เกิดบนตะพักที่ลุ่มค่อนข้างจะเก่า ตัวอย่างเช่นชุดดิน ร้อยเอ็ด จังหวัดลำปาง ฯลฯ -ชุดดินท่าอุเทน Ground Water Podzols เป็นดินที่มีการระบายน้ำหยาบช้าถึงค่อนข้างจะเลวทรามพบเฉพาะในรอบๆที่มีฝนตกชุก ได้แก่ ในภาคใต้ รอบๆริมฝั่งทิศตะวันออก หรือบางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตัวอย่างเช่น จังหวัดนครพนม มีต้นเหตุที่เกิดจากวัตถุแหล่งกำเนิดที่เป็นทราย ในบริเวณที่เป็นทรายจัด ได้แก่ ริมหาดเก่าหรือตะกอนทรายเก่า ในบริเวณที่ค่อนข้างต่ำ มีพัฒนาการของหน้าตัดดี ลักษณะของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-(A2)-Bh-Cg หรือ A1-A2-Bir-Cg ชั้นดินบนสีคล้ำ และก็มีอินทรียวัตถุสูง ชั้น A2 (albic horizon) หรือชั้นชำระล้างมีสีซีดจางเห็นได้ชัดเจน ชั้น Bh มีสีน้ำตาลเข้มและก็มีการอัดตัวออกจะแน่น แข็ง ด้วยเหตุว่ามีการสะสมอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายแล้วกับอะลูมินัมออกไซด์และก็/หรือเหล็กออกไซด์ มีปฏิกิริยาเป็นกรด pH ต่ำ โดยประมาณ 4.0-5.0 ตลอดทั้งหน้าตัดชุดดินที่สำคัญเป็น ชุดดินบ้านทอน ท่าอุเทน -ชุดดินหนองมึง Solodized-Solonetz พบในบริเวณที่ออกจะแล้ง แล้วก็วัตถุต้นกำเนิดมีเกลือผสมอยู่ ยกตัวอย่างเช่นบริเวณชายฝั่งทะเลเก่า หรือรอบๆที่ได้รับผลพวงจากเกลือที่มาจากใต้ดิน ดังเช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย ฯลฯ มีลักษณะของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt ดินมีการระบายน้ำต่ำทราม ชั้น Bt จะแข็งแน่นและมีโครงสร้างแบบแท่งหัวมน (columnar structure) หรือแบบแท่งหัวตัด (prismatic) ดินบนเป็นดินร่วนปนทราย มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างโดยประมาณ 5-5.5 ส่วนดินข้างล่างมี pH สูง 7.0-8.0 ตัวอย่างเช่นชุดดินว่าวจุฬาร้องไห้ ชุดดินหนองแก ฯลฯ -ชุดดินทิศเหนือ Solonchak เป็นดินที่มีการระบายน้ำเลวถึงออกจะชั่วช้า มีเกลือสะสมอยู่ในชั้นดินมาก หน้าตัดดินเป็นแบบ Apg-Cg หรือ Apg-Bg-Cg ในดินเหล่านี้จะมีชั้นดินที่เป็นดินเหนียวอยู่เป็นชั้นบางๆสลับกับชั้นทราย เกิดขึ้นให้เห็นชัดเจน ในฤดูแล้งจะมองเห็นรอยเปื้อนเกลือสีขาวๆที่ผิวหน้าดิน ความเป็นกรดเป็นด่างมากยิ่งกว่า 7.0 อาทิเช่น ชุดดินทิศเหนือ -Non Calcic Brown soils เจอไม่มากเท่าไรนักในประเทศไทย พบในรอบๆตะพักลำธารค่อนข้างใหม่ ความเจริญของหน้าตัดดี ลักษณะหน้าตัดดินแบบ A1(Ap)-A2-Bt ดินบนสีน้ำตาลเทา ดินด้านล่างมีสีน้ำตาล น้ำตาลคละเคล้าเหลือง หรือน้ำตาลปนแดง มีเหตุที่เกิดจากตะกอนน้ำค่อนข้างจะใหม่ มีเนื้อดินตั้งแต่ค่อนข้างจะหยาบไปจนถึงละเอียด แล้วก็มีปฏิกิริยาเป็นกรดบางส่วน ในหน้าตัดดินจะพบแร่ไมกาอยู่ทั่วๆไป มีการระบายน้ำดี ความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง เหมาะสมที่จะปลูกพืชไร่และไม้ผล ชุดดินที่สำคัญยกตัวอย่างเช่น ชุดดิน กำแพงแสน ธาตุพนม -ชุดดินวัวราช Gray Podzolic soils เกิดในรอบๆกระพักลำธารเป็นดินที่แก่ค่อนข้างจะมากมาย มีความเจริญของหน้าตัดดี พบในบริเวณลำน้ำระดับค่อนข้างต่ำ-ระดับกึ่งกลาง วัตถุต้นกำเนิดเป็นขี้ตะกอนน้ำที่ทับถมมานานแล้ว ซึ่งจะเป็นกรดรวมทั้งมีแร่ที่สลายตัวง่ายคงเหลืออยู่ในจำนวนน้อย ในภาวะพื้นที่แบบลูกคลื่น ซึ่งทำให้การไหลผ่านหน้าดินเป็นไปอย่างช้าๆและก็ภูมิอากาศที่มีระยะแฉะ-แห้งสลับกันเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการเกิดดินจำพวกนี้ ลักษณะดินทำให้เห็นว่าดินมีการชะละลายสูง สีจะออกขาวหรือเทาจัดเมื่อแห้ง และมีลักษณะการเคลื่อนย้ายบนผิวหน้าดินค่อนข้างจะกระจ่างแจ้ง เนื้อดินละเอียดรวมทั้งอินทรียวัตถุถูกชำระล้างไปเมื่อหน้าดินถูกฝน คงเหลืออยู่แต่ว่าจุดที่เกาะตัวกันแน่นอยู่เป็นจุดๆอาจพบพลินไทต์ในชั้นดินด้านล่าง เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ-ต่ำมากมาย ลักษณะของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt กรุ๊ปดินนี้พบเป็นบริเวณกว้างขวางในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน แล้วก็บางแห่งในภาคเหนือ ชุดดินที่สำคัญ ได้แก่ ชุดดินโคราช สันป่าตอง ห้วยโป่ง เป็นต้น -ชุดดินท่ายาง Red Yellow Podzolic soils เป็นดินเก่าที่มีวิวัฒนาการของหน้าตัดดินดี เกิดในภาวะที่ละม้ายกับดินในกรุ๊ปดินหลัก Reddish Brown Lateritic Soils ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt-C หรือ R พบทั่วไปในรอบๆภูเขาแล้วก็ที่ลาดตีนเขาหรือที่ราบขั้นบันไดเก่า วัตถุต้นกำเนิดดินมาจากหินหลายจำพวก ส่วนใหญ่เป็นหินที่มีปฏิกิริยาเป็นกรดถึงเป็นกลาง ดินมีการระบายน้ำดี ลักษณะเนื้อดินเปลี่ยนแปลงได้มากตั้งแต่ค่อนข้างหยาบคายจนกระทั่งค่อนข้างละเอียด สีจะออกแดง เหลืองปนแดงและเหลือง มีชั้น E ที่ออกจะแจ่มชัด มีสีจางหรือเทากว่าชั้นอื่น และอาจมีเศษหินที่เสื่อมสภาพ หรือ พลินไทต์ปนเปอยู่ด้วยในดินล่าง แบบอย่างเป็นต้นว่า ชุดดินท่ายาง โพนวิสัย ชุมพร หาดใหญ่ ภูเก็ต เป็นต้น จัดว่าเป็นกรุ๊ปดินที่พบได้มากกรุ๊ปหนึ่งในประเทศไทย -ชุดดินอ่าวลึก Reddish Brown Lateritic soils เป็นดินเก่า มีพัฒนาการของหน้าตัดดี มีต้นเหตุจากวัตถุแหล่งกำเนิดที่เป็นวัตถุตกค้างของหินที่มีปฏิกิริยาเป็นกลางแล้วก็ที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A3-Bt-C หรือ R เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี ดินข้างบนมีสีน้ำตาลเข้ม หรือสีน้ำตาลปนแดง มีเนื้อดินตั้งแต่ดินร่วนซุย (loam) ถึง ดินร่วนซุยเหนียว (clay loam) ส่วนชั้นดินด้านล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียว ถึงดินเหนียว (clay) ที่มีสีแดง ลักษณะของดินแสดงการชะล้างสูง และก็บางทีอาจพบชั้นศิลาแลงในชั้นล่างของหน้าตัดดิน ลักษณะดินจะคล้ายกับดินในกรุ๊ปดินหลัก Red Brown Earths ที่ต่างกันคือจะมีเป็นกรดมากยิ่งกว่า pH ราว 5-6 ชุดดินที่สำคัญคือ ชุดดินหลบ บ้านจ้อง อ่าวลึก ตราด ฯลฯ -ชุดดินปากช่อง Red Brown Earth เป็นดินที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับหินปูน หรือหินที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง แล้วก็จะมีความเกี่ยวพันกับหินดินดานด้วย ดินมีสีแดง มีความเจริญของหน้าตัดดี เป็นแบบ A1-A3-Bt-C หรือ R เนื้อดินเป็นดินเหนียว มีการระบายน้ำดี กำเนิดในรอบๆที่ราบซึ่งเกิดจากกษัยการ หรืออาจจะเกิดตามไหล่เขาได้ ดินเหล่านี้มีลักษณะสีดิน และก็การจัดเรียงตัวของชั้นดินใกล้เคียงกับดินในกรุ๊ปดินหลัก Reddish Brown Lateritic มากมายไม่เหมือนกันที่ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน โดยที่ Red Brown Earth มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างสูงขึ้นยิ่งกว่า (pH โดยประมาณ 6.5-8.0) ชุดดินที่สำคัญคือ ชุดดินปากช่อง เป็นกรุ๊ปดินที่มีการปลูกพืชไร่รวมทั้งทำสวนผลไม้กันมากมาย -ชุดดินจังหวัดยโสธร Red Yellow Latosols เป็นดินที่มีการระบายน้ำดีจนกระทั่งดีเหลือเกิน แก่มาก หน้าตัดดินลึก มีลักษณะที่หมายความว่ามีการชะละลายสูง ความก้าวหน้าของหน้าตัดดี ลักษณะหน้าตัดเป็นแบบ A-B (Box) หรือ A1-A3-B (Box) เจอเป็นหย่อมๆในรอบๆลานกระพักลำธารระดับที่ค่อนข้างสูง มีเหตุมาจากขี้ตะกอนน้ำพาเก่ามากมาย มีทรัพย์สินด้านกายภาพดี แม้กระนั้นทรัพย์สินทางเคมีไม่ค่อยดี มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีสีแดงหรือเหลืองตลอดหน้าตัดดิน ดินบนเนื้อดินหยาบคาย ดินข้างล่างมีพวกเซสควิออกไซด์สูง บางพื้นที่เจอหินแลงในตอนล่างของหน้าตัดดิน และไม่เจอการเคลือบผิวของดินเหนียวในชั้น B ชุดดินที่สำคัญ อาทิเช่น ศรีราชา ยโสธร -Reddish Brown Latosols กำเนิดในรอบๆที่เกี่ยวเนื่องกับภูเขาไฟ วัตถุต้นกำเนิดเป็นขี้ตะกอนตกค้าง หรือขี้ตะกอนดาดเชิงเขา ของหินที่เป็นด่างได้แก่ บะซอลท์ แอนดีไซต์ เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี และพัฒนาการของหน้าตัดดี มีหน้าตัดดินแบบ A-Box (ox = ออกไซด์ของเหล็ก) เนื้อดินเป็นดินเหนียวสีแดง สีแดงคละเคล้าน้ำตาล มีความร่วนซุยดี เป็นดินลึกมากมาย ชอบเหมาะสมกับการใช้ทำสวนผลไม้ เป็นต้นว่า ชุดดินท่าใหม่ -Organic soils Organic soils หรือเรียกว่า Peat and Muck soils เป็นดินที่มีลักษณะไม่เหมือนกันกับกรุ๊ปดินอื่นๆเนื่องจากเป็นดินที่มีอินทรีย์คาร์บอนอยู่ในส่วนประกอบมากยิ่งกว่าร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก หรือประกอบไปด้วยสารอินทรีย์ล้วนๆเจอในรอบๆแอ่งต่ำมีน้ำขังอยู่เกือบตลอดปีแล้วก็มีการสะสมของวัสดุดินอินทรีย์สูง สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วไปทางภาคใต้ ในจังหวัดนราธิวาส โดยยิ่งไปกว่านั้นในพื้นที่พรุ คุณลักษณะเด่นคือสีจะคล้ำ มีอินทรีย์วัตถุสูง เป็นกรดจัด มีการพัฒนาหน้าตัดดินน้อย ลักษณะหน้าตัดเป็นแบบ A-C เมื่อระบายน้ำออก จะหดตัวได้มาก ตัวอย่างเช่น ชุดดินจังหวัดนราธิวาส มักพบในภาคใต้ของประเทศไทย (http://www.p1instrument.com/UploadImage/86b68602-3fe7-430f-9bbe-db9434776ae0.jpg) กล้องวัดมุมอิเล็กทรอนิกส์ ยี่ห้อ Leica Builder 100 - T100 9" 1.กล้องเล็งเป็นระบบเห็นภาพตั้งตรง 2. กำลังขยาย 30 เท่า 3. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเลนส์ปากกล้องไม่ต่ำกว่า 40 มิลลิเมตร 4. ขนาดความกว้างของภาพที่เห็นในระยะ 100 เมตร ไม่น้อยกว่า 2.6 เมตร หรือ 1องศา 30 ลิปดา 5. ระยะมองเห็นภาพชัดใกล้สุดไม่เกิน 0.9เมตร 6. ค่าตัวคูณคงที่ 100 7. ค่าตัวบวกคงที่ 0 8. กำลังในการขยายภาพ 3 ฟิลิปดา 9. เป็นกล้องแบบอิเล็กทรอนิกส์ระบบวัดมุมแบบ Absolute Reading 10. หน่วยวัดเป็น องศา ลิปดา ฟิลิปดา 11. แสดงค่ามุมที่วัดได้ละเอียดโดยตรงไม่เกิน 5 ฟิลิปดา และ 10 ฟิลิปดา 12. ค่าความถูกต้องในการอ่านมุม ( Accuracy ) ไม่เกิน 9 ฟิลิปดา 13. หน้าจอแสดงผลเป็น LCD 1 หน้าจอ มีระบบให้แสงสว่างหน้าจอขณะทำงานและสามารถบอกระดับพลังงานได้ 14. ความไวของระดับฟองกลม 10ลิปดา 2 มม. 15. ความไวของระดับฟองยาว 60ฟิลิปดา / 2 มม. 16. กล้องส่องหัวหมุด ( Optical Plummet ) กำลังขยาย 3 เท่า ปรับความคมชัดได้ตั้งแต่ระยะ 0.5 เมตร ขึ้นไป 17. สามารถแสดงผลทั้งเป็นมุมราบและมุมดิ่ง การวัด (Measurement) การวัด (Measurements) เป็นกรรมวิธีพื้นฐานของการได้มาซึ่งค่าสังเกต (Observations) ของข้อมูลตามที่ต้องการ เมื่อได้ก็ตามที่มีการวัด เมื่อนั้นย่อมมีความคลาดเคลื่อน (Errors) ขึ้นตามมาทุกครั้ง ดังนั้น จึงไม่มีการวัดครั้งใดที่ปราศจากความคลาดเคลื่อนอยู่ด้วย นั่นคือ ในการวัดทุกครั้งจำเป็นจำต้องมีการประเมินค่าความถูกต้อง (Accuracy) และค่าความแม่นยำ (Precision) และนั่นหมายถึง ในศึกษาถึงความถูกต้องของการวัดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเข้าใจถึงธรรมชาติ ชนิด และ ขนาดของความคลาดเคลื่อนที่แต่ละกระบวนการวัดด้วย การวัดและมาตรฐาน (Measurement and Standards)
Precision, Accuracy and Discrepancy
|