ล้อแม็ก แม็ก แม็กล้อ แม็กซ์แต่งรถ ล้อแม็กคุณภาพ รวมล้อแม็กลายใหม่ๆ

Sitemap SMB => สินค้าอื่นๆ => ข้อความที่เริ่มโดย: Saiswatka ที่ กุมภาพันธ์ 27, 2018, 09:36:29 am



หัวข้อ: พื้นคอนโดระหว่าง “ไม้ลามิเนต” และ “ไม้เอ็นจิเนียร์” ต่างกันอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: Saiswatka ที่ กุมภาพันธ์ 27, 2018, 09:36:29 am

(http://www.kswood.com/wp-content/uploads/2017/10/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%95-Vs-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C.jpg)เพื่อนน่าจะอยากรู้กันว่า เวลาไปเดินดู คอนโดนั้นแต่ละโครงการทางเซลล์จะแนะนำส่วนต่างๆในแต่ละห้องว่ามีอะไรบ้าง
หลายคงอาจจะได้ยินชื่อพื้นไม้ที่ คอนโด ปูมาให้ไม่ว่าจะเป็นพื้นปูด้วย “ไม้ลามิเนต”
หรือบางโครงการก็บอกว่า ปูด้วยพื้น “ไม้เอ็นจิเนียร์”
ซึ่งจริงแล้วถ้าดูจากภายนอกอาจจะไม่แตกต่งกันเท่าไร วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่า ระหว่าง“ไม้ลามิเนต” และ “ไม้เอ็นจิเนียร์”แตกต่างกันอย่างไรเพื่อจะได้รู้ว่า คอนโด เรานั้นเป้นปูด้วยพื้นไม้แบบไหน  ไม้ลามิเนต คือไม้สังเคราะห์ที่มีความนิยมเเพราะมีความทนทาน สวยงามและติดตั้งง่าย เหมาะกับทุกลวดลายและพื้นผิวสามารถปรับใช้เตามความต้องการได้อย่างหลากหลายมากกว่าการปูพื้น อาทิ
สามารถปูพื้นเคาน์เตอร์ในครัว ซึ่งถือว่าเป็นการตกแต่งห้องครัวให้สวยงามไปในตัวได้ด้วย
โดยพื้นไม้ลามิเนตจะแยกออกเป็น 4 ชั้นดังนี้ชั้นที่ 1 จะเป็นชั้นผิวเคลือบด้วยอลูมินั่มออกไซด์ ซึ่งมีความทนทานสามารถต้านแรงกระแทกได้
ทำให้พื้นไม้ลามิเนตไม่เกิดรอยขีดข่วนชั้นที่ 2 จะเป็นชั้นของพื้นผิวไม้โดยพื้นผิวนี้จะเป็นพื้นผิวที่มาจากกราฟิคลายไม้ที่เลียนแบบไม้ธรรมชาติมา
ทำให้เกิดลวดลายเสมือนจริง เคลือบด้วยเมลามีน ลามิเนต
เพื่อช่วยป้องการอ่อนตัวของไม้เมื่อโดนความร้อนสูง แถมยังสามารถต้านรังสี UVทำให้สีไม่ซีดเมื่อผ่านการใช้งานเป็นเวลาหลายปีชั้นที่ 3 เป็นชั้นที่หนาที่สุดเรียกได้ว่าเป็นแกนกลางของไม้ลามิเนตเลยก็ได้ชั้นนี้จะเป็นการนำไม้ที่ย่อยเป็นผงมาอัดแน่นเป็นแผ่นด้วยความดันสูง หรือกระบวนการ
HDF (High DEnsity Fiber)ชั้นที่ 4 เป็นชั้นสุดท้ายเป็นแผ่นเมลามีนปิดทับเพื่อรักษาความสมดุลและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับไม้ลามิเนต
และยังสามารถป้องกันความชื้นได้ดีอีกด้วย ข้อดีของไม้ลามิเนต1.ป้องกันรอยขีดข่วน2.ทนต่อแรงกระแทก3.ทนความร้อนของก้นบุหรี่4. เช็ดทำความสะอาดง่ายไม่เป็นคราบ5.สีและลวดลายไม่ซีดจาง6.มีหลายลวดลาย7.ติดตั้งง่ายและรวดเร็วข้อเสียของไม้ลามิเนต1.ไม่สามารถโดนน้ำได้เป็นเวลานานเมื่อมีน้ำอยู่บนพื้นไม้ให้รีบเช็ดออกทันที2.ถ้าติดตั้งบนบริเวณพื้นที่เป็นคลื่นหรือหลังเต่าจะทำให้เกิดเสียงดังเวลาเดินแนะนำให้ติดตั้งบนพื้นที่เรียบ3.ไม้ลามิเนตไม่สามารถขัดสีที่เคลือบด้านบนออกเพื่อทำสีใหม่ได้ ไม้เอ็นจิเนียร์ฟังดูอาจจะซับซ้อนหน่อย ไม้เอ็นจิเนียร์เป็นการน้ำเอาไม้จริงในป่าปลูกมาแปรรูปด้วยเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมขั้นสูง โดยได้ผิวไม้มีความหนา3-4 มม. มาอัดกับไม้เสี้ยนประสานสลับชั้นกันกับน้ำกาวคุณภาพสูงจนได้ขนาด 14 มม.
แล้วนำไปอบควบคุมความชื้นไม่เกิน 12 % เคลือบผิวด้วย UV Acrylic Lacquer เพื่อให้ได้ลายไม้ที่ชัดเจนและมีความแข็งแรง การผลิตไม้เอ็นจิเนียร์ผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการบิดงอหรือขยายตัวง่ายของไม้จริง โดยไม้เอ็นจิเนียร์นั้นจะมีความคงตัวสูงไม่ยืด หด ห่อขยายตัวง่าย
ซึ่งการติดตั้งก็สามารถทำได้ง่ายโดยไม่ต้องไปขัดสีหน้างาน
ซึ่งไม้เอ็นจิเนียร์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายได้แก่ ไม้โอ๊ค ไม้สัก ไม้ค่า
ซึ่งราคาจะสูงตามประเภทของไม้  ข้อดีของไม้เอ็นจิเนียร์1.มีความแข็งแรงทนทานกว่าไม้ลามิเนต2.สามารถขัดพื้นสีทำใหม่ได้ 3.ทนความชื้นสูง3.ทนต่อการบิดงอสูง4.มีลวดลายไม้ที่แท้จริงข้อเสียของไม้เอ็นจิเนียร์1.ควรระวังในเรื่องของปลวกกิน2.ไม่ทนความร้อน3.ราคาสูงซึ่งจริงแล้วหากมองภาพรวมไม้เมลามิเนตและไม้เอ็นจิเนียร์อาจจะไม่ได้ดูแตกต่างกันมากเท่าไร
อยู่ในส่วนของผู้อาศัยแล้วว่าจะเลือกใช้ไม้ชนิดใดก็แล้วแต่ตามความชอบหรือความเหมาะสมกับรูปแบบของห้อง
สภาพแวดล้อมเฟอร์นิเจอร์ในห้องที่จะนำมาแต่ง
และที่สำคัญคงเป็นเรื่องของงบประมาณที่ใช้กันค่ะ   
ฐานข้อมูลผิดพลาด
ลองอีกครั้ง ถ้าเกิดการผิดพลาดอีกครั้ง ให้แจ้งผู้ดูแลระบบด้วย
กลับ