|
หัวข้อ: อหิวาตกโรค - อาการ, สาเหตุ, การรักษา-เเละ สมุนไพร เริ่มหัวข้อโดย: promiruntee ที่ มีนาคม 23, 2018, 06:01:51 pm (https://uppic.cc/d/aMv)
อหิวาต์ (Cholera)
แบคทีเรีย V.cholerae ถูกรายงานคราวแรก ในปี คริสต์ศักราช1854 ที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ประเทศอิตาลี โดย Pacini ได้ตรวจเจอแบคทีเรีย รูปร่างโค้งงอจำนวนไม่ใช่น้อยในลำไส้คนป่วย แล้วให้ชื่อว่า Vibrio cholera แต่การศึกษาค้นพบคราวนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับจนกระทั่งกระทั่ว Robert Koch ได้ศึกษาเล่าเรียนผู้เจ็บป่วยชาวอียิปติ ในปี คริสต์ศักราช1883 และก็ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียรูปร่างคล้ายตัวหนังสือ comma และสามารถแยกเชื้อบริสุทธิ์ ก็เลยตั้งชื่อว่า Kommabazillen แม้กระนั้นถัดมาเปลี่ยนเป็น Vibrio comma แล้วก็ใช้มีชื่อกล่าวมาหลายสิบปี กระทั่งกระทั่วคณะทำงานในกลุ่มของ Pacini ได้เปลี่ยนแปลงชื่ออีกครั้งเป็น Vibrio cholera จากเรื่องราวเริ่มแรก พบว่าดรคนี้มีมาตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.1800 หรือก่อนศตวรรษที่ 19 สันนิษฐานว่าจุดเริ่มแรกมาจากแม่น้ำคงคา รวมทั้งแม่น้ำพรหมบุตร ในประเทศอินเดีย ส่วนความหมายของ cholera ได้รับอิทธิพลมาจากภาษากรีก คือ ‘bilious’ หมายความว่า เกี่ยวกับน้ำดี การระบาดใหญ่ทั่วโลกเจอหนแรกเมื่อ คริสต์ศักราช1817 กระทั่ง ค.ศ.1923 รวม 6 ครั้ง มีต้นเหตุมาจาก Vibrio cholerae serogroup O1 biotype Classical ปลายปี คริสต์ศักราช1992 กำเนิดโรคระบาดใหญ่เหมือนอหิวาตกโรคอีกครั้งในทางตอนใต้รวมทั้งทิศตะวันออกของอินเดีย และก็บังคลเทศ ลักษณะเชื้อคล้ายกับ V.cholerae serogroup O1 biotype El Tor แม้กระนั้นไม่ตกตะกอนกับ antiserum ทั้ง 138 serogroup ที่มีอยู่เดิม จึงจัดให้เป็น V.cholerae สายพันธุ์ใหม่ serogroup O139 หรือ V.cholerae Bengal. ลักษณะของอหิวาต์ ผู้ที่ติดโรคแต่ละคน บางทีอาจออกอาการไม่เท่ากัน ขึ้นกับจำนวนเชื้อที่ได้รับแล้วก็ความต้านทานทางของแต่ละบุคคล ระยะฟักตัวของเชื้อราวๆ 1-5 วัน อาการที่เห็นได้ชัด ได้แก่ อุจจาระหล่น ลักษณะอุจจาระในระยะเริ่มต้นมักมีเศษอาหารปนอยู่ ต่อมามีลักษณะอาการถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำแช่ข้าว มีเหม็นกลิ่นคาว ถ้าเกิดถ่ายนานๆอาจมีน้ำดีผสมออกมาด้วย อุจจาระไม่มีมูกเลือด คนไข้อาจมีอาเจียนร่วมด้วย ส่วนลักษณะของการปวดท้องรวมทั้งจับไข้ไม่ค่อยพบ ในรายที่อาการไม่ร้ายแรงมักมีลักษณะอาการคล้ายกับของโรคติดเชื้อในลำไส้จากเชื้อต่างๆเช่น Salmonella, Shigella และก็ Escherichia coli ฯลฯ แม้เป็นอย่างไม่ร้ายแรง พวกนี้มักหายด้านใน 1 วัน หรืออย่างช้า 5 วัน มีอาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ วันละหลายครา แต่ปริมาณอุจจาระไม่เกินวันละ 1 ลิตร ในผู้ใหญ่อาจมีปวดท้องหรือ คลื่นไส้คลื่นไส้ได้ ในรายที่อาการร้ายแรง จะเจอสภาพการณ์ร่างกายขาดสารน้ำและธาตุ ทำให้หมดแรง หิวน้ำ เป็นตะคิว เสียงแหบ แก้มตอบ เบ้าตาลึก ผิวหนังแล้วก็เยื่อเมือกต่างๆแห้ง มือแล้วก็นิ้วเหี่ยวย่น ตัวเย็น ชีพจรเบาจวบจนกระทั่งจับไม่ได้ เลือดข้น มีความเป็นกรดในเลือดสูง ความดันเลือดต่ำ ลักษณะนี้ถ้าให้การรักษาผิดจำต้องรวมทั้งทันท่วงที คนเจ็บบางทีอาจช็อก ไตวายอย่างฉับพลัน เป็นต้นเหตุให้เสียชีวิตได้เร็วทันใจ อาการอุจจาระหล่นและอ้วกอาจจะก่อให้คนป่วยสูญเสียน้ำไปมากกว่า 1 ลิตรต่อชั่วโมง หรือ 10-15 ลิตรต่อวัน (ร่างกายของมนุษย์มีน้ำราว 20-40 ลิตร) อุจจาระของคนเจ็บจะมี epithelial cell, mucosa cell อีเลคโตรไลท์ และเชื้อ V.cholerae ประมาณ 10-10 ต่อมิลลิลิตร รูปร่าง ผู้ติดโรค biotype Classical และ biotype El Tor ที่แสดงอาการประเภทร้ายแรงต่อชนิดไม่ รุนแรงพอๆกับ 1:5-1:10 รวมทั้ง 1:25-1:100 ตามลำดับ ปัจจัยเสี่ยงที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอหิวาตกโรค แบคทีเรียวิบริโอ โคเลอรี หรือเชื้ออหิวาต์ มักพบในอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรกหรืออุจจาระของคนซึ่งมีเชื้อนี้อยู่ในนั้น โดยเหตุนั้นต้นสายปลายเหตุที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อและแพร่ระบาดของโรคก็เลยมักมาจากน้ำ อาหารบางชนิด และต้นเหตุอื่นๆดังรายละเอียดต่อไปนี้ แหล่งน้ำ เชื้ออหิวาต์สามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน โดยแหล่งน้ำสาธารณะที่ได้รับการแปดเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ถือเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคคุณภาพดี คนที่อาศัยอยู่ในสลัมรวมทั้งไม่มีการจัดการด้านเขตสุขาภิบาลที่ดีอย่างเพียงพอจึงเสี่ยงมีอาการป่วยด้วยอหิวาต์ได้ อาหารทะเล การกินอาหารสมุทรดิบหรือไม่ได้ปรุงสุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเลจำพวกหอย ซึ่งเกิดในแหล่งน้ำที่น้ำปนเปื้อนพิษนั้น จะทำให้ร่างกายได้รับเชื้ออหิวาตกโรค ผักและก็ผลไม้สด พื้นที่ที่อหิวาตกโรคระบาดในแคว้นนั้น ผักแล้วก็ผลไม้สดที่มิได้ปอกเปลือกมักเป็นแหล่งเพาะเชื้ออหิวาต์ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่มีการใช้ปุ๋ยหมักที่ไม่ได้หมักหรือแหล่งน้ำเน่า ผลิตภัณฑ์ที่ปลูกบางทีอาจแปดเปื้อนเชื้ออหิวาต์ได้ เมล็ดพืชต่างๆสำหรับพื้นที่ที่อหิวาต์ระบาดนั้น การทำอาหารด้วยเมล็ดพืชอย่างข้าวหรือข้าวฟ่างอาจได้รับเชื้ออหิวาต์แปดเปื้อนหลังจากปรุงเสร็จ รวมทั้งเชื้อจะอยู่ในอาหารอีกหลายชั่วโมงที่อุณหภูมิระดับห้อง โดยเชื้อที่ยังคงอยู่จะกลายเป็นพาหะทำให้มีการเกิดการเจริญเติบโตของของเชื้ออหิวาตกโรค การจัดการสุขาภิบาลไม่ดี ด้วยเหตุว่าอหิวาตกโรคจะเกิดการติดเชื้อและก็แพร่ระบาดผ่านทางเรือ ถ้าเกิดพื้นที่ใดมีการจัดแจงระบบสุขาภิบาลไม่ดี ก็จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ง่าย อาทิเช่น ในค่ายหนีภัย ประเทศหรือพื้นที่ที่เจอสภาวะยากจนข้นแค้น ขาดของกิน กำเนิดการรบ หรือได้รับภัยทางธรรมชาติ อื่นๆอีกมากมาย สภาวะไม่มีกรดในกระเพาะ (Hypochlorhydria/Chlorhydria) เนื่องด้วยเชื้ออหิวาตกโรคไม่สามารถที่จะอยู่ได้ในภาวะที่มีกรด ดังนั้น กรดในกระเพาะอาหารของคนเราถือเป็นด่านปราการชั้นแรกที่ช่วยคุ้มครองป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อโรคแบคทีเรียประเภทนี้ แต่ว่าสำหรับคนที่มีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ อย่างเด็ก คนวัยแก่ หรือคนที่ใช้ยาลดกรดหรือยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร จะไม่มีกรดมาปกป้องเชื้ออหิวาตกโรค ก็เลยเสี่ยงเป็นอหิวาต์ได้สูงกว่าคนปกติทั่วๆไป การอยู่ร่วมกับผู้ที่มีอาการป่วยด้วยอหิวาต์ ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้ที่มีอาการป่วยด้วยอหิวาตกโรคมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ แนวทางการรักษาอหิวาต์ หมอสามารถวินิจฉัยอหิวาตกโรคได้จากประวัติอาการ ความเป็นมาสัมผัสโรค ลักษณะอุจจาระ (วินิจฉัยทางคลินิก) การตรวจอุจจาระ แล้วก็การเพาะเชื้อจากอุจจาระดังนี้ การวิเคราะห์ทางคลินิก อาศัยความเป็นมา อาการ และอาการแสดง และลักษณะอุจจาระ. ในถิ่นที่มีการระบาดเมื่อมีผู้เจ็บป่วยอุจจาระร่วงอย่างแรงร่วมกับลักษณะของภาวการณ์ขาดน้ำอย่างเร็วรุนแรง ให้สงสัยว่าคนไข้ เป็นอหิวาต์ไว้ก่อน. การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ทำเป็นโดยตรวจอุจจาระด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะไม่พบเม็ดเลือดแดงแล้วก็เม็ดเลือดขาว ถ้าใช้ dark-field microscope จะเห็นเชื้อ V. cholerae เคลื่อนอย่างเร็วไปทางเดียว กันแบบดาวตก (shooting star หรือ darting). แม้มี antisera ต่อ V. cholerae O1 หรือ O139 หยดลงในอุจจาระ เชื้อจะหยุดเคลื่อนในทันที น่าจะเป็น V. cholerae O1 หรือ O139 ซึ่งทำได้เร็ว แต่ว่าวิธีการแบบนี้ยังมีความไวและความจำเพาะไม่ดีนัก. การตรวจรับรองด้วยการเพาะเชื้อจากอุจจาระเห็นผลแน่ๆที่สุด ควรที่จะเก็บตัวอย่างอุจจาระใน Cary-Blair transport medium ซึ่งเก็บได้นานถึง 7 วัน. การเพาะเชื้อจะใช้ใน thiosulphate citrate bile salt sucrose (TCBS) agar เชื้อขึ้นก้าวหน้า. ห้องทดลองบางแห่งจะแยกเชื้อใน alkaline peptone water ด้วยเชื้อที่เพาะได้จะถูกทดสอบความไวของยารวมทั้งทดลองว่าเป็น V. cholerae O1 หรือ O139 การตรวจค้นสายกรรมพันธุ์ ด้วย poly chain reaction (PCR) หรือ DNA probe มีความไวสูง และบางทีอาจรับรองว่า เชื้อมียีนก่อโรคหรือไม่ด้วย (https://uppic.cc/d/aMP) ยิ่งไปกว่านี้ในตอนนี้ยังมีวิธีการวินิจฉัยใหม่ๆดังเช่น วิธีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอาร์ (Polymerase Chain Reaction: PCR) เคล็ดลับนี้คือการสังเคราะห์ส่วนประกอบดีเอ็นเอในหลอดทดลอง ซึ่งถูกคิดค้นและก็ปรับปรุงขึ้นเพื่อนำมาตรวจชื้ออหิวาต์ด้วย อย่างไรก็แล้วแต่ เคล็ดวิธีพีซีอาร์ยังมิได้ประยุกต์ใช้ในฐานะการตรวจแอนติบอดี้ในเลือดอย่างมากมายในขณะนี้นัก การตรวจด้วยแถบตรวจอหิวาตกโรค วิธีนี้เหมาะกับคนที่อยู่ภายในเขตพื้นที่กันดาร ไม่สามารถเข้ารับการวินิจฉัยด้วยวิธีตรวจแบบอย่างอุจจาระได้ โดยผู้ป่วยจะรู้ผลการวิเคราะห์ได้ก่อนจากแถบตรวจดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคในพื้นที่ที่เกิดการระบาดของอหิวาต์และก็นำไปสู่การให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลจากกรุ๊ปสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาดของโรคถัดไป อย่างไรก็แล้วแต่ การตรวจด้วยแถบวัดนี้อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเสียรู้เดียว วิธีวิเคราะห์ที่เที่ยงตรงที่สุดเป็นการตรวจตัวอย่างอุจจาระคนไข้ ซึ่งทำการตรวจในห้องแลปด้วยผู้ที่มีความชำนาญเพียงแค่นั้น การดูแลและรักษาคนไข้อหิวาต์ที่ถูกและสำเร็จเป็น การทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับอุจจาระ แล้วก็อ้วก ด้วยปริมาณที่สมควรและตรงเวลาในเรื่องที่คนไข้ยังดื่มได้ควรจะให้ดื่มทางปาก แต่ถ้าเกิดมิได้ควรจะให้ทางเส้นเลือด ในจำนวนที่เสมอกันกับจำนวนน้ำที่สูญเสียไปโดยประมาณคือ ร้อยละ 5 ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ในรายที่เป็นน้อยปริมาณร้อยละ 7 ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลในรายที่มีลักษณะอาการปานกลาง แล้วก็จำนวนร้อยละ 10 ในคนป่วยมีลักษณะอาการช็อค ควรจะให้น้ำเกลือ isotonic ทางหลอดเลือดทันที น้ำเกลือควรจะมีไบคาร์บอเนต (อะสิเตรต หรือแล็กเตตไอออน) 24-48 ไม่ลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตร รวมทั้ง 10-15 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตรของโปแตสเซียม ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ Ringer’s lactate solution ในเด็กให้เป็นสารละลาย 2 จำพวกผสมกันในอัตราส่วน 2:1 คือ isotonic salution : isotonic sodium lactate (1/6 โมลาร์) หรือ isotonic sodium bicarbonate ส่วนน้ำตาลเกลือแร่ที่ดื่มนั้น ปัจจุบันนี้ทางองค์การอนามัยโลกให้ใช้สารละลายที่เรียกกว่า oral rehydration solution (ORS) ซึ่งในส่วนประกอบของ ORS จะให้จำนวนของอีเลคโตรไลท์ครบตามที่ร่างกายอยากได้หมายถึงNa 90, K 20, CI 80 รวมทั้ง HCO3 30 mEq/L อย่างไรก็ตามการกำจัดเชื้อให้หมดจากอุจจาระนั้น ควรจะให้ยายาปฏิชีวนะสำหรับเพื่อการรักษาร่วมเพื่อลดช่วงเวลาการป่วยให้สั้นลงแล้วก็เป็นการลดแหล่งกระจายเชื้อด้วย ควรจะใช้ข้อมูลการเฝ้าระวังการดื้อยาของเชื้อทางห้องปฏิบัติการเพื่อทราบแนวโน้มการดื้อยาประกอบการไตร่ตรอง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อดื้อยา ในตอนนี้สามารถเลือกใช้ยาที่สมควร (First drug of choice) ในรายที่อาการร้ายแรงให้พิจารณาสำหรับเพื่อการรักษาโดยให้ยายาปฏิชีวนะ tetracycline หรือยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆจะช่วยลดระยะของโรคให้สั้นลง ลดการสูญเสียน้ำ ตลอดจนลดระยะของการแพร่ระบาดลง ยาปฏิชีวนะองค์การอนามัยโลกให้คำปรึกษาการดูแลรักษาเป็น เด็กอายุต่ำยิ่งกว่า 8 ปี ให้ Norfloxacin 20 มก/กก/วัน นาน 3 วัน เด็กอายุมากกว่า 8 ปี ให้ Tetracycline 30 มก/กก/วัน นาน 3 วัน ในคนแก่ให้ Tetracycline ครั้งละ 500 มิลลิกรัมวันละ 4 ครั้ง นาน 3 วันหรือ Doxycycline ทีละ 100 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วันหรือ Norfloxacin ครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน (กรณีเชื้อซุกซนต่อ Tetracycline)
เพราะอหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อรวดเร็วรุนแรง และก็ก่อการระบาดได้อย่างเร็ว โดยมีเหตุมาจากการได้รับเชื้ออหิวาต์ซึ่งอยู่ในอุจจาระของคนไข้ (ซึ่งแบคทีเรียสามารถอยู่ได้นานถึง 7 - 14 วัน) แล้วแปดเปื้อนในอาหาร น้ำกิน จากผิวน้ำในแหล่งน้ำดื่ม น้ำใช้ รวมทั้งเมื่อรับประทานหรือดื่มของกิน/น้ำปนเปื้อนเหล่านี้ก็เลยก่อการติดเชื้อ ซึ่งคนที่ได้รับเชื้อ จะเกิดอาการได้ตั้งแต่ 24 ชั่วโมง ถึง 5 วัน แต่ว่าโดยเฉลี่ยแล้วจะเกิดอาการด้านใน 1-2 วัน ฉะนั้นอหิวาตกโรคจึงไม่เหมาะสมสำหรับเพื่อการใช้สมุนไพรมาทำการรักษา เพราะเหตุว่าเป็นโรคที่มีการติดต่อ การระบาดที่รวดเร็วแล้วก็มีความร้ายแรง จนกระทั่งชีวิตได้ถ้าเกิดไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันการ เอกสารอ้างอิง
|