|
หัวข้อ: โรคเอดส์ - อาการ, สาเหตุ, การรักษา-เเละ สมุนไพร เริ่มหัวข้อโดย: teareborn ที่ มีนาคม 29, 2018, 05:01:53 pm (https://uppic.cc/d/aKg)
โรคเอดส์ (Acquired immunodeficiency syndrome. AIDS)[/size][/b]
ในปัจจุบันทั่วทั้งโลกเจอสายพันธุ์เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง มากกว่า 10 สายพันธุ์ ที่มีการกลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์เดิม กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆทั่วโลก โดยพบมากที่สุดที่ทวีปแอฟริกามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่พบได้มากที่สุดในโลก เป็นสายพันธุ์ซี สูงถึง 40% เจอในทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดีย จีน และพม่า ส่วนในประเทศไทยพบเชื้อเอชไอวี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์เอ-อี (A/E) หรืออี (E) พบได้ทั่วไปกว่า 95% แพร่ระบาดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่แพร่ระบาดกันในกลุ่มรักร่วมเพศ และผ่านการใช้สิ่งเสพติดฉีดเข้าเส้น จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่า ตั้งแต่พบการระบาดของโรคภูมิคุมกันบกพร่องทีแรกจนกระทั่งปี พุทธศักราช2558 มีผู้ติดเชื้อโรคไปแล้วกว่า 70 ล้านคนทั้งโลก และก็เสียชีวิตไปแล้วกว่า 35 ล้านคน ในช่วงเวลาที่รายงานของโครงการโรคภูมิคุมกันบกพร่องแห่งยูเอ็น (UNAIDS) พบว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง/เอดส์ ในปี 2559 มีผู้ติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องทั่วทั้งโลกสะสม 36.7 ล้านคน เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1.8 ล้านคน รวมทั้งมีผู้ตายจากเชื้อเอชไอวี 1 ล้านคน ในส่วนของประเทศไทยนั้น โดยจากแถลงการณ์ในปีปัจจุบันของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (ปี 2557) พบว่าตั้งแต่ปี 2527-2557 ตลอด 30 ปีให้หลังมีผู้ป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่องเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งมวล 388,621 ราย และก็มีคนไข้เสียชีวิต 100,617 ราย โดยในปีต่อมา (ปี 2558) มีการคาดราวๆจำนวนคนป่วยเอดส์และติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องในประเทศไทยเป็นจำนวนทั้งหมดราว 1,500,000 คน
เนื่องจากว่าผู้ติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแตกต่างกันไป ก็แล้วแต่ปริมาณของเชื้อรวมทั้งระดับภูมิต้านทาน (ปริมาณ CD4) ของร่างกาย ฉะนั้นโรคภูมิคุมกันบกพร่อง ก็เลยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกันดังต่อไปนี้
ช่วงนี้แม้ว่าจะไม่มีอาการ แต่ว่าเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะแบ่งตัวก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยแล้วก็ทำลาย CD4 จนมีปริมาณต่ำลง โดยเฉลี่ยประมาณปีละ 50-75 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร จากระดับธรรมดา (เป็น 600-1,000 เซลล์) เมื่อลดต่ำลงมากมายๆก็จะกำเนิดลักษณะการเจ็บเจ็บป่วย ทั้งนี้อัตราการลดลงของ CD4 จะเร็วช้าขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของเชื้อเอชไอวี และก็ภาวะความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของผู้เจ็บป่วย ตอนนี้มักเป็นอยู่นาน 5-10 ปี บางรายบางทีอาจสั้นเพียงแค่ 2-3 เดือน แต่บางรายอาจนานกว่า 10-15 ปีขึ้นไป
มีอาการบางส่วน ตอนนี้ถ้าเกิดตรวจ CD4 จะมีจำนวนไม่ใช่น้อยกว่า 500 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร คนป่วยอาจมีอาการ ดังต่อไปนี้ * ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตเล็กน้อย * โรคเชื้อราที่เล็บ * แผลแอฟทัส * ผิวหนังอักเสบชนิดเกล็ดรังแคที่ไรผม ข้างจมูก ริมฝีปาก * ฝ้าขาวข้างลิ้น (hairy leukoplakia) ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีบีวี (Epstein-Barr virus/EBV) มีลักษณะเป็นฝ้าขาวที่ข้างๆของลิ้น ซึ่งขูดไม่ออก * โรคโซริอาซิส (สะเก็ดเงิน) ที่เคยเป็นอยู่เดิมกำเริบ มีลักษณะปานกลาง ตอนนี้ถ้าตรวจ CD4 จะมีจำนวนระหว่าง 200-500 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร ผู้เจ็บป่วยอาจมีอาการทางผิวหนังแล้วก็เยื่อบุช่องปากแบบข้อ ก. หรือไม่ก็ได้ อาการที่บางทีอาจพบได้มีดังนี้ * เริมที่ริมฝีปาก หรืออวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งกำเริบเสิบสานบ่อยครั้ง และก็เป็นแผลเรื้อรัง * งูสวัด ที่มีลักษณะกำเริบอย่างต่ำ 2 ครั้ง หรือขึ้นพร้อมกันมากกว่า 2 ที่ * โรคเชื้อราในช่องปาก หรือช่องคลอด * ท้องร่วงบ่อย หรือเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน * ไข้เกิน 37.8 องศาเซลเซียส แบบเป็นๆหายๆหรือต่อเนื่องกันทุกวี่วันนานเกิน 1 เดือน * ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 แห่งในรอบๆไม่ติดต่อกัน (ได้แก่ คอ รักแร้ ขาหนีบ) นานเกิน 3 เดือน * น้ำหนักลดเกินจำนวนร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวโดยไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ * ปวดกล้ามแล้วก็ข้อ * ไซนัสอักเสบเรื้อรัง * ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย ซึ่งเป็นซ้ำบ่อยมาก
ตอนนี้คนป่วยอาจมีอาการดังนี้ * เหงื่อออกมากช่วงเวลาค่ำคืน * ไข้ หนาวสั่น หรือไข้สูงเรื้อรังต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์หรือเป็นนานแรมเดือน * ไอเรื้อรัง หรือหายใจหอบเหน็ดเหนื่อยจากวัณโรคปอด หรือปอดอักเสบ * ท้องเสียเรื้อรัง จากเชื้อราหรือโปรตัวซัว * น้ำหนักลด รูปร่างผ่ายผอม และเพลีย * ปวดศีรษะรุนแรง ชัก งงเต็ก ซึม หรือหมดสติจากการตำหนิดเชื้อในสมอง * เจ็บท้อง คลื่นไส้ คลื่นไส้ * กลืนลำบาก หรือเจ็บเวลากลืน เพราะเหตุว่าหลอดของกินอักเสบจากเชื้อรา * สายตาขุ่นมัวดูไม่ชัดเจน หรือมองเห็นเงาใยแมงมุมลอยไปๆมาๆจากเรตินาอักเสบ * ตกขาวหลายครั้ง * มีผื่นคันตามผิวหนัง (papulopruritic eruption) * ซีดเซียว * มีจุดแดงจ้ำเขียวหรือเลือดออกมาจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ * สับสน สูญเสียความจำ ลืมง่าย ไม่มีสมาธิ การกระทำผิดแปลกไปจากเดิม ด้วยเหตุว่าความไม่ดีเหมือนปกติของสมอง * อาการของโรคโรคมะเร็งที่เกิดสอดแทรก ดังเช่นว่า โรคมะเร็งของฝาผนังเส้นเลือดที่เรียกว่า Kaposi's sarcoma (KS) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก เป็นต้น ในเด็ก ที่ติดโรคเอชไอวี ระยะแรกอาจมีอาการน้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ เมื่อโรคแพร่กระจายมากยิ่งขึ้นก็อาจมีอาการเดินลำบากหรือความก้าวหน้าทางสมองช้ากว่าธรรมดา รวมทั้งเมื่อเป็นโรคภูมิคุมกันบกพร่องเต็มขั้น เว้นเสียแต่มีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแบบเดียวกับผู้ใหญ่แล้ว ยังบางทีอาจพบว่าถ้าหากเป็นโรคที่พบทั่วไปในเด็ก (ดังเช่น หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ) ก็มักจะมีลักษณะอาการรุนแรงมากกว่าปกติ
การวิเคราะห์โรคเอดส์ ขั้นแรกเริ่มสุดคือ แนวทางซักเรื่องราวของคนไข้และการตรวจร่างกาย ซึ่งมัก จะมีประวัติการตำหนิดเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมาก่อนแล้ว ซึ่งหมอสามารถรู้จากการวิเคราะห์เลือดว่า ส่งผลบวกต่อเอชไอวีไหม ยิ่งไปกว่านั้นการตรวจร่างกายมักจะเจออาการแสดงที่ระบุว่า คนเจ็บอยู่ในระยะของการเป็นโรคเอดส์แล้ว ตรวจหาสารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อเอชไอวี โดยวิธีอีไลซ่า (ELISA) จะตรวจเจอสารภูมิคุ้มกันข้างหลังติดโรค 3-12 อาทิตย์ (ส่วนมากโดยประมาณ 8 อาทิตย์ บางรายบางทีอาจนานถึง 6 เดือน) วิธีการแบบนี้เป็นการตรวจรับรองด้วยการตรวจกรองขั้นต้น หากเจอเลือดบวก จำเป็นต้องทำการตรวจรับรองด้วยวิธีอีไลซ่าที่ผลิตโดยอีกบริษัทหนึ่งที่ไม่ซ้ำกับแนวทางตรวจครั้งแรก หรือกระทำการตรวจด้วยแนวทาง particle agglutination test (PA) ถ้าได้ผลบวกก็สามารถวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อโรคเอชไอวี แต่ถ้าเกิดให้ผลลบก็จำเป็นต้องตรวจรับรองโดยวิธีเวสเทิร์นบลอต (Western blot) อีกครั้ง ซึ่งได้ผลบวก 100% หลังติดเชื้อ 2 อาทิตย์ การเจาะเลือดเพื่อนับปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิด หนลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี 4 เป็นบวก (CD 4-positive T cell) จะพบว่าจำนวนต่ำลงมาก เนื่องจากว่าเชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในเซลล์ประเภทนี้ และก็จะทำลายเซลล์ประเภทนี้ไปเรื่อยๆโดยมากถ้าหากมีปริมาณของครั้งลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี 4 เป็นบวกลดน้อยลงน้อยกว่า 350 เซลล์ต่อลูกบาศก์มม.ในผู้ใหญ่ (ค่าธรรมดา 600 - 1,200 เซลล์ต่อลูกบาศก์ไม่ลลิ เมตร) ระดับของ CD4+ T cell ที่ใช้เพื่อการวินิจฉัย ถ้าหากเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือนจะมี CD4+น้อยกว่า 30% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด เด็กอายุ12 - 35 เดือนจะมี CD4+ น้อยกว่า 25% และก็เด็กอายุ 36 - 59 เดือนจะมี CD4+ น้อยกว่า 20% โรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากติดเชื้อโรคเอชไอวีแล้วก็โรคภูมิคุมกันบกพร่องในขณะนี้ ยังไม่อาจจะรักษาให้หายได้ แต่ว่าสามารถควบคุมโรคแล้วก็ทำให้มีชีวิตอยู่ได้นานอย่างคนปกติได้ โดยวิธีการรักษาผู้ติดเชื้อโรค เอชไอวีและคนไข้โรคภูมิคุมกันบกพร่อง อาทิเช่น การใช้ยายับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสหรือยาต้านเชื้อไวรัส ซึ่งต้องกินไปตลอดชีวิต เรียกว่า Antiretroviral therapy ซึ่งพวกเราสามารถติดตามผลของการรักษาได้จากการเจาะเลือดดูจำนวนเม็ดเลือดขาว CD 4 positive T cell ว่า เข้าขั้นธรรมดาไหม แล้วก็นับจำนวนไวรัสในเลือดได้โดยตรง (Viral load) ปัจจุบันยาต้านทานเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมีหลายแบบตัวอย่างเช่น ยาที่มีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์รีเวิสทรานสคริปเตส (Nucleoside analogues Reverse transcriptase inhibitors) ยกตัวอย่างเช่น ยาชื่อ Zidovudine (AZT), Didanosine (ddI), Zalcitabine (ddC), Stavudine (d4T), Lamivudine (3TC) ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์รีเวิสทรานสคริปเตสที่ไม่ใช่นิวคลีโอไซด์ (Non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors) ตัวอย่างเช่น ยาชื่อ Delavirdine, Loviride, Nevirapine ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีโปรตีเอส (Protease inhibitors) เช่น ยาชื่อ Nelfinavir, Indinavir, Ritonavir, Saquinavir อนึ่ง วิธีการให้ยาต้านทานเชื้อไวรัสในตอนนี้เป็น จำต้องให้ยาอย่างต่ำ 3 จำพวกโดยใช้ยาในกลุ่ม Nucleoside analogue 2 ตัว ร่วมกับยาในกรุ๊ป Non-nucleoside หรือ Protease inhibitor อีก 1 ตัวรวมเป็น 3 ตัว โดยจำต้องใช้ยาวันแล้ววันเล่าและก็ตรงตามเวลาที่กำหนดโดยเคร่ง โดยหมอจะใคร่ครวญให้ยาต่อต้านไวรัสในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้ เมื่อมีลักษณะอาการแสดงของโรคทั้งในระยะต้นเริ่มแล้วก็ระยะหลัง การให้ยาต้านทานเชื้อไวรัสในผู้เจ็บป่วยที่เป็นระยะเดิม (primary HIV infection) สามารถชะลอการดำเนินโรคไปสู่ระยะที่รุนแรงได้ เมื่อยังไม่มีอาการแสดง แต่ตรวจเลือดพบว่ามีค่า CD4 ต่ำลงมากยิ่งกว่า 200 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร เมื่อยังไม่มีอาการแสดง แม้กระนั้นมีค่า CD4 อยู่ที่ 200-350 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร บางทีอาจพินิจพิเคราะห์ให้ยาต้านไวรัสเป็นรายๆไป เป็นต้นว่า ในรายที่ปริมาณเชื้อไวรัสสูง มีอัตราการต่ำลงของ CD4 อย่างรวดเร็ว ความพร้อมเพรียงของผู้ป่วย ฯลฯ สำหรับในการให้ยาควรจะติดตามมองผลข้างเคียง ซึ่งอาจมีอันตรายต่อผู้เจ็บป่วย หรือทำให้ผู้ป่วยไม่ยอมรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง การใช้ยารักษาโรคติดเชื้อโรคที่เกิดขึ้นมาจากมีภูมิต้านทานขัดขวางโรคขาดตกบกพร่องหรือเชื้อคว้าโอ กาส ขึ้นกับว่าผู้เจ็บป่วยติดโรคประเภทใด ได้แก่ ติดโรควัณโรคก็ให้ยารักษาวัณโรค ติดโรคราก็ให้ยารักษาเชื้อรา หรือหากเป็นโรคมะเร็งก็รักษาโรคมะเร็ง ฯลฯ
จากการศึกษาในประเทศต่างๆเท่าที่ผ่านมาไม่พบว่ามีการติดต่อโดยแนวทางตั้งแต่นี้ต่อไป * การหายใจ ไอ จามรดกัน * การกินของกิน และกินน้ำร่วมกัน * การว่ายน้ำในสระ หรือเล่นกีฬาด้วยกัน * การใช้สุขาร่วมกัน * การอยู่ภายในห้องเรียน ห้องทำงาน ยานพาหนะ หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ * การสัมผัส กอด * การใช้ครัว ภาชนะเครื่องครัว จาน แก้ว หรือผ้าที่มีไว้สำหรับเช็ดตัวร่วมกัน * การใช้โทรศัพท์ร่วมกัน * การถูกยุงหรือแมลงกัด
- ไปพบหมอรวมทั้งตรวจเลือดเป็นช่วงๆดังที่แพทย์แนะนำ รวมทั้งรับประทานยาต่อต้านไวรัสเมื่อมีค่า CD4 น้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. การกินยาต่อต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องมักจะช่วยทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีรวมทั้งนาน จำนวนมากมักจะนานกว่า 10 ปีขึ้นไป - ปฏิบัติงาน เรียนหนังสือ คบกับคนอื่นรวมทั้งปฏิบัติกิจวัตรที่ทำเป็นประจำได้ตามธรรมดา ไม่จำเป็นต้องกลุ้มใจว่าจะกระจายเชื้อให้คนอื่นโดยการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกันหรือหายใจรดคนอื่นๆ - แม้มีความรู้สึกกังวลกังวลดวงใจ ควรเล่าความรู้สึกในใจให้ญาติสนิทมิตรฟัง หรือขอคำแนะนำชี้แนะจากหมอ พยาบาล นักจิตวิทยา หรืออาสาสมัครในองค์กรพัฒนาเอกชน - เรียนรู้ธรรมชาติของโรค การดูแลและรักษา การดูแลตัวเอง จนถึงมีความเข้าใจโรคนี้เป็นอย่างดี ก็จะไม่มีความรู้สึกสิ้นหวังท้อแท้ และก็มีพลังใจแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาสุขภาพให้แข็งแรงถัดไป - ช่วยเหลือสุขภาพตนเองด้วยการบริหารร่างกายบ่อยๆ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย (ไม่จำเป็นที่ต้องรับประทานอาหารเสริมราคาแพง) งดแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาเสพติด นอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง - สร้างเสริมสุขภาพที่เกิดขึ้นกับจิตด้วยการฟังเพลง ร้องเพลง เล่นกีฬา อยู่สนิทสนมธรรมชาติ ฝึกสมาธิ เจริญสติ สวดมนต์หรือภาวนาตามลัทธิศาสนาที่เชื่อถือ - หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่บางครั้งอาจจะแพร่เชื้อให้คนอื่นๆโดย
- หลบหลีกการมีท้อง โดยการคุมกำเนิด เพราะว่าเด็กอาจมีโอกาสรับเชื้อจากคุณแม่ได้ - มารดาที่มีการติดเชื้อ ไม่สมควรเลี้ยงบุตรด้วยนมตนเอง - เมื่อมีโรคติดเชื้อชุบมือเปิบแทรก ควรคุ้มครองมิให้เชื้อโรคต่างๆแพร่ให้คนอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น
|