|
หัวข้อ: โรควัณโรค - อาการ, สาเหตุ, การรักษา-เเละ สมุนไพร เริ่มหัวข้อโดย: plawan1608 ที่ เมษายน 24, 2018, 09:40:33 am (https://www.img.in.th/images/f5a4e607312af04bbcd63b3119e477c3.jpg)
กลุ่มบุคคลผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค
วิธีการรักษาวัณโรค ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าวัณโรคโรคปอด ส่วนหนึ่งส่วนใดมักไม่มีอาการแสดงที่แจ่มกระจ่าง การวินิจฉัยจึงจำเป็นที่จะต้องใช้หลักฐานหลายสิ่งหลายอย่างประกอบกันตั้งแต่ประวัติการสัมผัสวัณโรค อาการแสดง ยกตัวอย่างเช่น ไข้ต่ำๆเบื่อข้าว น้ำหนักลดซึ่งไม่มีลักษณะที่เฉพาะเจาะจง คนป่วยมีลักษณะป่วยรวมทั้งไอนานเกิน 1-2 อาทิตย์ขึ้นไป ไอออกเป็นเลือด ฟังเสียงลักษณะการทำงานของปอดในช่วงเวลาที่หายใจ ต่อจากนั้นแพทย์บางทีอาจทำตรวจพื้นฐานด้วยวิธีการตรวจคัดกรองวัณโรคที่เรียกว่า “การตรวจทูเบอร์คูลิน” (Tuberculin skin test : TST) ซึ่งเป็นการตรวจทางผิวหนังที่ใช้วิธีการของการโต้ตอบโดยกลไกภูมิต้านทานของร่างกายที่จะสามารถให้ผลบวกได้ระหว่าง 2-8 สัปดาห์ หลังจากที่ได้รับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยหมอจะกระทำการฉีดยาที่เป็นโปรตีนสารสกัดจากเชื้อวัณโรค เรียกว่า “พีพีดี” (Purified protein derivative : PPD) เข้าชั้นใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขน ต่อจากนั้นราว 48-72 ชั่วโมง ต้องกลับมาให้หมอหรือพยาบาลตรวจรอยฉีดยา ถ้าหากบริเวณที่ฉีดยามีขนาดรอยบวมน้อยกว่า 10 มิลลิเมตร แปลว่าบุคคลนั้นไม่น่าจะติดโรค (ให้ผลลบ) แต่หากบริเวณที่ฉีดยามีขนาดรอยบวมตั้งแต่ 10 มม.ขึ้นไป หมายความว่าบุคคลคงจะติดโรควัณโรค (ได้ผลบวก) และจะต้องกระทำตรวจอื่นๆ ทางห้องปฏิบัติการที่ช่วยวิเคราะห์วัณโรคตัวอย่างเช่น เอ็กซเรย์ปอด ลักษณะผิดปกติที่เข้าได้กับวัณโรคปอดอย่างเช่น เจอการอักเสบของปอดที่ ปอดกลีบบน การย้อมเชื้อวัณโรคจากเสมหะ ควรทำในคนเจ็บทุกรายที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคเพื่อช่วย ยืนยันการวิเคราะห์ โดยจะเก็บเสลดตอนเวลาเช้าหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว 3 วันติดต่อกัน จะทราบผลข้างในราว 30 นาที แม้กระนั้นมีข้อเสียเป็น แนวทางแบบนี้มีโอกาสตรวจพบเชื้อวัณโรคได้เพียงโดยประมาณกึ่งหนึ่งของผู้เจ็บป่วย เพียงแค่นั้น เพราะฉะนั้นผู้เจ็บป่วยที่ตรวจไม่เจอเชื้อวัณโรคในเสมหะก็ยังบางทีอาจเป็นโรควัณโรคปอดได้ การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสลด จุดเด่นก็คือ วิธีแบบนี้สามารถตรวจเจอเชื้อได้มากถึง 80 - 90% ของคนป่วย แต่จำเป็นต้องใช้เวลาราวๆสองเดือนจึงทราบผล เมื่อแพทย์วิเคราะห์ว่าเป็นวัณโรคปอด หมอจะให้ยารักษาวัณโรค โดยธรรมดาจะนิยมใช้สูตรยากิน 6 เดือน 2 เดือนแรกใช้ยา 4 ชนิด อย่างเช่น ไอเอ็นเอช (INH) หรือไอโซไนอะซิด (Isoniazid) ไรแฟมพิซิน (rifampicin) ,ไพราสิท้องนาไมด์ (pyrazinamide) และอีแทมบูทอล (ethambutol) บางรายบางทีอาจใช้ สเตรปโตไมสินจำพวกฉีดแทนอีแทมบูทอล แล้วต่อด้วยยา 2 ประเภท ได้แก่ ไอเอ็นเอช แล้วก็ไรแฟมพิซิน อีก 4 เดือน หมอจะย้ำเตือนให้คนไข้รับประทานยาให้ตามกำหนดทุกเมื่อเชื่อวัน ห้ามลืมหรือเว้นบางมื้อหรือบางวัน สั่งย้ำให้พี่น้องดูแลให้คนป่วยรับประทานยาได้เป็นประจำ ไม่เช่นนั้นอาจจะก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ทำให้รักษาไม่ได้ผล หรือจำเป็นต้องแปรไปใช้ยาสูตรที่แรงขึ้น ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิคุมกันบกพร่องร่วมกับวัณโรคปอด นอกจากให้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสโรคภูมิคุมกันบกพร่องแล้ว ยังต้องให้ยารักษาวัณโรค (ซึ่งเปลี่ยนสูตรยาที่แตกต่างออกไป) เป็นเวลานาน 9 เดือน หมอจะนัดหมายผู้เจ็บป่วยมาติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยธรรมดาเมื่อใช้ยาได้ 2 อาทิตย์ ลักษณะของการมีไข้และไอจะเริ่มดีขึ้นกว่าเดิม กินข้าวได้ และก็น้ำหนักขึ้น แพทย์จะทำการตรวจเสลด (ดูว่าเชื้อหายหมดหรือยัง) เป็นระยะๆอาทิเช่น เมื่อกินยาครบ 2 เดือน 5 เดือน รวมทั้งเมื่อสิ้นสุดการใช้ยารักษา นอกจากนั้นบางทีอาจกระทำเอกซเรย์ปอดดูว่ารอยโรคหายดีหรือยัง ส่วนคนที่เป็นกรุ๊ปมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบ อาทิเช่น ผู้เจ็บป่วยดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์เสมอๆ มีประวัติเป็นโรคตับอยู่ก่อน หรืออายุมากกว่า 35 ปี เมื่อรับประทานยารักษาวัณโรค ซึ่งอาจส่งผลให้ตับอักเสบได้ หมอจะทำการตรวจเลือดดูระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ (AST, ALT) เพื่อมองว่ามีการอักเสบของตับเกิดขึ้นไหม ดังนี้ปัญหาใหญ่เกี่ยวกับวัณโรคในประเทศไทยหมายถึงการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานซึ่งทำให้การดูแลรักษาหายสนิทเป็นได้ยากขึ้น แล้วก็บางทีอาจเกิดภาวะแทรกถึงชีวิตได้ทั้งในเด็กและก็ผู้ใหญ่ ส่วนใดส่วนหนึ่งมาจากการกินยาที่ไม่สม่ำเสมอของคนป่วยอันเนื่องมาจากปัญหาหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น การที่จำต้องรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน (อย่างต่ำ 6 เดือน) ทำให้คนไข้ที่มีอาการดีขึ้นบางส่วนหยุดยาไหมมีตามนัด หรือในรายที่บางทีอาจทนผลข้างเคียงของยาไม่ได้จึงหยุดยาเอง ฯลฯ การติดต่อของวัณโรค เชื้อวัณโรคสามารถแพร่ไปได้ทางอากาศ จากคนป่วยที่เป็นวัณโรคปอดแล้วก็กล่องเสียง การตำหนิดเชื้อมีสาเหตุมาจากการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคของผู้เจ็บป่วย ซึ่งมีต้นเหตุจากการไอหรือจาม พูดหรือร้องเพลง เป็นต้น การไอหรือจามหนึ่งครั้งสามารถสร้างละอองฝอยได้ถึงล้านละอองฝอย อนุภาคของเชื้อมีขนาดเล็กมากมายราว1-5 ไมครอน ละอองของเชื้อจึงสามารถลอยอยู่กลางอากาศได้นานแล้วก็ไปได้ระยะทางไกล เมื่อหายใจรับละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าไปในระบบฟุตบาทหายใจที่ถุงลมของปอดแล้วก็บางทีอาจเกิดการติดเชื้อโรคที่ปอดและก็แพร่กระจายเชื้อสู่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายทางต่อมน้ำเหลืองหรือกระแสเลือดได้ สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อขึ้นกับจำนวน หรือความเข้มข้นของเชื้อในอากาศรวมทั้งระยะเวลาสำหรับเพื่อการสัมผัสเชื้อคืออยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกันกับคนไข้เป็นวันหรือสัปดาห์ เช่นอยู่ห้องเดียวกัน ฯลฯ วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อที่มีลักษณะพิเศษคือ คนไข้ที่ติดโรคหรือรับเชื้อเข้าไปภายในร่างกายทุกรายไม่จำเป็นที่ต้องเจ็บป่วยเป็น ไม่มีอาการรวมทั้งอาการแสดงของวัณโรค เรียกว่า การต่อว่าดเชื้อเวลานี้ว่า วัณโรคอยู่ในระยะปกปิด/ระยะแฝง (latent Mycobacterium tuberculosis infection) เมื่อบุคคลได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายแล้ว ตลอดช่วงชีวิตต่อไปเสี่ยงต่อโรคได้ประมาณ ปริมาณร้อยละ 10ซึ่งประมาณปริมาณร้อยละ 5 (หรือราวๆ ร้อยละ50) มีโอกาสเป็นโรคในช่วง 1-2 ปีแรก (CDC, 2011) ส่วนอีกปริมาณร้อยละ 5 จะได้โอกาสเป็นโรคต่อไปหากร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันปกติ ในกรุ๊ปที่มีภูมิคุ้มกันภายในร่างกายบกพร่องจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าร้อยละ 10 การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นวัณโรค
การป้องกันตนเองจากวัณโรค
ซึ่งวัคซีน BCG ถูกผลิตขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2461 A. Calmette และ A. Guerin สองนักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันพลาสเตอร์ ก็ผลิตวัคซีนขึ้นมาเรียกว่า Bacille Calmette-Guerin (BCG) และเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2464 สมุนไพรที่ใช้รักษา/บรรเทาอาการของวัณโรค วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไมโครแบคทีเรียที่เป็นอันตรายร้ายแรงและมีการติดต่อที่เร็วมาก เพราะสามารถแพร่เชื้อทางอากาศได้ แต่ในประเทศไทยของเราถือว่าได้รับข่าวดีเป็นอย่างมากเมื่อมีคณะนักวิจัยสามารถศึกษาวิจัยต้นพบว่ามีสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคได้ถึง 14 ชนิด ดังที่มีการจัดการประชุมวิชาการกรมวิทศาสตร์การแพทย์ ณ.อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อปี 2551 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัย มหาวิทยาลัยโคโบราโดของอเมริกา ก็เพิ่งค้นพบว่า สารที่อยู่ในขมิ้นช่วยปราบวัณโรคชนิดที่ดื้อยาลงได้ โดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้พบว่า ขมิ้นมีสารที่เรียกว่า แมคโครเฟลกซ์ ซึ่งมีสรรพคุณในการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มโรคของมนุษย์สามารถขับไล่เชื้อวัณโรคได้ด้วย โดยจะไปกระตุ้นภูมิคุ้มโรคให้ต่อต้านเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาให้อ่อนฤทธิ์กับการต่อสู้กับยาลง ซึ่งนักวิจัยได้ชี้แจงว่า การศึกษาทำให้เราได้พบหลักฐาน แสดงว่าสารในขมิ้นสามารถช่วยต่อต้านการอักเสบของวัณโรคชนิดที่ดื้อยาในเซลล์ของมนุษย์ได้ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักวิจัยของไทย จะสามารถนำข้อมูลการวิจัยสมุนไพรเหล่านี้มาต่อยอด เพื่อผลิตเป็นยาเพื่อมารักษาวัณโรคได้ในภายหน้า เอกสารอ้างอิง
หัวข้อ: Re: โรควัณโรค - อาการ, สาเหตุ, การรักษา-เเละ สมุนไพร เริ่มหัวข้อโดย: กาลครั้งหนึ่ง2560 ที่ เมษายน 27, 2018, 02:33:05 pm โรควัณโรค วิธีรักษา disthai
หัวข้อ: Re: โรควัณโรค - อาการ, สาเหตุ, การรักษา-เเละ สมุนไพร เริ่มหัวข้อโดย: กาลครั้งหนึ่ง2560 ที่ เมษายน 27, 2018, 02:33:59 pm โรควัณโรค วิธีรักษา disthai
|