(https://www.picz.in.th/images/2018/04/28/YCggve.jpg)โรคคางทูม (Mumps)โรคคางทูมเป็นยังไง โรคคางทูม (mumps) เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสซึ่งนับได้ว่าเป็นโรคติดต่อทันควันทางระบบหายใจ อีกโรคหนึ่ง พบบ่อยในเด็กนักเรียนแล้วก็วัยรุ่น ผู้เจ็บป่วยจำนวนมากมักมีลักษณะอาการบวมแล้วก็กดเจ็บบริเวณต่อมน้ำลาย เพราะเหตุว่ามีการอักเสบของต่อมน้ำลายขนาดใหญ่ซึ่งอยู่บริเวณแก้มหน้าหู เหนือขากรรไกร ที่เรียกว่า ต่อมพาโรติด (Parotid glands) ซึ่งคือต่อมคู่ มีข้างซ้ายรวมทั้งข้างขวา ซึ่งโรคอาจกำเนิดกับต่อมน้ำลายเพียงแค่ฝ่ายเดียวหรือทั้งสองข้างได้ ยิ่งกว่านั้นบางทีอาจเกิดกับต่อมน้ำ ลายอื่นได้ ได้แก่ ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร หรือต่อมน้ำลายใต้คาง ซึ่งมักจำต้องกำเนิดร่วมกับการอักเสบของต่อมพาโรติดด้วยเสมอ เป็นโรคที่มีลักษณะอาการไม่ร้ายแรงแล้วก็สามารถหายเองได้
คางทูมเป็นโรคที่พบมากในเด็กอายุ 6-10 ปี พบได้ทั้งหมดศหญิงแล้วก็เพศชายใกล้เคียงกัน แต่ว่าในเด็กโต วัยเจริญพันธุ์และก็คนแก่มักจะพบความรุนแรงของโรคคางทูมมากยิ่งกว่ารวมทั้งเกิดอาการนอกต่อมน้ำลายมากกว่าวัยเด็ก มักไม่ค่อยเจอในเด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 3 ปี และก็ในคนแก่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โรคนี้มีอุบัติการณ์การเกิดสูงในช่วงม.ค.ถึงเดือนเมษายน รวมทั้งในตอนเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน รวมทั้งอาจเจอการระบาดได้เป็นครั้งเป็นคราว ในสมัยก่อนจัดว่าเป็นโรคติดต่อที่พบได้มากในเด็ก แต่ในปัจจุบันมีลัษณะทิศทางน้อยลงจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ
ความเป็นมาและก็ความเป็นมาของโรคคางทูม ศตวรรษที่ห้าก่อนคริสต์ศักราช Hippocrates ได้ชี้แจงโรคคางทูมว่าเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ ต่อมาปลายคริสต์ศักราชที่ 1700 Hamilton เน้นย้ำว่าการกำเนิดอัณฑะอักเสบเป็นอาการสำคัญของโรคคางทูม ในปี ค.ศ.1934 Johnson รวมทั้ง Goodpasture สามารถทดสอบเลียนแบบการเกิดโรคคางทูมในลิงได้เสร็จ เป็นหลักฐานแสดงการพบเชื้อไวรัสคางทูมผ่านมาสู่น้ำลายของคนไข้โรคคางทูมได้ ในปี ค.ศ.1945 Habel รายงานการเพาะเลี้ยงเชื้อไวรัสคางทูมในตัวอ่อนลูกไก่ได้สำเร็จ Enders แล้วก็ภาควิชา ชี้แจงการทดสอบทางผิวหนังแล้วก็การวิวัฒนาการของการเสริมตรึงแอนติบอดี (complement-fixing antibodies) ตามหลังโรคคางทูมในมนุษย์ได้สำเร็จ
รากศัพท์คำว่า mumps มาจากภาษาใดไม่รู้กระจ่างแจ้ง อาจมาจากคำนามในภาษาอังกฤษ mump ที่มีความหมายว่าก้อนเนื้อ หรือมาจากคำคำกริยาในภาษาอังกฤษ to mump ที่แสดงว่า อารมณ์ไม่ดี ซึ่งเป็นลักษณะการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง mumps ยังมีความหมายถึงลักษณะการพูดอู้อี้ ซึ่งพบได้ในคนป่วยโรคคางทูม ในรายงานสมัยเก่าโรคคางทูมมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า epidemic parotitis
ที่มาของโรคคางทูม สิ่งที่ทำให้เกิดโรคคางทูมเกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า มัมส์ (mumps Virus) เป็นไวรัสที่อยู่ในอากาศสามารถแพร่ระบาดได้โดยการไอ จาม เหมือนกับโรคหวัด ซึ่งไวรัสจำพวกนี้เป็น
ไวรัสในกลุ่มพารามิกโซเชื้อไวรัส (paramyxovirus) (มี mumps virus, New Castle disease virus, human parainfluenza virus types 2, 4a, and 4b) เชื้อไวรัสคางทูมเป็น enveloped negative singlestranded RNA มีลักษณะรูปร่างทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 90-300 นาโนเมตร ขนาดเฉลี่ยโดยประมาณ 200 นาโนเมตร nucelocapsid ถูกห่อด้วย envelope 3 ชั้น
ลักษณะโรคคางทูม ลักษณะโรคคางทูม เกิดข้างหลังสัมผัสโรค
ที่มา : WIKIPEDIA
ซึ่งระยะฟักตัวทั่วไปราวๆ 14 - 18 วัน แต่บางทีอาจเร็วได้ถึง 7 วันหรือนานได้ถึง 25 วัน โดยจะก่อให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลายพาโรติด อาการ ผู้เจ็บป่วยจะเริ่มมีลักษณะอาการป่วย อ่อนแรง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเรียกตัว ไม่อยากอาหาร บางบุคคลอาจมีอาการปวดในช่องหูหรือข้างหลังหูขณะบดหรือกลืน ๑-๓ วันถัดมา พบว่าบริเวณข้าง
ที่มา : Googleหรือขากรรไกร มีลักษณะอาการบวมรวมทั้งปวด ลักษณะของการปวดจะเป็นมากขึ้นเมื่อรับประทานของเปรี้ยว น้ำส้มคั้น น้ำมะนาว ผู้เจ็บป่วยชอบรู้สึกปวดร้าวไปที่หู ขณะอ้าปากเคี้ยวหรือกลืนอาหาร บางบุคคลอาจมีอาการบวมที่ใต้คางร่วมด้วย (หากมีการอักเสบของต่อมน้ำลายใต้คาง) ประมาณ ๒ ใน ๓ ของผู้ที่เป็นคางทูม จะเกิดอาการคางบวมทั้ง ๒ ข้าง โดยเริ่มขึ้นข้างหนึ่งก่อนแล้วอีก ๔-๕ วัน ถัดมาค่อยขึ้นตามมาอีกข้างอาการคางบวมจะเป็นมากในช่วง ๓ วันแรกแล้วจะเบาๆยุบหายไปใน ๔-๘ วัน ในตอนที่บวมมากมาย คนป่วยจะมีอาการกล่าวและก็กลืนลำบาก บางบุคคลอาจมีอาการคางบวม โดยไม่มีอาการอื่นๆนำมาก่อน หรือมีเพียงแต่อาการไข้ โดยไม่มีอาการคางบวมให้มองเห็นก็ได้ ยิ่งไปกว่านี้ พบว่าโดยประมาณจำนวนร้อยละ ๓๐ ของคนที่ติดโรคคางทูม บางทีอาจไม่มีอาการแสดงของโรคคางทูมก็ได้
ส่วนภาวะแทรกซ้อน) ของโรคคางทูม ชอบพบได้สูงขึ้นเมื่อกำเนิดโรคในวัยรุ่น คนแก่ หรือในคนมีภูมิต้านทานยับยั้งโรคต่ำ ดังเช่น
- โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ พบได้ราว 10% ของผู้ป่วย แล้วก็มักมีอาการไม่ร้ายแรง
- โรคสมองอักเสบ พบได้แต่น้อยมาก แต่ถ้าหากร้ายแรงอาจก่อให้เสียชีวิต ได้ เจอได้ราวๆ 1% รวมทั้งเจอกำเนิดในเพศชายมากยิ่งกว่าเพศหญิง
- ในเพศชาย บางทีอาจเจอการอักเสบของอัณฑะ โดยจังหวะกำเนิดสูงขึ้นถ้าคางทูมเกิดในวัยรุ่นหรือวัยผู้ ใหญ่พบได้ 20 - 30% ของคนป่วย อาการอัณฑะอักเสบมักเกิดโดยประมาณ 1 - 2 สัปดาห์หลังจากต่อมน้ำลายอักเสบ โดยอัณฑะจะบวม เจ็บ แล้วก็อาจกลับมาจับไข้ได้อีก อาการต่างๆจะเป็นอยู่โดยประมาณ 3 - 4 วัน หรือบางทีอาจนานได้ถึง 2 - 3 สัปดาห์ อัณฑะจะยุบบวม รวมทั้งขนาดอัณฑะจะเล็กลง ทั่วไปการอักเสบมักกำเนิดกับอัณฑะข้างเดียว ซ้ายหรือขวาได้โอกาสเกิดใกล้เคียงกัน แต่เจอกำเนิด 2 ข้างได้ 10 - 30% หลังเกิดอัณฑะอักเสบราวๆ 13% ของผู้มีอัณฑะอักเสบข้างเดียว แล้วก็ 30 - 87% ของผู้มีอัณฑะอักเสบ 2 ข้างจะมีบุตรยาก (Impaired fertility) บางคนบางทีอาจเป็นหมันได้
- ในผู้หญิง อาจมีการอักเสบของรังไข่ได้ราว 5% แต่ว่ามักไม่มีผลให้มีลูกยาก หรือเป็นหมัน
- อื่นๆที่อาจพบได้บ้างแม้กระนั้นน้อย คือ ข้ออักเสบ ตับอ่อนอักเสบ แล้วก็ หูอักเสบ
แนวทางการรักษาโรคคางทูม แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคคางทูมได้จากประวัติอาการรวมทั้งการตรวจร่างกายของคนเจ็บดังต่อไปนี้
- ตรวจเช็คเรื่องราวป่วยของคนเจ็บ
- ตรวจการบวมของต่อมน้ำลายที่ข้างหู แล้วก็ต่อมทอนซิลในปาก
- ตรวจวัดอุณหภูมิของคนป่วยว่าอยู่ในระดับที่สูงไม่ดีเหมือนปกติไหม
- ตรวจสารก่อภูมิคุ้มกัน (Antigen) ในเลือด
- แต่เมื่อกระทำสอบความเป็นมาแล้วพบว่ามีประวัตสัมผัสกับคนเจ็บโรคคางทูมภายใน 2-3 สัปดาห์ ด้วยกันมีลักษณะอาการต่อมพาโรติดอักเสบก็สามารถวินิจฉัยโรคได้ทันที
ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสคางทูมนั้น มีความจำเป็นต่อการวิเคราะห์ในกรณีที่คนป่วยไม่มีต่อมน้ำลายพาโรติดอักเสบ ต่อมน้ำลายพาโรติดอักเสบเป็นซ้ำบ่อยครั้ง หรือเพื่อยืนยันการไต่สวนการระบาดของโรคคางทูม การตรวจทางห้องทดลองเพื่อรับรองการวิเคราะห์โรคคางทูม โดยการตรวจทางภูเขามิคุ้นกันวิทยา (serologic studies) มีหลายแนวทาง ตัวอย่างเช่น
- ตรวจเลือดหาแทนติบอดีต่อเชื้อไวรัสคางทูม lgM โดยวิธี enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA)
- การตรวจค้นเชื้อไวรัสคางทูมจากน้ำลาย ฉี่ น้ำไขสันหลัง เลือด และสมอง โดยวิธี Reverse transcriptase (RT)–PCR assays และ
- กรรมวิธีการแยกเชื้อไวรัสคางทูมในเซลล์เพาะเลี้ยง
เนื่องจากว่าโรคคางทูมเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส การดูแลและรักษาโรคคางทูมจึงยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แต่สามารถทำเป็นโดยบรรเทาอาการรวมทั้งทำให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงขึ้น โดยหมอจะรักษาตามอาการ เช่น เมื่อมีลักษณะอาการปวดก็จะให้กินพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาปวด นอกนั้นก็จะแนะนำกระบวนการประพฤติตัวแล้วก็ให้พักฟื้นที่บ้าน
การดำเนินโรค ทั้งนี้ส่วนมากโรคคางทูมจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนและก็สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ และก็อาการไข้จะเป็นอยู่เพียง ๑-๖ วัน ส่วนอาการคางทูมจะยุบได้เองใน ๔-๘ วัน (ไม่เกิน ๑๐ วัน) แล้วก็อาการโดยรวมจะหายสนิทภายใน ๒ อาทิตย์
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ร้ายแรงที่เกิดกับอวัยวะต่างๆจำนวนมากก็มักจะหายได้เป็นปกติส่วนน้อยมากมายที่อาจมีภาวการณ์เป็นหมัน (จากรังไข่อักเสบและอัณฑะอักเสบ) หูหนวก (จากประสาทหูอักเสบ)
การติดต่อของโรคคางทูม เชื้อไวรัสคางทูมสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสโดยตรง (direct contact) กับสารคัดหลั่งของทางเดินหายใจ (droplet nuclei) หรือ fomites ผ่านทางจมูกหรือปาก เช่นการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่คนเจ็บไอหรือจามรด การสัมผัสน้ำลายของผู้เจ็บป่วย หรือโดยการสัมผัสถูกมือ สิ่งของ
เครื่องใช้สอย ดังเช่นว่า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ถ้วยน้ำ จาน ถ้วยชาม เป็นต้น รวมถึงสิ่งแวดล้อมอื่นๆที่ด่างพร้อยเชื้อ ซึ่งจะต้องใช้การสัมผัสที่สนิทสนมในการแพร่เชื้อไวรัสคางทูมมากกว่าเชื้อฝึกหัด หรือเชื้ออีสุกอีใส ระยะที่กระจายเชื้อได้มากที่สุดเป็น1-2 วันก่อนเริ่มมีลักษณะต่อมน้ำลายพาโรติดบวม จนถึง 5 วันหลังจากต่อมน้ำลายพาโรติดเริ่มบวม (แต่ว่ามีกล่าวว่าสามารถแยกเชื้อไวรัสคางทูมจากน้ำลายของคนไข้ตั้งแต่ 7 วันก่อนมีลักษณะจนถึง 9 คราวหลังจากเริ่มมีอาการต่อมน้ำลายพาโรติดบวม) ส่วนระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสคางทูมจำนวนมาก 16-18 วัน (วิสัย 12-25 วัน)
การแยกโรคอื่นๆที่มีลักษณะคางบวมคล้ายกับโรคคางทูม การแยกโรค อาการคางบวม อาจเกิดจากโรคและปัจจัยอื่น ได้อีกอาทิเช่น
- การบาดเจ็บ อย่างเช่น ถูกต่อย
- ต่อมทอนซิลอักเสบ คนป่วยจะมีไข้ เจ็บคอ ต่อมทอนซิลบวมแดง และก็บางทีอาจพบมีต่อมน้ำเหลืองใต้คางบวมร่วมด้วยข้างหนึ่ง
- เหงือกอักเสบหรือรากฟันอักเสบ คนป่วยจะมีอาการปวดฟัน หรือเหงือกบวม และอาจมีอาการคางบวมร่วมด้วยข้างหนึ่ง
- ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ คนป่วยจะมีลักษณะอาการต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอหรือใต้คางบวมและก็ปวด และอาจมีไข้ร่วมด้วย
- เนื้องอกต่อมน้ำลายหรือท่อน้ำลายตัน (จากการตีบหรือมีก้อนนิ่วน้ำลาย) ผู้เจ็บป่วยจะมีก้อนบวมที่คางข้างหนึ่ง ซึ่งชอบเป็นเรื้อรัง
- ต่อมน้ำลายอักเสบเป็นหนอง จากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรีย คนไข้มีอาการคล้ายคางทูม แม้กระนั้นผิวหนังบริเวณคางทูมจะมีลักษณะแดงและเจ็บมากมาย
- โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (บางทีอาจเกิดที่ต่อมน้ำเหลืองโดยตรง หรือแพร่กระจายจากกล่องเสียงหรือโพรงข้างหลังจมูก) ผู้เจ็บป่วยจะมีก้อนบวมที่ข้างคอ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า ๑ เซนติเมตร และไม่มีอาการปวด อาจมีอาการเสียงแหบ (หากเป็นมะเร็งกล่องเสียง) หรือคัดจมูกหรือเลือดกำเดาไหล (ถ้าหากเป็นโรคมะเร็งโพรงข้างหลังจมูก)
การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคคางทูม เมื่อป่วยเป็นโรคคางทูมแพทย์ชอบให้คำแนะนำสำหรับการกระทำตนเพื่อทุเลาลักษณะโรคมากกว่าการให้ยา ซึ่งแพทย์ชอบเสนอแนะดังต่อไปนี้ - เช็ดตัวเวลาจับไข้แล้วก็ให้ยาลดไข้ (พาราเซตามอล) และให้ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมงเฉพาะเวลามีไข้สูง ห้ามใช้แอสไพริน สำหรับคนอายุต่ำกว่า 18 ปี ด้วยเหตุว่าอาจเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome) ซึ่งมีการอักเสบของสมองแล้วก็ตับอย่างรุนแรง ทำให้เป็นอันตรายได้
- ใช้น้ำอุ่นจัดๆประคบตรงรอบๆที่เป็นคางทูมวันละ 2 ครั้ง แม้กระนั้นถ้าเกิดปวด ให้ใช้ความเย็น (ตัวอย่างเช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง) ประคบทุเลาปวด
- หลบหลีกการกินของกินที่เคี้ยวยาก ในระยะเริ่มต้นๆควรจะทานอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม ซุป
- หลบหลีกการกินอาหารรสเปรี้ยว น้ำส้มคั้น น้ำมะนาวคั้น เนื่องจากว่าอาจจะส่งผลให้ปวดมากยิ่งขึ้น
- ควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักรักษาตัวที่บ้านจวบจนกระทั่งจะหาย เพื่อคุ้มครองปกป้องการแพร่ระบาดให้คนอื่นๆ
- พักผ่อนให้พอเพียง
- ดื่มน้ำมากมายๆเมื่อมิได้เป็นโรคที่จะต้องจำกัดน้ำ
- บ้วนปากด้วยน้ำเกลือเสมอๆ
- ควรจะรีบไปพบหมอเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
o ไข้สูง ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส ขึ้นไป และก็ไข้ไม่ลงด้านใน 2-3 คราวหลังดูแลตนเองในเบื้อง ต้น
o ปวดต่อมน้ำลายมาก รวมทั้งอาการปวดไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยาบรรเทาอาการ
o รับประทานอาหาร รวมทั้ง/หรือกินน้ำได้น้อยหรือกินมิได้เลย
o ไข้สูงร่วมกับปวดหัวมาก คอแข็ง หรือเจ็บท้องมากมาย ด้วยเหตุว่าเป็นอาการเกิดจาผลข้างเคียง เข้าแทรกดังที่กล่าวถึงแล้ว
การป้องกันตนเองจากโรคคางทูม- วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเกิดโรคคางทูมนั้นในชุมชนและในโรงพยาบาล ได้แก่ การส่งเสริมให้มีระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสคางทูมสูงโดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคางทูม (MMR) เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีน 2 โด๊ส โด๊สแรกที่อายุ 9-12 เดือน และโด๊สที่สองอายุ 4-6 ปี หากไม่มีประวัติการได้รับวัคซีนมาก่อนในกลุ่มเด็กโต นักศึกษา นักท่องเที่ยว บุคลากรทางการแพทย์ ควรได้รับวัคซีน 2 โด๊ส ในผู้ใหญ่ควรได้รับวัคซีนมาก่อน ควรได้รับวัคซีน 1 โด๊ส
- หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคคางทูม ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมาจากการสัมผัส และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก
- ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ จานชาม ของเล่น ฯลฯ ร่วมกับผู้ป่วย และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมือโดยตรงกับผู้ป่วยที่เป็นโรคคางทูม
- ไม่เข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคคางทูม แต่ถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดก็ควรสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ
- รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง และเพื่อลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ รวมทั้งเชื้อไวรัสคางทูม
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคคางทูม - พิษนาศน์ ชื่ออื่น แผ่นดินเย็น นมราชสีห์ น้ำนมราชสีห์ ปันสะเมา พิษหนาด สิบสองราศี ชื่อวิทยาศาสตร์ Sophora exigua Craib , Fabaceae สรรพคุณ: ตำรายาไทย ราก รสจืดเฝื่อนซ่า ต้มเอาน้ำดื่ม ขับพิษภายใน ขับน้ำ แก้คางทูม
- ตะลิงปลิง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Averrhoa bilimbi L. ชื่อสามัญ : Bilimbing วงศ์ : OXALIDACEAE สรรพคุณ : ยารักษาคางทูม วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อย พอกบริเวณที่บวม พอกวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เปลี่ยนยาใหม่ทุกครั้ง ชาวอินโดนีเซียนิยมใช้ยานี้มาก
เอกสารอ้างอิง
- รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.คางทูม.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 321.คอลัมน์ สารานุภาพทันโรค.มกราคม .2549
- Enders JF, Cohen S, Kane LW. Immunity in mumps. The development of complement fixing antibody and dermal hypersensitivity in human beings following mumps. J Exp Med. 1945;81:119-35.
- พญ.ฐิติอร ฤาชาฤทธิ์.พอ.วีระชัย วัฒนวีราเดช.วัคซีนป้องกันโรคางทุม.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศทไย.หน้า173-183
- สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค ปี พ.ศ.2552.นนทบุรี:สำนักฯ;
- Kleiman MB. Mumps virus. In: Lennette EH, editor. Laboratory Diagnosis of Viral Infections, 2nd ed. New York: Marcel Dekker;1992. p. 549-66. http://www.disthai.com/[/b]
- นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ “คางทูม (Mumps/Epidemic parotitis)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 407-410.
- American Academy of Pediatrics. Mumps. In: Pickering LK, Baker CJ, Kimberlin DW, Long SS, editors. Red book.2009 Report of the Committee on Infectious Diseases. 28th ed. Elk Grove Village, IL: American Acedemy of Pediatric; 2009. p. 468-472.
- Centers for Disease Control and Prevention(CDC). Updated recommendations for isolation of persons with mumps. MMWR Morb Mortal Wkly Rep. 2008;57:1103-5.
- Johnson CD, Goodpasture EW. An investigation of the etiology of mumps. J Exp Med. 1934;59:1-19.
- คางทูม-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้
- กลุ่มเฝ้าระวังสอบสวนทางระบาดวิทยา สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.สรุปสถานการณ์และองค์ความรู้จากการเฝ้าระวังและสอบสวนโรค MMR ปี พ.ศ.2552. นนทบุรี : สำนักฯ ;
- พิษนาศน์.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- Habel K. Cultivation of mumps virus in the developing chick embryo and its application to the studies of immunity to mumps in man. Public Health Rep. 1945;60:201-12.
- Baum SG, Litman N. Mumps virus. In Mandell GL. Bennett JE, Dolin R, editors. Mandell, Douglas and Bennett’s principles and practice of infectious disease. 7th ed. New York: Churchill Livingstone; 2010. p. 2201-6.
- ตะลิงปลิง.กลุ่มยารักษาตา คางทูม แก้ปวดหู.สรรพคุณสมุนไพร200ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
- Travis LW, Hecht DW. Acute and chronic inflammatory diseases of the salivary glands, diagnosis and management. Otolaryng Clin North Am. 1977;10:329-88.
- Gershon, A. (2001). Mumps. In Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D.,andJamesson, J. Harrrison’s: Principles of internal medicine. (p 1147-1148). New York. McGraw-Hill.