|
หัวข้อ: พญายอเป็นสมุนไพรที่สามารถนำมารักษาโรคได้อย่างดีเยี่ยม เริ่มหัวข้อโดย: หนุ่มน้อยคอยรัก007 ที่ พฤษภาคม 25, 2018, 05:34:38 pm ชื่อสมุนไพร พญายอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน เสมหะพังพอนตัวเมีย , พญาข้อทอง พญาปล้องดำ (ภาคกลาง) , พญาข้อคำ (ลำปาง) , ผักมันไก่ , ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) , โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) , ชิงเจี้ยง หนิ่วซิ้วฮวา (จีนกลาง) ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clinacanthus burmanni Nees วงศ์ ACANTHACEAE ถิ่นเกิด สมุนไพรพญายอเป็นสมุนไพรเขตร้อน ดังเช่นทวีปแอฟริกา บราซิล และก็อเมริกา กลาง ส่วนในทวีปเอเชียมีการกระจัดกระจายในประเทศอินโดนีเซีย ไทย ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา ฯลฯ และเป็นสมุนไพรที่มีแพทย์พื้นบ้านประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย จีน ใช้รักษาผื่นผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย งูกัด แมงป่องต่อย มาตั้งแต่ในอดีตแล้ว ส่วนในประเทศไทยพบได้บ่อยขึ้นตามป่าเบญจพรรณ หรือเจอปลูกกันตามบ้านทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศ พญายอ หรือ เสลดพังพอนตัวเมียมีชื่อคล้องจองกัน ซึ่งก็คือ เสมหะพังพอนเพศผู้ แม้กระนั้นต่างกันตรงที่เสมหะพังพอนตัวผู้มีหนาม สรรพคุณอ่อนกว่าเสมหะพังพอนตัวเมียรวมทั้งเพื่อไม่ให้งงงวยระหว่างสมุนไพร 2 ประเภทนี้ ก็เลยเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ" ลักษณะทั่วไป พญายอ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มไม้แกมเถาหรือไม้พุ่มคอยเลื้อย มักเลื้อยพิงไปตามต้นไม้อื่นๆมีความสูงได้ราว 1-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะเกลี้ยง ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างโดยประมาณ 2-3 ซม. รวมทั้งยาวโดยประมาณ 7-9 ซม. แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ ดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกราว 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวราวๆ 3-4 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 ปากหมายถึงปากด้านล่างแล้วก็ปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบดอกนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่าๆกัน มีขนคือต่อมเหนียวๆอยู่โดยรอบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียสะอาดไม่มีขน มีดอกในตอนราวเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม ผลได้ผลสำเร็จแห้งและก็แตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาวรี ยาวได้ราวๆ 0.5 เซนติเมตร ก้านสั้น ข้างในผลมีเมล็ดราวๆ 4 เม็ด การขยายพันธ์ การขยายพันธุ์พญายอนั้นสามารถได้ 2 วิธี คือ การปักชำรวมทั้งการแยกเหง้ากิ่งก้านสาขาไปปลูก แต่จำนวนมากมักจะใช้วิธีการใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ หรือเปล่าอ่อนเหลือเกิน ตัดกิ่งชนิดให้มีความยาว 6-8 นิ้ว และมีตาบนกิ่งโดยประมาณ 1-3 ตา ให้มีใบเหลืออยู่ที่ปลายยอด โดยประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงบริเวณรอยตัดของตัวการ แล้วก็กิ่งจำพวกเพื่อป้องกันเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีเป็นดินร่วนปนทราย (จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง รวมทั้งสะดวกในการย้ายต้นไปปลูก) โดยปักชำกิ่งลงในวัสดุปลูกลึกประมาณ 3 นิ้ว และปักให้เอียง 45 องศา รดน้ำให้เปียกแฉะรวมทั้งรักษาความชื้นให้พอเพียงควรระวังอย่าให้กิ่งชำถูกแดดมากมาย กิ่งปักชำจะออกรากภายใน 3-4 อาทิตย์ แล้วใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกในหลุมปลูกที่ตระเตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบ รดน้ำหลังจากปลูกในทันที การเก็บเกี่ยว ควรเก็บใบขนาดกลาง ที่ไม่แก่หรืออ่อนกระทั่งเหลือเกิน โดยให้ใช้วิธีการตัดต้นเหนือระดับผิวดินประมาณ 10 เซนติเมตร ภายหลังเก็บเกี่ยวแล้ว ตัวการเดิมยังสามารถแตกออกแตกกิ่งเติบโตได้อีก และก็สามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลถัดไปได้ การดูแลรักษา ในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรจะรดน้ำทุกวี่ทุกวัน ถ้าหากแดดจ้าควรรดน้ำยามเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในฤดูฝนถ้าเกิดมีฝนตกบางทีอาจจะไม่ต้องให้น้ำ พญายอสามารถเติบโตเจริญในดินทุกจำพวกที่มีการระบายน้ำก้าวหน้า แต่ถูกใจดินร่วนคละเคล้าทรายที่ระบายน้ำดีมากที่สุด ชอบอากาศร้อนชื้น ขึ้นเจริญทั้งๆที่มีแดด(แดดไม่จัด) รวมทั้งที่ร่ม องค์ประกอบทางเคมี รากของพญายอ มีสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และก็มีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล (butanol) จากใบของพญายอ มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (flavonoid) สามารถระงับอาการอักเสบได้ สารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสารกรุ๊ป Monoglycosyl diglycerides ดังเช่น 1, 2- di-O-linolenoyl-3-O-β-D-Galactopyranosyl-sn-glycerol รวมทั้งสารกรุ๊ป Glycoglycerolipids จากใบมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเริมแล้วก็งูสวัด ยิ่งไปกว่านี้พญายอ ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากกว่า 20 ชนิด โดยเป็นสารเคมีจากพืชที่มีความสำคัญต่อชีวิต อย่างเช่น Stigmaster, Lupeol, B-Sitosterol Belutin, Myricyl alcohol และก็สารสกัดที่ได้จากเมทานอลในประเทศไทย 6 ชนิด C-Glycosyl flavones ตัวอย่างเช่น Vitexin, Isovitexin, Schaftoside, Isomoll-pentin, 7-0-B-Glucopyranoside, Orientin, Isori-entin และสารสกัดได้จากต้นและก็ใบได้สาร Gluco-sides 5 จำพวก (1) Cerebrosides และ Monoacylmonogalactosyl glycerol สาร Triga-lactosyl รวมทั้ง Digalactosyl diglycerides 4 สาร 8 ชนิด สกัดได้จากส่วนเหนือดินสดด้วยคลอโรฟอร์มคือ Chlorophyll A, Chlorophyll B, แล้วก็ Phacoph-orbide A และก็สารประกอบที่มีซัลเฟอร์ 4 จำพวก Clinamide A-C, 2-Cis- entadamide A และก็สารประกอบที่พบมาก่อน 3 ชนิด Entadamide A, Entadamide C แล้วก็ Trans 3 methylsulfinyl-2-propenol ผลดี / สรรพคุณ คุณประโยชน์ของพญายอตามตำรายาไทย กล่าวว่า ใบ – ใช้ถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน แก้อาการผิดสำแดง แก้เจ็บคอ เจ็บปก แผลในปาก คางทูม รักษาโรคบิด ไข่ดัน รักษาแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน แก้ฝี แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคฝึกฝน ราก - ปรุงเป็นยาขับเยี่ยว ขับระดู แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวบั้นเอว ชูกำลัง แก้ผิดสำแดง ส่วนทั้ง 5 (ทั้งยังต้น) - ใช้ทำลายพิษ โดยเฉพาะพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ลมพิษ แผลน้ำร้อนลวก โรคตับเหลือง รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แก้ปวดบวม เคล็ดปวดเมื่อย ฟกช้ำ ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการผลิตยาที่มีส่วนประกอบของพญายอหลายแบบ ดังเช่นว่า ครีมพญายอ ใช้บรรเทาลักษณะโรคเริม และ งูสวัด ยาป้ายปากพญายอให้รักษาแผลในปาก (aphthaus ulcer) โลชั่นพญายอ ใช้บรรเทาอาการผื่นผื่นคัน ผื่นคัน ตุ่มคัน ฯลฯ แบบ / ขนาดการใช้
o - ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลลัพธ์ที่ดี
o ใช้ใบตำต้มกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง o นำใบมาตำอย่างละเอียดผสมกับเหล้า ใช้พอกบริเวณที่ถูกไฟลุกหรือน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี
o ใช้ใบเสมหะพังพอนตัวเมียสด 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดวาวไม่อ่อนไม่แก่จนถึงเหลือเกิน)นำมาตำผสมกับเหล้าหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล o ใช้ใบเสมหะพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน เอามากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เติม glycerine pure ลงไปเท่ากับปริมาณที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสลดพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ถอนพิษต่างๆ
ส่วนการใช้พญายอรักษาอาการด้วยเหตุว่าแมลงกัดต่อย และก็เริมตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ให้ใช้ใบขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลง สัตว์ กัดต่อย หรือเป็นเริมและก็สำหรับครีม ที่มีสารสกัดพญายอจำนวนร้อยละ 4 – 5 รวมทั้งสารละลาย (สำหรับป้ายปาก) ที่มีสารสกัดพญายอในกลีเซอรีนร้อยละ 2.5 – 4 รวมถึงโลชัน ที่มีสารสกัดพญายอร้อยละ 1.25 ให้ใช้ ทาบริเวณที่มีอาการ วันละ 5 ครั้ง การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ฤทธิ์ลดการอักเสบ สารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบให้ทางปากหนูขาว จะลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำโดย carrageenan และก็ลดการอักเสบของถุงลมหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้กำเนิดโดยฉีดลมและน้ำมันละหุ่ง (1-3) แม้กระนั้นถ้าหากใช้แนวทางทาสารสกัดที่ผิวหนังจะไม่สามารถลดน้ำหนองของถุงลมหนูได้ สารสกัดเอ็นบิวทานอล ขนาด 270 มก./กก. จะลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้เท่ากับแอสไพรินขนาด 100 มก./กก. (2) เมื่อใช้ 5% ของพญายอในรูป cold cream สารสกัดเอทานอล 95% แล้วก็สารสกัดเอทานอลในน้ำ ทาเฉพาะที่ให้หนูขาว สามารถลดหนองรวมทั้งการเกิด granuloma ได้ 50.98%, 50.10% และ 48.30% ตามลำดับ สารสกัดเอทานอลจากใบ ขนาด 20 มคก./มล. ส่งผลต่อ cytokines ที่เกิดในแนวทางการอักเสบหมายถึงยับยั้ง interleukin-1-b แต่ว่าไม่อาจจะยั้ง interleukin-6 และก็ tumor necrosing factor-a ฤทธิ์รักษาโรคงูสวัด นำสารสกัดจากใบพญายอความเข้มข้นต่างๆมาตรวจ DNA hybridization และ plaque reduction assay พบว่า ขนาด 1:2,000 รวมทั้ง 1:1,200 ตามลำดับ จะยั้งเชื้อไวรัส Varicella zoster ก่อนเข้าสู่เซลล์ได้ 50% ขนาด 1:6,000 และ 1:4,800 เป็นลำดับ จะฆ่าเชื้อเชื้อไวรัส Varicella zoster ในเซลล์ ขนาดมากกว่า 1:18,000 และก็ 1:9,600 เป็นลำดับ สามารถทำลายเชื้อเชื้อไวรัส Varicella zoster โดยตรงได้ 50% จะมีความคิดเห็นว่าเมื่อเชื้อเข้าสู่เซลล์แล้วฤทธิ์สำหรับเพื่อการยั้งเชื้อไวรัสน้อยลง คนเจ็บโรคงูสวัด ปริมาณ 51 ราย ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอกแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป ตามประเภทของยา รวมทั้งให้ยาเรียงสลับแบบสุ่ม คนเจ็บทุกรายมาเจอหมอด้านใน 48 ชั่วโมงภายหลังจากมีลักษณะอาการ โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง ตรงเวลา 7-14 วัน กระทั่งแผลจะหาย พบว่าคนป่วยสุดที่รักษาด้วยสารสกัดใบพญายอแผลจะตกสะเก็ดข้างใน 3 วัน รวมทั้งหายข้างใน 7-10 วัน มีมากมายกว่ากรุ๊ปสุดที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ หรูหราความปวดลดน้อยลงเร็วกว่า และไม่เจอผลข้างเคียงใดๆ ฤทธิ์ต้านทานเริม สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส Herpes simplex type 1 รวมทั้ง type 2 โดยตรงก่อนที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ และก็สารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลและสารสกัดน้ำจากใบไม่อาจจะยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 รวมทั้ง HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ ผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์อีกทั้งชายและก็หญิงปริมาณ 27 คน ได้รับการดูแลรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยา acyclovir cream ปริมาณ 26 คน และยาหลอก 24 คน โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 6 วัน พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยครีมพญายอ รวมทั้ง acyclovir cream แผลเป็นสะเก็ดในวันที่ 3 แล้วก็หายภายในวันที่ 7 ไม่เหมือนกับแผลของคนเจ็บที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 แล้วก็หายในวันที่ 7-14 หรือยาวนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่ทำให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคือง ในตอนที่ acyclovir cream ทำให้แสบ คนไข้โรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์จำพวกเป็นซ้ำ จำนวน 56 ราย ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เปรียบเทียบการรักษากับยา acyclovir cream ปริมาณ 54 คน รวมทั้งยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่ากลุ่มหวานใจษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดข้างใน 3 วัน และหายด้านใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล และไม่มีความไม่เหมือนจากการดูแลและรักษาด้วย acyclovir cream แต่ว่ายา acyclovir cream จะก่อให้แสบแผล (13) ฤทธิ์แก้ปวด เมื่อให้ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบ ขนาด 30, 90, 270, 540, 810 แล้วก็ 2,430 มก./กิโลกรัม แก่หนูถีบจักรทางปาก จะลดการบิดตัวของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำโดยกรดอะซีตำหนิค รวมทั้งเพิ่มการซึมผ่านของผนังหลอดเลือด เป็นสัดส่วนกับขนาดของส่วนสกัด ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลขนาด 90 มิลลิกรัม/กก. จะมีความแรงเท่าๆกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สำหรับในการลดการบิดตัว แม้กระนั้นจะมีความแรงน้อยกว่าสำหรับการลดการซึมผ่านผนังเส้นเลือด เมื่อให้สารสกัดนี้โดยการฉีดเข้าท้อง ไม่ทำให้เห็นว่ามีฤทธิ์ระงับปวดเมื่อใช้วิธี hot water bath และก็ให้ส่วนสกัดคลอโรฟอร์มจากใบขนาดดังที่กล่าวมาข้างต้นทางปากหนูถีบจักร ไม่มีผลลดการบิดตัวของหนูเช่นกัน ยิ่งไปกว่านี้ พญายอมีสารออกฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในหลอดทดสอบรวมทั้งมีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย สารสกัดจากใบด้วยเอทธิลอะสิเตทเข้มข้น 1.39-6.31 มก./มิลลิลิตร สามารถยั้ง Bacillus cereus รวมทั้ง candida albican สาร Flavonoids และ Phenolic compounds ในสมุนไพรทุกประเภท ยั้งแบคทีเรียได้ไพเราะเพราะพริ้งมี Carbonyl group และก็ พญายอยังมีฤทธิ์ต้านทานพิษงู: มีการเรียนรู้พบว่าสารสกัดพญายอมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันทําลายเซลล์เนื้อเยื่อแผล แม้กระนั้นไม่มีฤทธิ์ยั้งพิษต่อระบบประสาทของงูเห่า ที่มีต่อNeuromuscular transmission การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดสอบความเป็นพิษ การทดสอบความเป็นพิษพบว่า สารสกัดเอ็นบิวทานอลมีค่า LD50 13.4 กรัม/กิโลกรัม 48 ชม. ข้างหลังให้ทางปาก และก็มีค่า 3.4 ก./กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าช่องท้อง การให้สารสกัดทุกวี่ทุกวันเป็นเวลา 6 อาทิตย์ ไม่มีผลต่อการเติบโตของหนูขาว แต่พบน้ำหนักไธมัเสียใจลงในตอนที่น้ำหนักตับมากขึ้น ไม่เจอความไม่ดีเหมือนปกติต่ออวัยวะอื่นๆและไม่มีลักษณะอาการไม่พึงปรารถนาอื่นๆส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กก. (หรือเสมอกันใบแห้ง 5.44 กรัม/กิโลกรัม) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าท้องหนูเม้าส์ ไม่ทำให้มีการเกิดอาการพิษอะไรก็ตามและก็เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มิลลิกรัม/กิโลกรัม รวมทั้ง 540 มก./กิโลกรัม แต่ละวัน นาน 6 อาทิตย์ พบว่าไม่เป็นผลต่อการเจริญเติบโต แต่น้ำหนักต่อมธัยมัสลดลง ตอนที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่พบความแตกต่างจากปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่พบอาการไม่ปรารถนาอะไรก็แล้วแต่ ข้อแนะนำ / ข้อควรปฏิบัติตาม พญายอก็อย่างกับสมุนไพรประเภทอื่นๆคือ ควรจะใช้ในปริมาณที่พอดีไม่สมควรใช้มากเกินไปหรือนานจนเหลือเกินเนื่องจากอาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ รวมทั้งหากแม้ในอดีตจะมีการใช้ใบสดนำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล และก็ให้ผลการดูแลรักษาที่ดี แต่ว่าในตอนนี้แนวทางลักษณะนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้ว เนื่องจากจะทำความสะอาดแผลได้ยาก รวมทั้งอาจจะเป็นผลให้แผลติดเชื้อและเป็นหนองจนแผ่ขยายไปยังรอบๆอื่นได้ เอกสารอ้างอิง
|