|
หัวข้อ: ตะไค้ร้สามารถนำมาทำเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้เป็นอย่างดี เริ่มหัวข้อโดย: Posthizzt555 ที่ พฤษภาคม 28, 2018, 09:15:23 am ตะไคร้
ชื่อสมุนไพร ตะไคร้ ชื่ออื่นๆ/ ชื่อท้องถิ่น จะไคร (ภาคเหนือ) , ค้างหอม (ไทใหญ่แม่ฮ่องสอน) , ไคร (ภาคใต้) , สิงไคร , หัวสิงไคร (อีสาน) , ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , เชิดเกรย , เหลอะเกรย (เขมร) ชื่อสามัญ Lemon grass, West Indian lemongrass , Sweet rush ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf วงศ์ GRAMINEAE ถิ่นกำเนิด ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวไทยเรามาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว เนื่องจากตะไคร้เป็นพืชที่มีถิ่นเกิดในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย อาทิเช่น ไทย , เมียนมาร์ , ลาว , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ประเทศอินเดียว , ศรีลังกา ฯลฯและยังสามารถพบได้ในประเทศเขตร้อนบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ เหมือนกัน โดยทั่วไปแล้ว ตะไคร้จัดเป็นพืชล้มลุกตระกูลต้นหญ้าและก็สามารถแบ่งได้เป็น 6 ชนิด เป็นต้นว่า ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และก็ตะไคร้หางสิงห์ ลักษณะทั่วไป ตะไคร้ เป็นพืชล้มลุกสกุลเดียวกับต้นหญ้า มักมีอายุมากยิ่งกว่า 1 ปี (ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสภาพแวดล้อม)ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง ทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (แล้วก็ใบ) ส่วนของลำต้นที่พวกเราเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มหนา ผิวเรียบ และก็มีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนน้อย แล้วก็เบาๆเรียวเล็กลงแปลงเป็นส่วนของใบ ศูนย์กลางเป็นปล้องแข็ง ส่วนนี้สูงโดยประมาณ 20-30 ซม. ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และก็ประเภท แล้วก็เป็นส่วนที่ประยุกต์ใช้สำหรับทำกับข้าว ใบตะไคร้มี 3 ส่วนเป็นก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อระหว่างกาบใบ รวมทั้งใบ) และใบ ใบตะไคร้ เป็นใบโดดเดี่ยว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งทางลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ และมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แม้กระนั้นคม กลางใบมีเส้นกลางเรือใบแข็ง สีขาวอมเทา เห็นต่างกับแผ่นใบแจ่มแจ้ง ใบกว้างราว 2 ซม. ยาว 60-80 เซนติเมตร ตะไคร้เป็นพืชที่ออกดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเห็น ดอกตะไคร้ดอกจะออกดอกเป็นช่อกระจาย มีก้านช่อดอกยาว รวมทั้งมีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบประดับประดารองรับ มีกลิ่นหอมหวน ดอกมีขนาดใหญ่เหมือนดอกอ๋อ การขยายพันธุ์ ตะไคร้สามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วย การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนประมาณหนึ่งคืบ เอามาปักชำไว้สักหนึ่งอาทิตย์ก็จะมีรากงอกออกมา แล้วค่อยนำไปลงแปลงดินที่จัดเตรียมไว้ สำหรับวิธีการปลูกตะไคร้มีดังนี้
ตะไคร้ถูกใจดินซึ่งร่วนซุย แม้กระนั้นก็สามารถรุ่งโรจน์ได้ในดินแทบทุกประเภทเป็นพืชที่ดูแลง่ายชอบน้ำชอบแดดจ้า เป็นพืชทนแล้งได้ดิบได้ดี และก็เป็นพืชที่มีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี (คงจะมีสาเหตุจากการที่ตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยในทุกๆส่วนก็เลยสามารถปกป้องจากแมลงต่างๆได้) องค์ประกอบทางเคมี เจอสาร citral 80% นอกจากนั้นยังพบ trans – isocitral , geranial, nerol, geraniol, myrcene, limonene, eugenol, linalool, menthol, nerolidol, camphor, farnesol, citronellol, ที่มา : wikipedia citronellal, farnesol , caryophyllene oxide ส่วนในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้เป็นmenthol, cineole, camphor และ linalool ก็เลยลดอาการแน่นจุกเสียด รวมทั้งช่วยขับลม นอกเหนือจากนี้มี citral, citronellol, geraneol รวมทั้ง cineole มีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียดังเช่น E. coli ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้มีดังนี้ คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)
ที่มา: กองโภชนาการ (2544) ผลดี / สรรพคุณ ใช้ส่วนของเหง้า ลำต้นและใบของตะไคร้ เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายประเภทเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลากหลายประเภท รวมทั้งใช้เป็นเครื่องเทศทำอาหารสำหรับขจัดกลิ่นคาว ช่วยให้ของกินมีกลิ่นหอม แล้วก็ปรับปรุงรสให้น่ากินมากเพิ่มขึ้น สามารถประยุกต์ใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้ น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้หิวได้เป็นอย่างดี สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายประเภท เป็นต้นว่า เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม นำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ น้ำมันตะไคร้ (น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดตะไคร้) – ใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำหอม – ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำสบู่ ยาสระผม – ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งตัว – ใช้ทานวด แก้เมื่อย – ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อคุ้มครอง ยุง รวมทั้งแมลง – ใช้เป็นส่วนประกอบของสารปกป้อง แล้วก็กำจัดแมลง ส่วนสรรพคุณของทางยาของตะไคร้นั้นมีดังนี้ ตำราเรียนยาไทย: ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินเยี่ยว แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้ฉี่เป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต เหง้า แก้ไม่อยากอาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กระษัย ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้เยี่ยวขัด แก้เยี่ยวทุพพลภาพ แก้นิ่ว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับประจำเดือน ขับตกขาว ใช้ข้างนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ หนังสือเรียนยาท้องถิ่นอีสาน : ใช้ต้น ลดไข้ โดยเอามาต้มจนเดือดประมาณ 10 นาที ยกลงดื่มทีละครึ่งแก้วสามเวลา ใช้ด้านนอกรักษาโรคผิวหนังโดยต้มกับน้ำและเอามาอาบ ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาอาการบวมในเด็ก กลางคน แล้วก็คนวัยชรา โดยในตำรับมีตะไคร้ และสมุนไพรอื่นอีก 13 ชนิด นำไปต้มอาบ ทางสุคนธบำบัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว มีชีวิตชีวา ทำให้คล่องแคล่ว คลายความเครียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยสำหรับการย่อยของกิน ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาลักษณะของการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ส่วนคุณประโยชน์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้มีการทำการค้นคว้าทางคลินิกผลปรากฏว่า น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดลงได้แล้วก็พบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้งานในกลุ่มผู้ถูกทดลอง ถึงแม้ยังคงควรมีการปรับปรุงกลิ่นแรงและรสชาติจากตะไคร้เพิ่มเติมอีกถัดไป และในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยโรคเกลื้อนอยู่ที่โดยประมาณ 60% ตอนที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงขึ้นยิ่งกว่าเป็นอยู่ที่ 80% รวมทั้งมีการทดลองความสามารถของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดสอบ แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในบริเวณที่มีตัวริ้นจำพวก Culicoides Pachymerus อยู่อย่างมาก โดยทดลองซ้ำๆ10 ครั้ง เพื่อทดลองประสิทธิผลทางการคุ้มครองปกป้องข้างใน 3-6 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการป้องกันภัยริ้นประเภทนี้ได้สูงสุดถึงประมาณ 5 ชั่วโมง ส่วนการทดลองถึงคุณภาพของตะไคร้ในการคุ้มครองยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดลองเพศชาย 3 คน พบว่ายากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีคุณภาพสำหรับการคุ้มครองป้องกันยุงได้ช้านานที่โดยประมาณ 3 ชั่วโมง ส่วนในเรื่องการกำจัดรังแคนั้น มีงานทดสอบหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนประกอบในสินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และก็ 15% โดยมีอาสาสมัครทดสอบเป็นชาวไทยในวัย 20-60 ปี ปริมาณ 30 คน ผลการทดสอบพบว่า สินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดจำนวนรังแคลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10% รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้ ใช้รักษาอาการขัดเบา เหง้ารวมทั้งลำต้นสด หรือแห้ง 1 กำมือ หรือน้ำหนักสด 40-60 กรัม แห้ง 20-30 กรัม ตีต้มกับน้ำพอเหมาะ แบ่งดื่ม 3 ครั้งๆละ 1 ถ้วยชา (75 มิลิลิตร) ก่อนที่จะรับประทานอาหาร หรือจะหั่นตะไคร้ คั่วด้วยไฟอ่อนๆพอเพียงเหลือง ชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งเอาไว้ 5-10 นาที ดื่มแม้กระนั้นน้ำ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา ก่อนอาหาร ใช้รักษาท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด ใช้เหง้าแล้วก็ลำต้นสด 1 กำมือ น้ำหนัก 40-60 กรัม ทุบพอเพียงแตก ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เดือด 5-10 นาที ดื่มแต่ว่าน้ำ ครั้งละ 1/2 แก้ว วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)
ใช้รักษาอาการแฮงค์ ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีคนที่เมามากๆช่วยให้สร่างเร็ว การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย รวมทั้งสารสกัดด้วยเฮกเซน, คลอโรฟอร์ม, เอทานอล แล้วก็น้ำ มาทดสอบฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา พบว่าน้ำมันหอมระเหยและก็สารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนสามารถต่อต้านเชื้อราได้ทุกชนิด ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราได้น้อย ในขณะที่สารสกัดด้วยเอทานอลและก็น้ำไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา และจากผลการทดลองยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย และก็ในสารสกัดด้วยเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราได้ดีหมายถึงสาร citral มีการจดสิทธิบัตรสินค้าตะไคร้ในรูปของ emulsion แล้วก็ nanocapsule ที่มีน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อรา E. floccosum, Microsporum canis แล้วก็ T. rubrum โดยไปยับยั้งการเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังกล่าว
ชาชงตะไคร้ เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์รับประทานตรงเวลา 30 นาที ก่อนจะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 ไมโครกรัม/อุ้งเท้า หรือด้วยสาร prostaglandin E2 และก็ dibutyryl cyclic AMP พบว่าสามารถยับยั้งลักษณะของการปวดจากการที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารคาราจีแนน และ prostaglandin E2 ได้ แต่ไม่เป็นผลแม้รั้งนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP นอกเหนือจากนี้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้ รวมทั้งสาร myrcene เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดอาการปวดด้วย prostaglandin E2 พบว่าสามารถยั้งลักษณะของการปวดได้
เมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากใบเข้ากระเพาะอาหาร หรือฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ขนาด 10, 50, 100 มิลลิกรัม/กก. พบว่าสามารถบรรเทาอาการปวดได้ แล้วก็เมื่อกรอก น้ำมันหอมระเหยจากใบ เข้าด้านในกระเพาะหนูขาว ขนาด 20% พบว่ามีฤทธิ์ทุเลาอาการปวดที่เหนี่ยวนำด้วย carageenan หรือ PGE2 แต่ว่าไม่ได้เรื่องในหนูที่ทำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP ซึ่งสารออกฤทธิ์หมายถึงmyrcene (1) ยิ่งไปกว่านี้เมื่อกรอกสารสกัดเอทานอล 95% จากใบสด เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 1 ก./กิโลกรัม พบว่าไม่สามารถที่จะทุเลาอาการปวดได้ การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษรวมทั้งการทดสอบความเป็นพิษ เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากกว่า 5 ก./กิโลกรัม ส่วนพิษในหนูขาวไม่กระจ่าง และเมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์รวมทั้งน้ำ (1:1) ขนาด 460 มก./กิโลกรัม เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร พบว่าเป็นพิษ แต่สารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กิโลกรัม เมื่อให้ทางปากไม่เจอพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว มีผู้เรียนพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD เท่ากับ 6.9 การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 2 เดือน ไม่เจอความเป็นพิษ การเรียนพิษฉับพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm เป็นเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกรุ๊ปที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากรุ๊ปควบคุม แต่ค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 รวมทั้ง TA100 มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่เจอฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคก./จานเพาะเชื้อ มาทดลองกับ S. typhimurium TA98 และเมื่อนำน้ำสุกใบตะไคร้กับเนื้อ (โค ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 แล้วก็ 16 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ ทดสอบกับ S. typhimurium TA98 และ TA100 ไม่เจอฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) แล้วก็ M-45 (Rec-) ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มก./ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (16) และก็ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่พบพิษเช่นเดียวกัน สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia และน้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคกรัม/มล. แต่ว่าเมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคกรัม/มิลลิลิตร ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388),FA ( murine ascites mammary carcinoma FM3A ) แม้กระนั้นสารสกัดหยาบคายแสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคกรัม/ มล. ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์มะเร็ง CA-9KB แม้กระนั้นในขนาด 20 มคก./ มิลลิลิตร ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI มีผู้ทดสอบพิษของชาที่จัดเตรียมจากตะไคร้พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพดีรับประทานชาตะไคร้ 1 ครั้ง หรือกินวันละครั้งตรงเวลา 2 อาทิตย์ ไม่เจอการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเลือด เม็ดเลือดแล้วก็ฉี่ มีบางรายแค่นั้นที่มีจำนวนบิลลิรูบิน และก็ amylase สูงขึ้น จึงถือว่าไม่มีอันตราย ส่วนน้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ปริมาณร้อยละ 0.8 พบว่ามีอาการแพ้ อย่างไรก็แล้วแต่การแพ้นี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสารอื่นได้ และก็มีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมปอดเมื่อสูดน้ำมันตะไคร้ ข้อเสนอ / ข้อพึงระวัง
|