|
หัวข้อ: ตะไค้ร้สามารถนำมาทำเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้เป็นอย่างดี เริ่มหัวข้อโดย: teareborn ที่ พฤษภาคม 28, 2018, 09:17:21 am ตะไคร้
ชื่อสมุนไพร ตะไคร้ ชื่ออื่นๆ/ ชื่อท้องถิ่น จะไคร (ภาคเหนือ) , ติดอยู่หอม (ไทใหญ่แม่ฮ่องสอน) , ไคร (ภาคใต้) , สิงไคร , หัวสิงไคร (อีสาน) , ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , เชิดเกรย , เหลอะเกรย (เขมร) ชื่อสามัญ Lemon grass, West Indian lemongrass , Sweet rush ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ตระกูล GRAMINEAE บ้านเกิดเมืองนอน ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวไทยเรามาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะตะไคร้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย เป็นต้นว่า ไทย , ประเทศพม่า , ลาว , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ประเทศอินเดียว , ศรีลังกา เป็นต้นแล้วก็ยังสามารถเจอได้ในประเทศเขตร้อนบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ ด้วยเหมือนกัน โดยทั่วไปแล้ว ตะไคร้จัดเป็นพืชล้มลุกเครือญาติหญ้ารวมทั้งสามารถแบ่งได้ 6 ชนิด ดังเช่นว่า ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และก็ตะไคร้หางราชสีห์ ลักษณะทั่วไป ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกตระกูลเดียวกับต้นหญ้า มักแก่มากกว่า 1 ปี (ขึ้นอยู่กับต้นเหตุทางสิ่งแวดล้อม)ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งชัน รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (แล้วก็ใบ) ส่วนของลำต้นที่เรามองเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มห่อหนา ผิวเรียบ รวมทั้งมีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนเล็กน้อย และก็เบาๆเรียวเล็กลงเปลี่ยนเป็นส่วนของใบ แกนกลางเป็นข้อแข็ง ส่วนนี้สูงราวๆ 20-30 ซม. ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน แล้วก็พันธุ์ แล้วก็เป็นส่วนที่ประยุกต์ใช้สำหรับทำครัว ใบตะไคร้มี 3 ส่วนเป็นก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อระหว่างกาบใบ และก็ใบ) และก็ใบ ใบตะไคร้ เป็นใบคนเดียว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ แล้วก็มีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ แม้กระนั้นคม กลางใบมีเส้นกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา มองเห็นต่างกับแผ่นใบแน่ชัด ใบกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาว 60-80 เซนติเมตร ตะไคร้เป็นพืชที่ออกดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเจอ ดอกตะไคร้ดอกจะออกดอกเป็นช่อกระจัดกระจาย มีก้านช่อดอกยาว รวมทั้งมีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบตกแต่งรองรับ มีกลิ่นหอมสดชื่น ดอกมีขนาดใหญ่เหมือนดอกอ๋อ การขยายพันธุ์ ตะไคร้สามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วย การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนโดยประมาณหนึ่งคืบ เอามาปักชำไว้สักหนึ่งอาทิตย์ก็จะมีรากผลิออกออกมา แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปลงแปลงดินที่ตระเตรียมไว้ สำหรับวิธีการปลูกตะไคร้มีดังนี้
ตะไคร้ชอบดินซึ่งร่วนซุย แต่ว่าก็สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ในดินแทบทุกประเภทเป็นพืชที่ดูแลไม่ยากชอบน้ำถูกใจแดดจ้า เป็นพืชทนแล้งได้ดี รวมทั้งเป็นพืชที่มีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี (คงจะมีต้นเหตุมาจากการที่ตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยในทุกๆส่วนจึงสามารถคุ้มครองปกป้องจากแมลงต่างๆได้) ส่วนประกอบทางเคมี พบสาร citral 80% นอกเหนือจากนั้นยังเจอ trans – isocitral , geranial, nerol, geraniol, myrcene, limonene, eugenol, linalool, menthol, nerolidol, camphor, farnesol, citronellol, ที่มา : wikipedia citronellal, farnesol , caryophyllene oxide ส่วนในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้หมายถึงmenthol, cineole, camphor แล้วก็ linalool ก็เลยลดอาการแน่นจุกเสียด และก็ช่วยขับลม ยิ่งกว่านั้นมี citral, citronellol, geraneol และก็ cineole มีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียเป็นต้นว่า E. coli ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้มีดังนี้ คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)
ที่มา: กองโภชนาการ (2544) ผลดี / คุณประโยชน์ ใช้ส่วนของเหง้า ลำต้นและก็ใบของตะไคร้ เป็นองค์ประกอบของอาหารที่สำคัญหลายแบบได้แก่ ต้มยำ แล้วก็อาหารไทยหลากหลายประเภท และก็ใช้เป็นเครื่องเทศเตรียมอาหารสำหรับขจัดกลิ่นคาว ช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอมยวนใจ และก็แก้ไขรสให้น่ารับประทานมากเพิ่มขึ้น สามารถประยุกต์ใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้ น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้กระหายได้อย่างดีเยี่ยม สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายประเภท เป็นต้นว่า เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม นำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ น้ำมันตะไคร้ (น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดตะไคร้) – ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอม – ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับทำสบู่ แชมพูสระผม – ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งตัว – ใช้ทานวด แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว – ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อคุ้มครองป้องกัน ยุง รวมทั้งแมลง – ใช้เป็นส่วนผสมของสารคุ้มครอง รวมทั้งกำจัดแมลง ส่วนสรรพคุณของทางยาของตะไคร้นั้นมีดังนี้ ตำรายาไทย: ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้ฉี่เป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันโลหิต เหง้า แก้เบื่อข้าว บำรุงไฟธาตุ แก้กษัย ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้เยี่ยวขัด แก้เยี่ยวทุพพลภาพ แก้นิ่ว เป็นยารักษาโรคเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับระดู ขับตกขาว ใช้ด้านนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ ตำราเรียนยาพื้นเมืองอีสาน : ใช้ทั้งต้น ลดไข้ โดยเอามาต้มจนถึงเดือดโดยประมาณ 10 นาที ชูลงดื่มทีละครึ่งแก้วสามเวลา ใช้ด้านนอกรักษาโรคผิวหนังโดยต้มกับน้ำและเอามาอาบ ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาอาการบวมในเด็ก กลางคน แล้วก็คนชรา โดยในตำรับมีตะไคร้ รวมทั้งสมุนไพรอื่นอีก 13 จำพวก นำไปต้มอาบ ทางสุคนธบำบัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว เบิกบานใจ ทำให้กระปรี้กระเปร่า ระงับความเครียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยของกิน ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาลักษณะของการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ส่วนสรรพคุณทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้มีการศึกษาค้นคว้าทางคลินิกผลปรากฏว่า น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดลงได้แล้วก็พบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้งานในกลุ่มผู้ถูกทดลอง หากแม้ยังคงควรมีการปรับปรุงแก้ไขกลิ่นแรงรวมทั้งรสจากตะไคร้เพิ่มเติมอีกต่อไป และในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการรักษาคนเจ็บโรคเกลื้อนอยู่ที่ราวๆ 60% ในขณะที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหมายถึงอยู่ที่ 80% และมีการทดลองคุณภาพของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดลอง แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในบริเวณที่มีตัวริ้นจำพวก Culicoides Pachymerus อยู่อย่างมาก โดยทดลองบ่อยๆ10 ครั้ง เพื่อทดสอบประสิทธิผลทางการป้องกันด้านใน 3-6 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการปกป้องริ้นจำพวกนี้ได้สูงสุดถึงโดยประมาณ 5 ชั่วโมง ส่วนการทดลองถึงคุณภาพของตะไคร้สำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดลองเพศชาย 3 คน พบว่ายากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีคุณภาพสำหรับในการป้องกันยุงได้ช้านานที่ราวๆ 3 ชั่วโมง ส่วนในประเด็นการกำจัดรังแคนั้น มีงานทดลองหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนประกอบในสินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และก็ 15% โดยมีอาสาสมัครทดลองเป็นคนไทยในวัย 20-60 ปี จำนวน 30 คน ผลของการทดสอบพบว่า สินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดปริมาณรังแคลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10% แบบ/ขนาดวิธีใช้ ใช้รักษาอาการขัดเบา เหง้าและลำต้นสด หรือแห้ง 1 กำมือ หรือน้ำหนักสด 40-60 กรัม แห้ง 20-30 กรัม ตีต้มกับน้ำพอควร แบ่งดื่ม 3 ครั้งๆละ 1 ถ้วยชา (75 ไม่ลิลิตร) ก่อนที่จะกินอาหาร หรือจะหั่นตะไคร้ คั่วด้วยไฟอ่อนๆเพียงพอเหลือง ชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ดื่มแม้กระนั้นน้ำ 3 ครั้ง ทีละ 1 ถ้วยชา ก่อนที่จะกินอาหาร ใช้รักษาท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด ใช้เหง้าและลำต้นสด 1 กำมือ น้ำหนัก 40-60 กรัม ทุบเพียงพอแตก ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เดือด 5-10 นาที ดื่มแต่น้ำ ครั้งละ 1/2 แก้ว วันละ 3 คราวหลังของกิน การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)
ใช้รักษาอาการแฮงค์ ใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆช่วยทำให้หายเร็ว การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย แล้วก็สารสกัดด้วยเฮกเซน, คลอโรฟอร์ม, เอทานอล รวมทั้งน้ำ มาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา พบว่าน้ำมันหอมระเหยแล้วก็สารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนสามารถต้านทานเชื้อราได้ทุกชนิด ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราได้น้อย เวลาที่สารสกัดด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา และก็จากผลการทดลองยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย และก็ในสารสกัดด้วยเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราได้ดี คือ สาร citral มีการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ตะไคร้ในรูปของ emulsion รวมทั้ง nanocapsule ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อรา E. floccosum, Microsporum canis รวมทั้ง T. rubrum โดยไปยั้งการเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังที่กล่าวถึงมาแล้ว
ชาชงตะไคร้ เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์กินตรงเวลา 30 นาที ก่อนจะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 ไมโครกรัม/อุ้งเท้า หรือด้วยสาร prostaglandin E2 รวมทั้ง dibutyryl cyclic AMP พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดจากการที่ถูกรั้งนำด้วยสารคาราจีแนน รวมทั้ง prostaglandin E2 ได้ แต่ว่าไม่ได้เรื่องถ้าเหนี่ยวนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้ และก็สาร myrcene เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดอาการปวดด้วย prostaglandin E2 พบว่าสามารถยั้งอาการปวดได้
เมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากใบเข้ากระเพาะอาหาร หรือฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ขนาด 10, 50, 100 มิลลิกรัม/กก. พบว่าสามารถบรรเทาอาการปวดได้ แล้วก็เมื่อกรอก น้ำมันหอมระเหยจากใบ เข้าด้านในกระเพาะอาหารหนูขาว ขนาด 20% พบว่ามีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดที่เหนี่ยวนำด้วย carageenan หรือ PGE2 แม้กระนั้นไม่ได้เรื่องในหนูที่ทำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP ซึ่งสารออกฤทธิ์ คือ myrcene (1) นอกนั้นเมื่อกรอกสารสกัดเอทานอล 95% จากใบสด เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 1 ก./กก. พบว่าไม่สามารถที่จะทุเลาลักษณะของการปวดได้ การเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะอาหารกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากยิ่งกว่า 5 กรัม/กิโลกรัม ส่วนพิษในหนูขาวไม่แน่ชัด และก็เมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์และน้ำ (1:1) ขนาด 460 มิลลิกรัม/กก. เข้ากระเพาะหนูถีบจักร พบว่าเป็นพิษ แม้กระนั้นสารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กิโลกรัม เมื่อให้ทางปากไม่เจอพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว มีผู้เล่าเรียนพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD พอๆกับ 6.9 การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนตรงเวลา 2 เดือน ไม่พบความเป็นพิษ การศึกษาพิษเฉียบพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm ตรงเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกลุ่มที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากลุ่มควบคุม แต่ว่าค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 และ TA100 มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคกรัม/จานเพาะเชื้อ มาทดสอบกับ S. typhimurium TA98 และก็เมื่อนำน้ำสุกใบตะไคร้กับเนื้อ (โค ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 และ 16 มก./จานเพาะเชื้อ ทดลองกับ S. typhimurium TA98 และ TA100 ไม่เจอฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และก็ M-45 (Rec-) ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มก./ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (16) และก็ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่เจอพิษเช่นกัน สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia แล้วก็น้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคกรัม/มิลลิลิตร แต่ว่าเมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคก./มล. ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388),FA ( murine ascites mammary carcinoma FM3A ) แต่ว่าสารสกัดหยาบแสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคกรัม/ มิลลิลิตร ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง CA-9KB แต่ในขนาด 20 มคกรัม/ มล. ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI มีผู้ทดสอบพิษของชาที่จัดเตรียมจากตะไคร้พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงรับประทานชาตะไคร้ 1 ครั้ง หรือรับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ไม่พบความเคลื่อนไหวทางเคมีในเลือด เม็ดเลือดแล้วก็เยี่ยว มีบางรายเท่านั้นที่มีปริมาณบิลลิรูบิน และก็ amylase สูงมากขึ้น จึงนับว่าปลอดภัย ส่วนน้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ร้อยละ 0.8 พบว่ามีอาการแพ้ อย่างไรก็แล้วแต่การแพ้นี้อาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากสารอื่นได้ แล้วก็มีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมปอดเมื่อดมน้ำมันตะไคร้ ข้อเสนอ / ข้อควรไตร่ตรอง
|