หัวข้อ: ผักปลังมีสรรพคุณเเละประโยชน์ดังนี้ เริ่มหัวข้อโดย: teareborn ที่ มิถุนายน 07, 2018, 10:13:12 am ผักปลัง
ชื่อสมุนไพร ผักปลัง ชื่ออื่นๆ/ ชื่อแคว้น ผักปั๋ง (ภาคเหนือ) , ผักปลังแดง , ผักปลังขาว , ผักปลังใหญ่ (ภาคกึ่งกลาง) , ลั่วขุย (จีนแมนดาริน) , เหลาะขุ้ย โปแดงฉ้าย (จีนแต้จิ๋ว) , มั้งฉ่าว (ม้ง) ชื่อสามัญ East Indian spinach, Malabar nightshade , Ceylon spinach ,Indian spinach ชื่อวิทยาศาสตร์ Basella alba L. (ผักปลังขาว) Basella rubra L.(ผักปลังแดง) ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ B. lucida L., B. cordifolia Lam., B, nigra Lour., B. japonica Burm.f., วงศ์ Basellaceae บ้านเกิด ผักปลัง เป็นพืชที่มีบ้านเกิดเมืองนอนในแถบแอฟริกา รวมทั้งมีการกระจายจำพวกในทวีปเอเชีย อาทิเช่น จีน ประเทศญี่ปุ่น เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ฯลฯ ในประเทศไทย เป็นพืชซึ่งพบมาก เกือบทุกภาค ทั้งยังประเภทที่มีลำต้นสีเขียวที่เรียกว่า ผักปลังขาว รวมทั้งประเภทลำต้นสีแดงซึ่งเรียกกันว่า ผักปลังแดง และก็พบได้มากในหมู่บ้านหรือตามนามากกว่าในป่า มักพบในภาคเหนือรวมทั้งอีสาน ส่วนภาคใต้ไม่ค่อยพบ ด้วยเหตุว่าไม่เป็นที่ชื่นชอบในการกินก็เลยไม่มีการปลูกไว้ตามบ้านที่พัก ลักษณะทั่วไป ไม้เถาเลื้อยล้มลุก ลำต้นอวบน้ำ หมดจด กลม แตกกิ่งก้านสาขา ยาวราวๆ 2-6 เมตร ถ้าลำต้นมีสีเขียว เรียกว่า “ผักปลังขาว” มีใบสีเขียวเข้ม ส่วนชนิดลำต้นสีม่วงแดง เรียกว่า “ผักปลังแดง” มีใบสีเขียวเข้ม ก้านใบสีม่วงแดง ใบ เป็นใบลำพัง ออกสลับ รูปไข่ หรือรูปหัวใจ ใบกว้าง 2-8 ซม. ยาว 2.5-12 ซม. ใบอวบน้ำ มีลักษณะวาวหนานุ่มมือ ฉีกจนขาดง่าย หลังใบและก็ท้องใบเกลี้ยงไม่มีขน ขยี้จะเป็นเมือกเหนียว ปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ก้านใบยาว 1-3 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกช่อเชิงลด ออกตรงซอกใบ ยาว 3-21 ซม. ดอกย่อยเยอะมาก ขนาดเล็ก ไม่มีก้านยกดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ ผักปลังขาวมีดอกสีขาว ผักปลังแดงออกดอกสีม่วงแดง ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร มีใบแต่งแต้มเล็ก 2 ใบ ติดที่โคนของกลีบรวม กลีบรวมรูประฆัง ยาว 0.1-3 มิลลิเมตร โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อ ปลายแยกเป็นห้าแฉกเล็กน้อย เกสรเพศผู้มีจำนวน 5 อัน ติดที่ฐานของกลีบดอกไม้ อับเรณูรูปกลม ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ติดก้านยกเกสรที่ด้านหลัง ก้านชูเกสรเพศผู้ เป็นแท่งยาว 0.1-1 มม. เกสรเพศเมีย 1 อัน กลม ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปแท่งปลายแหลม ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร รังไข่ 1 ช่อง รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปค่อนข้างรี ยาว 0.1-0.5 มม. ก้านชูเกสรเพศเมีย ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ผลได้ผลสด รูปร่างกลมแป้น ฉ่ำน้ำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร ผิวเรียบ ปลายผลมีร่องแบ่งเป็นลอน ไม่มีก้านผล ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่มีสีม่วงอมดำ เนื้อภายในนิ่ม ข้างในผลมีน้ำสีม่วงดำ เม็ดคนเดียว การขยายพันธุ์ ผักปลังสามารถขยายได้ 2 แนวทางหมายถึงการเพาะเม็ดรวมทั้งปักชำ ในการเพาะเมล็ดนั้นข้อแรกต้องจัดแจงหลุมก่อนแล้วค่อยหยอดเมล็ดพันธุ์ (ที่ตากแห้งแล้ว) ลงไป หลุมละ 2 -3 เมล็ด โดยให้ระยะห่างระหว่างต้น 30 ซม. และก็ระหว่างแถว 40 เซนติเมตร รวมทั้งเมื่อต้นอายุได้ 20 – 25 วันให้ทำค้างเพื่อเถาเลื้อยขึ้น ส่วนการปักชำนั้น ทำเป็นโดยนำกิ่งแก่ที่มีข้อ 3 – 4 ข้อ ยาวราว 15 – 20 เซนติเมตร เด็ดใบออกให้หมดแล้วปักชำในดินร่วนซุยหรือดินปนทรายที่มีความชุ่มชื้น รวมทั้งมีแสงอาทิตย์รำไรในช่วงนี้ให้หมั่นรดน้ำอย่าให้ดินแห้ง ราว 7 วัน จะแตกรากรวมทั้งเริ่มผลิใบใหม่ออกมาในขณะนี้ระวังอย่างให้น้ำมากเพราะว่ารากจะเน่าจากนั้นอีก 15 – 20 วัน ให้เถาเลื้อยเกาะขึ้นไป การดูแลและทะนุบำรุง การให้ปุ๋ย ครั้งที่ 1,2 เมื่อต้นพืชอายุได้ 20-25 วัน , 40-45 วัน, ควรให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยธรรมชาติที่ผ่านการหมักแล้ว ส่วนการให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้พอเหมาะพอควรกับพืชไม่สมควรให้แห้งหรือเฉอะแฉะมากจนเกินไป ช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยว อายุการเก็บเกี่ยว 35-40 วัน ก็เก็บยอดได้แล้ว รวมทั้งผักปลังอายุ 90-100 วัน จะเริ่มมีดอก และก็ถ้าแก่ 120 วัน ผลเริ่มแก่ (ดูผลจะเป็นสีดำ) ก็สามารถเก็บเมล็ดภายในผลแก่ไว้แพร่พันธุ์ต่อไปได้ องค์ประกอบทางเคมี ใบผักปลังมีกรดอะมิโน ที่ประกอบไปด้วย Lysine, Leucine, Isoleucine แล้วก็สารจำพวก Glucan, Polysaccharide ประกอบไปด้วย D-galactose, L-arabinose, L-rhamnose, Uronic acid อีกทั้งต้นพบสาร Glucan, Glucolin, Saponin, โปรตีน, วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, แร่ธาตุ, แคลเซียม, ธาตุเหล็ก ที่มา : wikipedia นอกเหนือจากนี้ยังพบสารต่างๆอีกเพียบเลย เป็นต้นว่า สารกลุ่มฟีนอลิก สารกรุ๊ปบีทาเลน (จากผลสุกสีม่วงดำ) เป็นต้นว่า บีทานิดินมอโนกลูวัวไซด์, กอมเฟรนีน สารค้างโรทีนอยด์ ดังเช่น นีออกแซนธิน, ไฟวโอลาแซนธิน, ลูเทอิน, ซีแซนธิน, แอลฟา แล้วก็เบต้าแคโรทีน สารมูก (mucilage) ส่วนประกอบเป็นพอลีแซคติดอยู่ไรด์ที่ละลายน้ำ สารกลุ่มซาโปนิน ดังเช่นว่า basellasaponin (เจอที่ลำต้น), betavulgaroside I, spinacoside C, momordin II B, momordin II C ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของผักปลังมีดังนี้ ผักปลังสด 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 21 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย น้ำ 93.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.7 กรัม โปรตีน 2.0 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม กาก(ใยอาหาร) 0.8 กรัม แคลเซียม 4 มก. ธาตุฟอสฟอรัส 50 มก. เหล็ก 1.5 มก. วิตามินเอ 9,316 IU วิตามินบี 1 0.07 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.20 มก. ไนอาซิน 1.1 มก. และวิตามินซี 26 มก. ส่วนในใบผักปลังแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 306.7 กิโลแคลอรี่ มีเถ้า 15.9 กรัม โปรตีน 27.7 กรัม ไขมัน 3.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 42.1 กรัม เส้นใย 11.3 กรัม แคลเซียม 48.7 มก. ธาตุเหล็ก 21.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 400 มิลลิกรัม ผลดี/สรรพคุณ ใช้เป็นของกิน ผัก ยอดผักปลัง ใบอ่อน รวมทั้งดอกอ่อน ใช้รับประทานเป็นของกิน ตัวอย่างเช่น ต้มหรือลวกรับประทานกับน้ำพริก หรือใช้ดอกผักปลังปรุงเป็นแกงส้ม อาหารพื้นเมืองล้านนาใช้เป็นส่วนประกอบเพื่อเพิ่มความข้นเหนียวหนืดในน้ำแกง ผักปลังนอกเหนือจากที่จะนำมาใช้เป็นอาหารแล้วในตอนนี้ยังมีการเอามาทำสินค้าต่างๆอีกเพียบเลย ได้แก่ น้ำสมุนไพรผักปลัง รวมทั้งมีการเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากสีของผลผักปลังอาทิเช่น ใช้แต่งสีของกินแล้วก็ขนมต่างๆอีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของผักปลังนั้นมีดังนี้ ตำรายาไทย ทั้งต้น รสเย็น ต้มดื่มแก้ขัดค่อย แก้ท้องผูก ลดไข้ ตำพอกแก้กลาก ผื่นคัน แก้พิษโรคฝีดาษ แก้อักเสบ ใบ มีรสหวานเอียน ระบายท้อง ขับเยี่ยว แก้บิด แก้อักเสบ แก้โรคกระเพาะอักเสบ แก้ขี้กลาก แก้ผื่นคัน ฝี ดอก รสหวานเบื่อ ใช้ทาแก้ขี้กลากเกลื้อน แก้โรคเรื้อน ดับพิษโรคฝีดาษ แก้เกลื้อน คั้นเอาน้ำทาแก้จุกนมแตกเจ็บ ต้น รสหวานเหม็นเบื่อ แก้อึดอัดแน่นท้อง ระบายท้อง แก้พิษฝีดาษ แก้พิษฝี แก้อักเสบบวม ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ ราก รสหวานเหม็นเบื่อ แก้ตัวเท้าด่าง แก้รังแค แก้โรคผิวหนัง แก้ท้องผูก แก้พรรดึก ใช้ทาถูนวดให้ร้อนเพื่อเลือดมาหล่อเลี้ยงรอบๆที่ทาให้เพิ่มมากขึ้น น้ำคั้นรากเป็นยาช่วยหล่อลื่นข้างใน และก็ขับดำของเดือนเยี่ยว ประเทศอินเดีย ใช้อีกทั้งต้น แก้ลมพิษ ผื่นคัน แผลไฟลุก ต้นและก็ใบ ใช้แก้มะเร็งเม็ดสีผิว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งช่องปาก ประเทศบังคลาเทศ ต้นใช้ตำพอกหน้า ปกป้องสิว รวมทั้งกระ ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีผลการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยกล่าวว่าสารออกฤทธิ์ในผักปลังมีสรรพคุณตามกลุ่มของสารต่างๆดังนี้ สารกลุ่มบีทาเลน เป็นกลุ่มสารประกอบสีม่วงดำของเนื้อผลผักปลังสุก มีสารบีทานิดินมอโนกลูโคไซด์เป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือสารอนุจำพวกต่างๆของกอมเฟรนีนซึ่งละลายน้ำได้ สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งใช้เป็นสารแต่งสีของกินที่มีความปลอดภัยกว่าการใช้สีสังเคราะห์ สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ อาทิเช่น นีออกแซนธิน ไฟวโอลาแซนธิน ลูเทอิน (iutein) ซีแซนธิน (Zeaxanthin) แอลฟาแคโรทีน (α-carotene) รวมทั้งอนุภาคเบตาแคโรทีน (β-carotene) เนื่องจากร่างกายใช้สารแคโรทีนอยด์สำหรับการสังเคราะห์วิตามินเอเพราะฉะนั้นการกินผักปลังเป็นประจำจะเพิ่มปริมาณวิตามินเอในร่างกายได้ เหมาะสมกับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ นอกจากนี้แคโรทีนอยด์ยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย กรุ๊ปกรดไขมัน น้ำมันจากเมล็ดผักปลังมีกรดไขมันหลายแบบ เช่น กรดขว้างลมิติก เกลื่อนกลาดดสเตรียริก กรดลังเลอีก และก็กรดลิโนเลอิก สารมูก (mucilage) เจอในทุกๆส่วนของต้น สารมูกมีส่วนประกอบของพอลีย์แซคาไรด์ที่ละลายน้ำ มีโภคทรัพย์เป็นยาระบายอ่อนๆในพืชบางประเภทพบว่าสารมูกมีฤทธิ์ immunomodulator ฤทธิ์คุ้มครองปกป้องเซลล์ โดยการเคลือบเยื่อในกระเพาะอาหารแล้วก็ยั้งการหลั่งกรด ส่วนการใช้ในทางเวชสำอาง สารเมือกมีคุณลักษณะช่วยลดอาการอักเสบลดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวลดน้อยลง ช่วยสมาน รักษาไม่ถูกแห้งผื่นคัน และก็ลดอาการระคายเคือง กรดอะมิโนและเพปไทด์ กรดอะมิโน ยกตัวอย่างเช่น อาร์จีนีน ลิวซีน (leucine) ไอโซลิวซีน ทรีโอนีน รวมทั้งทริโทแฟน ส่วนสารเพปไทด์ที่มีฤทธิ์ทางชีววิทยา อย่างเช่น โปรตีนที่ยับยั้งแนวทางการทำงานของไรโบโซมในขั้นตอนการสังเคราะห์โปรตีนในเมล็ดผักปลังซึ่งมีฤทธิ์ทำลายเชื้อไวรัสจำพวก Artichoke-mottled crinkle virus (AMCV) ในต้นยาสูบโดยยั้งขั้นตอนการจำลองพันธุกรรมของไวรัส จึงบางทีอาจนำไปเป็นนวทางในการพัฒนายาต่อต้านเชื้อไวรัสถัดไปในอนาคต นอกจากนี้ยังมีสารแอลฟาบาสรูบริน (α-basrubrins) และก็สารบีตาบาสรูบริน (β-basrubrins) ซึ่งเป็นเพปไทด์จากเมล็ดผักปลังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราจำพวก Botrytiscinerea, ชนิด Fusarium oxysporum, และก็จำพวก Mycosphaerella arachidicola โดยการยับยั้งขบวนการสร้างโปรตีนในเชื้อรา สารกลุ่มไทรเทอร์พีนแซโพนิน เช่น สารบาเซลลาเซโพนิน (basellasaponins) ซึ่งเจอในส่วนของก้านลำต้นของผักปลัง บีตาวุลการโรไซด์ (betavulgaroside I) มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สไปนาวัวไซด์ซี (spinacoside C), มอมอร์ดินทูบี (momordin IIb) และมอมอร์ดินทูซี (momordinIIc) แบบ/ขนาดวิธีการใช้ แก้อาการอึดอัดแน่นท้อง ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม นำมาต้มกับน้ำให้ข้นแล้วรับประทาน ช่วยแก้อาการท้องผูก รวมทั้งเป็นยาระบายอ่อนๆที่เหมาะกับเด็กแล้วก็สตรีตั้งท้อง โดยเอามาต้มกินเป็นของกินจะช่วยแก้ท้องผูกได้ แล้วก็เมือกที่อยู่ในผักปลังจะมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆช่วยแก้ขัดเบา ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม เอามาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ใบสด 60 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่มแบบชาต่อหนึ่งครั้ง แพทย์เมือง (ภาคเหนือ) จะใช้ใบผักปลังนำมาตำกับข้าวสารเจ้า ใช้เป็นยาพอกแก้โรคมะเร็งไข่ปลา ใบและก็ผลเอามาขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อยหรือแผลที่ มีลักษณะเป็นแผลไหม้ก็จะช่วยทุเลาอาการแล้วก็ทำให้มีความรู้สึกเย็นขึ้นได้ น้ำคั้นจากดอกใช้เป็นยาใช้ภายนอกแก้ขี้กลากโรคเกลื้อน แก้โรคเรื้อน แก้โรคเกลื้อน รักษาฝี ด้วยการกางใบสดเอามาตำแล้วพอกรอบๆที่เป็น โดยให้เปลี่ยนยาวันละ 1-2 ครั้ง แก้อาการปวดแขนขา ด้วยการกางใบสด ยอดอ่อน 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม การเรียนทางเภสัชวิทยา สารสกัดผักปลังด้วยน้ำผสมกับสารสกัดจากใบของ Hi-biscus macranthus ส่งผลเพิ่มน้ำหนักตัวของหนู และก็เพิ่มน้ำหนักของถุงน้ำเชื้อน้ำอสุจิ (seminal vesicle) ช่วยเพิ่มการผลิตรวมทั้งวิวัฒนาการของตัวน้ำเชื้อ รวมทั้งทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งบางทีอาจนำมาซึ่งการพัฒนาเพื่อใช้สำหรับในการรักษาผู้ป่วยในรายที่เป็นหมันเหตุเพราะการมีตัวอสุจิน้อย สารสกัดในผักปลังด้วยน้ำสามารถยับยั้งการก่อมะเร็งตับในหนูที่ถูกรั้งนำให้กำเนิดมะเร็งด้วยสารเอ็น ไนโตรโซไดเอทีลามีน (NDEA) แล้วก็คาร์บอนเตตราคลอไรด์ (CCI) ได้โดยลดการทำลายของเซลล์ตับ ซึ่งวัดได้จากระดับเอนไซม์ในตับตัวอย่างเช่น แกมมา-กลูตามิลทรานสเปปทิเดส (GGT) ซีรัมกลูทามิกออกซาโลแอซีว่ากล่าวกทรานสแอมิเนศ (SGOT) ซีรัมกลูทามิกไพรูวิกทรานสแอมิเนศ (SGPT) และอัลติดอยู่ไลน์ ฟอสฟาเทส (ALP) ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าปรกติ รวมทั้งยังส่งผลลดการเกิดปฏิกิริยาเพอรอคอยกซิเดชันของไขมัน (lipidperoxidation) โดยมองจากระดับของเอนไซม์ซุเปอร์ออกไซด์ดิสไม่วเทส (SOD) คาทาเลส กลูตาไทโอน เพอร์ออกสิเดส (GPX) ภายในร่างกายใกล้เคียงกับค่าธรรมดา สารสกัดจากผักปลังในของกินเพาะเลี้ยงเซลล์ม้ามของหนูถีบจักร (primary mouse splenocyte cultures) ส่งผลทำให้เพิ่มการหลั่ง IL-2 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แล้วก็ส่งผลการเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาอีกชิ้นหนึ่งบอกว่า จากการวิเคราะห์รงควัตุของสารสกัด 80% เอทานอลจากผลผักปลัง พบ gomphrerin I รงควัตถุสีแดงเป็นรงควัตถุหลัก ในผลผักปลังสด 100 กรัมเจอ gomphrerin I ถึง 3.6 กรัม นอกจากนี้ยังพบรงควัตถุสีแดงอื่นๆตัวอย่างเช่น betanidin-dihexose รวมทั้ง isobetanidin-dihexose แล้วก็เมื่อศึกษาวิจัยฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของ gomphrerin I ที่ความเข้มข้น 180, 23, 45 แล้วก็ 181 ไมโครโมลาร์ พบว่ามีค่าต้านอนุมูลอิสระเสมอกันกับโทรลอกซ์ ขนาด 534 ไมโครโมลาร์, butylated hydroxytoluene (BHT) 103 ไมโครโมลาร์, ascorbic acid 129 ไมโครโมลาร์รวมทั้ง BHT 68 ไมโครโมลาร์เป็นลำดับ และมีการเรียนรู้ฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยให้สารสกัด 80% เอทานอลขนาดความเข้มข้น 25, 50 รวมทั้ง 100 ไมโครโมลาร์แก่เซลล์ murine macrophage ที่ถูกกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบด้วย lipopolysaccharide (LPS) พบว่าสามารถยับยั้งการผลิต nitric oxide ซึ่งการขัดขวางนี้จะเยอะขึ้นเรื่อยๆตามขนาดความเข้มข้นของสารสกัด แล้วก็สารสกัดจากผลผักปลังที่ความเข้มข้น 100 ไมวัวลโมลาร์มีผลลดการหลั่ง prostaglandin E2 รวมทั้ง interleukin-1β ของเซลล์ และยั้บยั้งการสังเคราะห์ยีนที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิดการอักเสบ ดังเช่นว่า nitric oxide synthase, cyclooxygenase-2, interleukin-1β, tumor necrosis factor-alpha และก็ interleukin-6 จากการทดลองทั้งหมดทั้งปวงนี้แสดงให้ว่า gomphrerin I รงควัตถุสีแดงที่เจอในผลผักปลังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระแล้วก็ต้านการอักเสบที่มีประสิทธิภาพแล้วก็สามารถนำผลผักปลังไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการได้ ยิ่งไปกว่านี้ยังส่งผลการศึกษาวิจัยพบว่าสารเมือกมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์คุ้มครองปกป้องเซลล์ โดยการเคลือบเนื้อเยื่อกระเพาะอาหาร และก็ยับยั้งการหลั่งกรด ลดการอักเสบที่ผิว ลดการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียที่ผิว ช่วยสมานรักษาผิวแห้ง ผื่นคัน ลดอาการเคืองที่ผิวได้อีกด้วย การเรียนทางพิษวิทยา ในการค้นคว้าทางพิษวิทยาของผักปลังนั้นยังมีน้อยมากที่พอเพียงจะมีข้อมูลในประเด็นนี้อยู่บ้างก็คือ มีการทำการศึกษาเรียนรู้ของนักวิจัยประเทศอินเดียที่ได้พิมพ์ผลที่ได้รับจากงานวิจัยเกี่ยวกับการทดลองผลของสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอลและก็น้ำในหนูถีบจักรทดสอบ ด้วยการกรอกสารสกัดน้ำของใบในขนาด 100-200 มิลลิกรัมต่อกก.น้ำหนักตัวให้หนูทดลองตรงเวลา 2 อาทิตย์ ผลปรากฎว่าไม่พบว่ามีความผิดธรรมดาของค่าทางเลือดวิทยา ส่วนการทดสอบในหนูขาวที่กินสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอล ,น้ำ และเฮกเซน ต่อเนื่องกัน 1 อาทิตย์ พบว่าหนูขาวที่ได้รับสารสกัดด้วยเอทานอลแล้วก็เฮกเซนจากใบผักปลัง จะมีปริมาณน้ำย่อยอะไมเลสมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งสำหรับเพื่อการช่วยลดภาวการณ์เสี่ยงเป็นโรคโรคเบาหวานได้ ข้อเสนอ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง เนื่องด้วยผักปลั่งเป็นผักที่เราคุ้นเคยและก็นำมาทำเป็นอาหารกินกันอยู่เป็นประจำแล้ว ในการเอามารับประทานเป็นอาหารนั้นอาจจะไม่เป็นผลกระทบอะไรกับสุขภาพ แต่ว่าหากใช้ผักปลังในต้นแบบสารสกัดหรือในแบบอย่างอื่นๆนั้น เพื่อให้มีความปลอดภัยอาจจะจำต้องขอความเห็นหมอหรือผู้ที่มีความชำนาญถึงกับขนาดแล้วก็วิธีใช้ก่อนใช้เสมอ เอกสารอ้างอิง
Tags : ผักปลัง
|