|
หัวข้อ: อังกาบหนู มีสรรพคุณเเละประโยชน์ เริ่มหัวข้อโดย: Puttichai9876 ที่ ธันวาคม 11, 2018, 03:12:48 am (https://static1-velaeasy.readyplanet.com/www.disthai.com/images/content/original-1542250404418.jpg)
อังกาบหนู ชื่อสมุนไพร อังกาบหนู ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น เขี้ยวแก้ว , เขี้ยวเนื้อ (ภาคกลาง) , มันไก่ (ภาคเหนือ) ชื่อวิทยาศาสตร์ Barleria prionitis Linn. ชื่อสามัญ Porcupine flower วงศ์ ACANTHACEAE ถิ่นกำเนิด อังกาบหนูเป็นพืชที่มีถิ่นเกิดในเขตร้อนต่างๆทั้งโลก โดยมีเขตผู้กระทำระจายพันธุ์ในหลายประเทศตามเขตร้อนต่างๆอย่างเช่น แอฟริกา ประเทศอินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย เมียนมาร์ ลาว กัมพูชารวมทั้งไทย สำหรับในประเทศไทย มักพบขึ้นหนาแน่นเป็นวัชพืชอยู่ตามเขาหินปูนในที่แล้งทางภาคใต้แล้วก็ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ลักษณะทั่วไป อังกาบหนู จัดเป็นไม้พุ่ม ลำต้นสามารถสูงได้ถึง 1.75 เมตร แตกกิ่งก้านมากที่ซอกใบมีหนามแหลมยาว 11 มม. 2-3 อัน ใบคนเดียวเรียงตรงข้าม รูปไข่แกมวงรีถึงรูปไข่กลับกว้าง 1.8-5.5 เซนติเมตร ยาว4.3-10.5 เซนติเมตร ปลายใบเว้าตื้น โคนใบสอบ ก้านใบยาวได้ถึง 2.5 เซนติเมตรดอกคนเดียวดูคล้ายช่อเชิงลดที่รอบๆซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ใบแต่งแต้มรูปแถบแกมขอบขนาน กว้าง 2-8 มิลลิเมตร ยาว 12-22 มิลลิเมตร ปลายเรียวแหลม มีขนยาวใบประดับประดาย่อยรูปแถบปนใบหอก กว้างได้ถึง1.5 มม. ยาวได้ถึง 14 มิลลิเมตร ปลายเป็นหนามแหลม กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันแยกเป็น 2 วง วงนอกแฉรูปไข่แกมขอบขนาน กว้างได้ถึง 4 มม. ยาวได้ถึง 15 มิลลิเมตร ปลายเว้าตื้น วงในแฉกรูปแถบแกมใบหอกกว้าง 2 มม. ยาว 13 มม. ปลายเว้าตื้น กลีบดอกเชื่อมชิดกันเป็นหลอดยาว ได้ถึง 2.5 ซม. ปลายแยกเป็นแฉกเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างได้ถึง 3 ซม.แฉกรูปวงรีแกมขอบขนานถึงรูปกลม กลีบโค้ง ผลแห้งแตกได้ ทรงรูปไข่ปนขอบขนาน กว้าง 9-11 มิลลิเมตร ยาว12-16 มม. เมล็ดรูปวงรีแกมขอบขนาน 2 เม็ด กว้าง 5 มิลลิเมตร ยาว 8 มิลลิเมตร มีขนคล้ายไหม การขยายพันธุ์ อังกาบหนูเป็นพรรณไม้ที่โล่งแจ้ง ที่เติบโตเจริญในดินทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะดินซึ่งร่วนซุยระบายน้ำเจริญ รวมทั้งมีความชุ่มชื้นในระดับปานกลาง สามารถแพร่พันธุ์ได้ ด้วยเมล็ด รวมทั้งการตอนกิ่ง อังกาบหนูเป็นต้นไม้ที่ดูแลง่าย ไม่ค่อยชอบความร่มเงามากมาย เติบโตเจริญอีกทั้งในบริเวณที่แสงตะวันจัดเต็มวันหรือแสงอาทิตย์ร่มรำไร ส่วนน้ำปรารถนาปานกลาง โรคและก็แมลงมารบกวนอีกด้วย ในช่วงฤดูร้อนส่วนของลำต้นเหนือดินชอบแห้งตาย แม้กระนั้นส่วนรากยังคงมีชีวิตอยู่ส่วนของลำต้นเหนือดินจะรุ่งเรืองขึ้นมาอีกรอบหนึ่งในฤดูฝน องค์ประกอบทางเคมี ใบอังกาบหนูมีสาร balarenone, pipataline, lupeol, prioniside A, prioniside B, prioniside C scutellarein, melilotic acid, syringic acid, vanillic acid, p-hydroxybenzoic acid, 6-hydroxyflavones นอกเหนือจากนี้ใบแล้วก็ยอดดอกมีโพแทสเซียมสูง Balarenone pipataline lupeolmelilotic acid scutellarein ผลดี / สรรพคุณ คุณประโยชน์ของอังกาบหนูตามยาแผนโบราณระบุว่า ราก ใช้แก้ดับพิษร้อนในร่างกาย แก้พิษตะขาบพิษงู แก้ขี้กลากเกลื้อน ช่วยกระตุ้นระบบที่ทำหน้าที่สำหรับการย่อยอาหาร ช่วยรักษาฝี ดอกช่วยทำนุบำรุงธาตุอีกทั้งสี่ ช่วยละลายเสมหะ บรรเทาอาการไอ ใบแก้ปวดฟันแก้กลากเกลื้อน แก้ปวดฝี แก้ไข้ แก้หวัด รักษาโรคเลือดไหลตามไรฟัน แก้ท้องผูก แก้หูอักเสบ แก้ปวดบวมตามข้อ แก้ของกินไม่ย่อย ช่วยฟอกโลหิต บรรเทาอาการคันต่างๆแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ใช้คุ้มครองส้นแตก ทั้งต้น ใช้แก้อักเสบ กลากเกลื้อน แก้อาการบวมน้ำ ช่วยขับฉี่ แก้ไข้ ยิ่งไปกว่านี้ประเทศอินเดียยังใช้ น้ำคั้นจากใบ ผสมกับน้ำตาลกินแก้หืดหอบ น้ำคั้นจากใบผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานทีละ 2 ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดอาการไอ โรคไอกรน ลดเสมหะ ลดไข้ น้ำคั้นจากใบใช้หยอดหูเมื่อมีอาการเจ็บในหูอีกด้วย จากการค้นหาข้อมูลงานวิจัยของอังกาบหนูจะมองเห็นได้ว่ายังไม่มีการศึกษาในคน โดยส่วนมากจะเป็นการเรียนรู้ในหลอดทดลองแล้วก็ในสัตว์ทดลองในฤทธิ์ต่างๆได้แก่ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต่อต้านการอักเสบ ต้านทานอนุมูลอิสระ ฯลฯ แม้กระนั้นยังไม่มีการศึกษาศึกษาค้นคว้าทางสถานพยาบาลเกี่ยวกับการต้านโรคมะเร็ง ก็เลยสรุปได้ว่าต้นอังกาบหนูยังการศึกษาต่ำศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการต้านมะเร็ง เป็นเพียงการบอกกล่าวต่อๆกันมา เพราะฉะนั้นหากอยากใช้ต้นอังกาบหนู สำหรับการรักษาโรคมะเร็งควรจะใช้ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาโดยวิธีการหมอแผนปัจจุบัน แม้กระนั้นการใช้สมุนไพรจำต้องใช้ให้ถี่ถ้วน โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้มีโรคประจำตัว ร่วมด้วย ส่วนที่มีข่าวลือว่าอังกาบหนูสามารถรักษามะเร็งได้นั้น รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้ การใช้ผลดีทางยามีรายงานการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆดังนี้ ใบ น้ำคั้นจากใบใช้ทาแก้ส้นแตก ใช้ใบสดเคี้ยวแก้ลักษณะของการปวดฟัน ใบใช้ผสมกับน้ำผึ้งช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน น้ำคั้นจากใบใช้หยอดหู แก้หูอักเสบได้ ใช้แก้พิษงู ช่วยรักษาโรคคันต่างๆโรคปวดตามข้อ บวม ใช้ทาแก้ปวดหลังแก้ท้องผูก แก้โรคไขข้ออักเสบ หรือนำมาผสมกับน้ำมะนาวใช้แก้ขี้กลากหรือใช้ผสมกับน้ำผึ้งรักษาเลือดออกตามไรฟัน ราก เอามาตากแห้งแล้วนำมาต้มเป็นยาดื่ม ช่วยขับเสมหะ ใช้เป็นยาแก้ฝียาลดไข้ เมื่อเอารากมาผสมกับน้ำมะนาวแก้กลาก แก้ของกินไม่ย่อย หรือเอามาตำให้ถี่ถ้วนใช้ใส่รอบๆที่เป็นฝีหนอง รากนำมาต้มใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก รากรวมทั้งดอก อังกาบเอามาตากแห้งใช้ปรุงเป็นยาสมุนไพร ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยเจริญก้าวหน้าธาตุไฟได้ดิบได้ดีรากใช้เป็นยาลดไข้ ใช้ผสมกับน้ำมะนาวช่วยรักษากลากเกลื้อน แม้นำมาใช้ทุกส่วนหรือเรียกว่าทั้ง 5 ส่วนของต้นอังกาบหนูก็ใช้เป็นยาปรับแก้ข้ออักเสบได้ เปลือกลำต้น นำมาบดให้เป็นผุยผงกินครั้งละครึ่งช้อนชาวันละ 2 ครั้ง ช่วยลดอาการปวดจากไขข้ออักเสบ ทั้งต้น นำมาสกัดเอาน้ำมันมานวดศีรษะทำให้ผมดำ อีกทั้งต้นเอามาต้มดื่มครั้งละ 50-100 มิลลิลิตร แก้โรคเกาต์ ไขข้ออักเสบอาการบวมตามตัว ลดอาการอักเสบตามข้อ ใช้เป็นสมุนไพรเพิ่มอสุจิ โดยนำอีกทั้งต้นนำมาทำให้แห้ง บดเป็นผุยผง ใช้ทีละ 6 กรัม ผสมกับน้ำผึ้งกิน ในเรื่องที่ต่อมน้ำเหลืองบวม ให้นำรากมาตีให้แหลก นำไปแช่ในน้ำซาวข้าว พอกรอบๆที่บวม ยอดอ่อน เอามาบดในกรณีที่เป็นแผลในปาก การศึกษาทางเภสัชวิทยา การเรียนในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดอีกทั้งต้นของอังกาบหนูด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยวิธี DPPH และก็ ABTS โดยที่สารสกัดเอทานอลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าสารสกัดน้ำ การเรียนหาปริมาณสารประกอบฟีโนลิก และฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของสารสกัด 50% เอทานอลจากใบ ดอกและก็ลำต้นอังกาบหนู พบว่าสารสกัดจากใบมีจำนวนสารประกอบฟีนอลิกโดยรวมมากที่สุด โดยมีค่าเสมอกันกรดเอ็งลลิกพอๆกับ 67.48 มก./ก. น้ำหนักพืชแห้ง แล้วก็มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ DPPH และhydroxyl radical ด้วยค่าความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ครึ่งหนึ่ง (IC50) เท่ากับ 336.15 และ 568.65 มคก./มิลลิลิตร เป็นลำดับ นอกนั้นยังพบว่าสารที่แยกได้จากส่วนเหนือดินของอังกาบหนู เป็นต้นว่าสาร barlerinoside ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม phenylethanoid glycosides มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ DPPH ที่ดี โดยค่า IC50 เท่ากับ 0.41 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร แล้วก็มีฤทธิ์ยับยั้ง glutathione S-transferase (GST) ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 12.4 ไมโครโมลาร์ ยิ่งกว่านั้นเจอสารกรุ๊ปiridoid glycosides ได้แก่ shanzhiside methyl ester, 6-O-trans-pcoumaroyl-8-O-acetylshanzhiside methyl ester, barlerin, acetylbarlerin, 7-methoxydiderroside แล้วก็ lupulinoside มีฤทธิ์ต่อต้าน DPPH ด้วยค่า IC50 อยู่ในช่วง 5–50 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ สารสกัดใบ ลำต้น ราก ของต้นอังกาบหนูด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ แล้วก็เอทานอล มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ที่นำมาซึ่งการอักเสบ cyclooxygenase-1 (COX-1) และก็ cyclooxygenase-2 (COX-2) และก็ยั้งการผลิตสารสื่อกลางการอักเสบ prostaglandin เมื่อป้อนส่วนสกัดน้ำของรากอังกาบหนูชนิดที่ 3 รวมทั้ง ชนิดที่4 ขนาด 400 มก./กิโลกรัม นน. ตัว ให้กับหนูที่รั้งนำให้มีการอักเสบที่อุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน พบว่าส่วนสกัดดังที่กล่าวมาข้างต้นสามารถลดอาการบวมอักเสบได้ 50.64 แล้วก็55.75% เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน indomethacin ที่ยับยั้งการอักเสบได้ 60.25% นอกจากนั้นเมื่อป้อนสารสกัดดอกอังกาบหนูด้วย 50% เอทานอล ขนาด 200 มิลลิกรัม/กก. นน.ตัว ให้กับหนูแรทที่รั้งนำให้มีการอักเสบด้วยสารค้างรจีแนน แล้วก็เหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการปวดด้วยกรดอะซิว่ากล่าวก พบว่าสารสกัดดอกอังกาบหนูสามารถลดการอักเสบได้ 48.6% รวมทั้งลดอาการปวดได้ 30.6% เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน phenylbutazone ขนาด100 มิลลิกรัม/ กิโลกรัมนน. ตัว ซึ่งสามารถลดการอักเสบได้ 57.5% และลดอาการปวด 36.4% ตามลําดับ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย การทดลองในหลอดทดสอบพบว่า สาร balarenone, lupeol, pipataline รวมทั้ง 13,14-secostigmasta-5,14-dien-3-a-ol ซึ่งเป็นสารสกัดทั้งต้นอังกาบหนูด้วยเอทานอล มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียสิ่งแรกต่อเชื้อ Escherischia coli, Staphylococcus aureus, Corynebacteriun xerosis, Streptococcus agalactiae, Enterococcus faecalis, Bacillus cereus, Pseudomonas aeruginosa โดยเปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบัน ceftriaxone ฤทธิ์ต้านเชื้อรา การเรียนรู้ในหลอดทดลองเปลือกต้นอังกาบหนูด้วยอะซิโตน เมทานอล และเอทานอล สามารถต้านเชื้อราในปาก Saccharomyces ceruisiae แล้วก็ Candida albicans โดยที่สารสกัดเมทานอลมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ตอนที่ลำต้นและรากของต้นอังกาบหนูด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ไดคลอโรมีเทน รวมทั้งเอทานอลสามารถต้านทานเชื้อ C. albicans ได้ ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส สาร iridoid glycosides : 6-O-transp-coumaroyl-8-O-acetylshanzhiside methyl ester จากต้นอังกาบหนูเมื่อนำไปทดสอบในหลอดทดลอง พบว่าขนาดความเข้มข่นที่มีผลสำหรับเพื่อการต้านทานเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเท้าหายใจ respiratory syncytial virus (RSV) ได้ครึ่งเดียว(ED50) มีค่าพอๆกับ 2.46 มคก./ มล. และก็ขนาดความเข้มข้นที่มีผลสำหรับการฆ่าเชื้อเชื้อไวรัส respiratory syncytial virus (RSV) ได้กึ่งหนึ่ง (ID50) มีค่าพอๆกับ 42.2 มคก./มล. ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อป้อนสารสกัดใบอังกาบหนูด้วยแอลกฮอล์ ขนาด 200 มิลลิกรัม/นน. ตัว ให้กับหนูแรทที่รั้งนำให้เป็นเบาหวานด้วยสาร alloxan นาน 14 วัน พบว่าสารสกัดใบอังกาบหนูสามารถลดระดับน้ำตาล เพิ่มระดับอินซูลินในเลือด และก็เพิ่มระดับไกลโคเจนในตับได้ ฤทธิ์ปกป้องตับ เมื่อป้อนส่วนสกัด iridoid glycosides ที่ได้จากใบแล้วก็ลำต้นอังกาบหนูให้หนูแรท แล้วก็หนูเม้าส์ก่อนจะรั้งนำให้กำเนิดความเป็นพิษที่คับด้วยสารคาร์บอนเตตระคลอไรด์ กาแลคโตซามีน รวมทั้งพาราเซทตามอล ขนาด 12.5 - 100 มก./กิโลกรัม นน.ตัว พบว่าสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วสามารถลดความเป็นพิษที่ตับได้ โดยไปลดระดับค่าชีวเคมีในเลือดที่เกี่ยวกับตับ alanine aminotransferase (ALT), aspartate transaminase (AST), alkaline phosphatase (ALP), birirubin แล้วก็triglyceride ยิ่งไปกว่านี้ยังเพิ่มระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี glutathione ในตับและลดการเกิดการออกสิไดซ์ของไขมันที่ตับด้วย โดยเทียบกับยาแผนปัจจุบันที่ช่วยปกป้องเซลล์ตับ silymarin ในขนาด 50 มก./กก. นน. ตัว ฤทธิ์ฆ่าพยาธิ การเล่าเรียนฤทธิ์ต้านพยาธิไส้เดือน Pheretima posthuma ของสารสกัดทั้งต้นของอังกาบหนูด้วยน้ำแล้วก็เอทานอล ที่ความเข้มข้น 50, 75 รวมทั้ง 100 มก./มิลลิลิตร พบว่าฤทธิ์สำหรับเพื่อการทำให้พยาธิเป็นอัมพาต และก็ฆ่าพยาธิไส้เดือนนั้นขึ้นกับขนาดที่ใช้ โดยที่สารสกัดเอทานอลของอังกาบหนูขนาด 100 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ใช้เวลาที่ทำให้พยาธิไส้เดือนเป็นอัมพาตที่ 2.58 ± 0.15 รวมทั้งพยาธิตายที่ 7.12 ± 0.65 นาที ในขณะที่สารสกัดน้ำใช้เวลาที่ทำให้พยาธิไส้เดือนเป็นอัมพาตที่5.25 ± 0.51 แล้วก็พยาธิตายที่ 9.00 ± 0.68 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับยาฆ่าพยาธิ albendazole ขนาด 20 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ใช้เวลาที่ทำให้พยาธิไส้เดือนเป็นอัมพาตที่ 11.06 ± 0.22 และก็ พยาธิตายที่ 16.47 ± 0.19 นาที ฤทธิ์คุมกำเนิดเพศผู้ เมื่อทดลองให้สารสกัดรากอังกาบหนูด้วยเมทานอล แก่หนูขาวเพศผู้ในขนาด100 มิลลิกรัม/กก.นน.ตัว นาน 60 วัน ได้ผลคุมกำเนิดได้100% ผลนี้มีต้นเหตุมาจากฤทธิ์ของสารสกัดรากอังกาบหนูสำหรับการก่อกวนการสร้างน้ำอสุจิ ลดปริมาณน้ำอสุจิ และก็ทำให้การเคลื่อนที่ของสเปิร์มต่ำลง สารสกัดส่งผลลดความอ้วนอัณฑะ และส่งผลลดปริมาณโปรตีน กรดเซียลิก (sialic acid) และก็กลัยวัวเจนในอัณฑะ ซึ่งส่งผลให้การสร้างน้ำอสุจิ ส่วนประกอบรวมทั้งหน้าที่ของน้ำอสุจิไม่ดีเหมือนปกติไป การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา การศึกษา ความเป็นพิษ ส่วนสกัด iridoid glycosides ที่ได้จากใบและลำต้นอังกาบหนู เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์รับประทาน ขนาดที่แตกต่างตั้งแต่ 100 - 3,000 มก. ตรงเวลา 15 วัน ไม่เจอความไม่ปกติใดๆและไม่มีหนูเสียชีวิต ผู้ทำการศึกษาสรุปว่าขนาดของสารสกัดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง LD50 มีค่ามากกว่า3,000 มก./กิโลกรัม และถ้าฉีดสารสกัดเข้าทางท้องของหนูเม้าส์พบว่า LD50 มีค่าพอๆกับ 2,530 มิลลิกรัม/กก. ± 87 มิลลิกรัม/กก. ซึ่งจัดว่าค่อนข้างจะไม่มีอันตราย ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง 1. การใช้อังกาบหนูสำหรับการรักษาโรคต่างๆตามสรรพคุณที่กำหนดไว้ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไปและก็ใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพราะว่าอาจมีผลพวงต่อระบบต่างๆของร่างกายได้ 2. คนที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคตับ โรคไต เบาหวาน ควรที่จะใช้อย่างระมัดระวังแล้วก็ควรจะหารือหมอที่ให้การรักษาด้วยการใช้เสมอ 3. สำหรับเพื่อการใช้สมุนไพรอังกาบหนูอย่างสม่ำเสมอจะต้องมีการเจาะเลือดดูค่าการทำงานของตับและก็ไตอยู่เป็นประจำ 4. ในตอนนี้ยังไม่มีรายงานการค้นคว้าวิจัยอีกทั้งในมนุษย์แล้วก็สัตว์ทดสอบว่าอังกาบหนูสามารถรักษามะเร็งได้ ดังนั้นถ้าปรารถนาจำใช้ในการรักษาโรคมะเร็งควรจะใข้พร้อมกันไปกับการรักษาของแทพย์แผนปัจจุบันด้วย เอกสารอ้างอิง
Tags : อังกาบหนู
|