|
หัวข้อ: สมุนไพร เพชรสังฆาต มีประโยชน์เเละสรรพคุณ เริ่มหัวข้อโดย: diorarmani2000 ที่ ธันวาคม 14, 2018, 08:58:46 pm (https://static1-velaeasy.readyplanet.com/www.disthai.com/images/content/original-1542858868819.jpg)
เพชรสังฆาต ชื่อสมุนไพร เพชรสังฆาต ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น สันชะควด (ภาคกลาง) , สันชะคาด , ขันข้อ (ราชบุรี) , สามร้อยต่อ (ประจวบคีรีขันธ์) ชื่อวิทยาศาสตร์ Cissus quadrangularis Linn. วงศ์ Vitaceae ถิ่นกำเนิด เพชรสังฆาตเป็นพืชเขตร้อนที่มีบ้านเกิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย รวมทั้งแอฟริกาและก็มีการแพร่ขยายประเภทไปตามประเทศเขตร้อนของทวีปดังที่กล่าวถึงแล้ว โดยพบได้ทั่วไปตามบริเวณป่าหรือที่ชื้นที่มีระดับความสูงไม่เกิน 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนในประเทศไทยพบมากตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างลงไป รวมทั้งมักจะมีดอกและก็ติดผลในช่วงเดือน มิถุนายน-ส.ค. ลักษณะทั่วไป เพชรสังฆาตจัดเป็น ไม้เถาเลื้อย โดยมีเปลือกเถาเรียบ เถาอ่อนรูปสี่เหลี่ยมเป็นครีบ เป็นข้อๆต่อกันมองเห็นข้อบ้องชัดเจน ลักษณะเป็นบ้องๆตรงข้อเล็กรัดตัวลงแต่ละข้อยาวโดยประมาณ 6-10 เซนติเมตร บางข้ออาจมีรากออกมาด้วย มีมือเกาะออกตรงข้อต่อตรงข้ามกับใบ ตามข้อมียางขาว ใบโดดเดี่ยว เรียงสลับ ออกตามข้อต้น ข้อละ 1 ใบ กว้าง 3-8 ซม. ยาว 4-10 เซนติเมตร ใบเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ กลมดก เล็ก ผิวเรียบ ปลายใบมน โคนใบเว้า ข้างหลังใบแล้วก็ท้องใบเรียบเป็นมัน ขอบของใบหยักมนห่างๆหรือหยักเว้า 3-5 หยัก เนื้อใบนิ่ม ก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ ออกตามข้อต้นตรงข้ามกับใบ ดอกกลมเล็กสีแดงเขียวเป็นช่อขนาดเล็ก ยาวโดยประมาณ 2-4 ซม.ดอกย่อยสีเขียวอ่อน มีขนาด 2.5 มม. กลีบดอกมี 4 กลีบโคนกลีบดอกไม้ภายนอกมีสีแดง ส่วนกลีบดอกข้างในสีเขียวอ่อน เมื่อบานเต็มที่ดอกจะงอโค้งไปทางข้างล่าง เกสรตัวผู้มี 4 อันวางตรงกับกลีบดอกไม้ ผลสดทรงกลม ผิวเรียบเป็นมัน ฉ่ำน้ำ ผลกลมขนาด 4-7 มม. ผลอ่อนสีเขียว เพียงพอสุกเป็นสีแดงหรือดำ เม็ดกลมสีน้ำตาลมี 1 เมล็ด การขยายพันธุ์ เพชรสังฆาตนิยมใช้วิธีการปักชำโดยมีวิธีการคือ คัดเลือกเถาที่มีลักษณะเหมาะสม คือ จะต้องเป็นเถาที่มีลักษณะครึ่งหนึ่งแก่ครึ่งอ่อน เอามาตัดเป็นท่อนให้แต่ละท่อนมีข่อติดอยู่ปริมาณ2 ข้อแล้ว กระทำการปักชำท่อนประเภทโดยใช้ข้อทางด้านโคนของเถาฝังลงดินแล้วกลบให้แน่น รดน้ำให้เปียกแฉะ และก็ควรจัดวางถุงต้นกล้าที่ปักชำเอาไว้ภายในที่ร่ม ในส่วนของข้อที่เหลืออยู่ด้านบนจะเป็นบริเวณที่แตกใบใหม่เพื่อเจริญรุ่งเรืองเป็นเถาถัดไป ส่วนประกอบทางเคมี เถาของเพชรสังฆาตมีส่วนประกอบทางเคมี ยกตัวอย่างเช่น natural plant steroids (ketosterones): onocer-7-ene-3 alpha, 21 beta-diol, delta-amyrin, delta-amyrone และก็ 3,3',4,4'- tetrahydroxybiphenyl สารกรุ๊ป stilbene: quadrangularins A, B, C, resveratrol, piceatannol, pallidol , parthenocissine A.สารในกรุ๊ป flavonoids ได้แก่ diosmin, hisdromin, hesperidin. รวมไปถึง ascorbic acid (vitamin C), lupeol, carotene และก็ calcium oxalate. ผลดี/สรรพคุณ ตามตำรายาไทย บอกว่า เถา รสร้อนขมคัน เป็นยาแก้ริดสีดวงทวารหนัก แก้โรคลักปิดลักเปิด แก้ระดูไม่ดีเหมือนปกติ แก้กระดูกแตกหักซ้น ขับลมในไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ริดสีดวงทวารทั้งชนิดกลีบมะไฟแล้วก็เดือยไก่ • ราก รักษาอาการกระดูกแตกหัก • ต้น แก้หูน้ำหนวก แก้เลือดกำเดา แก้ประจำเดือนเปลี่ยนไปจากปกติ ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย • ใบ รักษากระดูกแตกหัก รักษาโรคไส้ (อาการของกินไม่ย่อย) ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย แก้ริดสีดวงทวารหนัก นอกจากนี้ในการค้นคว้าด้านการแพทย์แผนปัจจุบันยังกำหนดไว้ว่าเพชรสังฆาต มีคุณภาพที่ดีสำหรับการรักษาริดสีดวงทวารหนักโดยเฉพาะการลดอาการคัน ปวดการเกิดเลือดออก และกลายเป็นซ้ำ อีกทั้งในปัจจุบันได้มีงานค้นคว้าพบว่า "เพชรสังฆาต" มีวิตามินซีสูงมากซึ่งยืนยันคุณประโยชน์รักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้อย่างดีเยี่ยม และยังอุดมไปด้วยแคโรทีนซึ่งเป็นสารเริ่มต้นของวิตามินเอ มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ที่สำคัญมีส่วนประกอบของแคลเซียมสูงมากมาย แล้วก็สารอท้องนาโบลิก สเตียรอยด์ (Anabolic Steroids) ที่มีฤทธิ์รีบปฏิกิริยาการสมานกระดูกที่แตกหักโดยกระตุ้นการสร้างเซลล์ออสเตโอบลาสต์ (Osteoblast) ซึ่งทำหน้าที่สร้างกระดูกและก็ยังช่วยให้มีการสร้างสารมิวโคโพลีแซกติดอยู่ไรด์ (Mucopolysaccharides) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในขั้นตอนสมานกระดูก นอกนั้นสารคอลลาเจน (Collagen) ในเพชรสังฆาตยังเป็นสารอินทรีย์โปรตีน ที่มาจับตัวกับผลึกแคลเซียมฟอสเฟตจนกระทั่งกลายเป็นกระดูกแข็งซึ่งสามารถรับน้ำหนักและมีความยืดหยุ่นในตัวเองอีกด้วย นอกเหนือจากนี้เพชรสังฆาตยังสามารถใช้ปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ เหตุเพราะเพชรสังฆาตเป็นไม้เถาเลื้อยมีลักษณะทรงเป็นสีเหลี่ยมประหลาดตา มีดอกและก็ผลเป็นช่อสีแดงสวยงาม สามารถนำไปปลูกตกแต่งรอบๆรั้วบ้าน ซุ้มไม้หรือรอบๆโคนต้นไม้ใหญ่เพื่อเถาเจริญรุ่งเรืองเลื้อยพันขึ้น ต้นแบบ/ขนาดการใช้ ในสมัยก่อนการใช้เพชรสังฆาตรักษา ริดสีดวงทวารหนักจะทำ โดยนำ เถาสดใส่กล้วยหรือ มะขามแล้วกลืน (เพราะเหตุว่าเพชรสังฆาตมีแคลเซียม ออกซาเลต (calcium oxalate) การกลืนเถาสดบางทีอาจ เกิดการระคายทางเดินอาหารได้) ถัดมาได้มี การนำ เพชรสังฆาตมาผลิตให้อยู่ในรูปแบบแคปซูลเพื่อไม่ยุ่งยากต่อการบริหารยา โดยในรูปยาผงบรรจุแคปซูล 250 มก. ให้รับประทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหารรวมทั้งก่อนนอน ตรงเวลา 5-7 วัน แบบเรียนยาพื้นบ้านจังหวัดนครราชสีมา ใช้ ต้น แก้ริดสีดวงทวารโดยหั่นเป็นแว่น ตำผสมเกลือนำไปตาก ปั้นเป็นลูกกลอน กินครั้งละ 1 เม็ด 3 เวลา หรือใช้เถาสดคั้นเอาน้ำ แก้โรคลักปิดลักเปิด แก้ระดูเปลี่ยนไปจากปกติ แก้กระดูกแตกหักซ้นขับลมในไส้ ตำรับยาสมุนไพรพื้นเมืองล้านนา ใช้น้ำจากต้น หยอดหู แก้น้ำหนวกไหล หยอดจมูกแก้เลือดเสียในสตรีใช้เถาตำละเอียดเป็นยาพอกรอบๆกระดูกหักช่วยลดอาการบวม อักเสบ น้ำคั้นจากเถาใช้ดื่มแก้เลือดไหลตามไรฟัน แก้เลือดรอบเดือนสตรีผิดปกติ รักษาริดสีดวงทวารที่เริ่มเป็นระยะแรก ส่วนประเทศอินเดีย ใช้ ลำต้น เป็นยาพอกเมื่อกระดูกหัก น้ำคั้นจากต้นรับประทานแก้โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการไม่ปกติของรอบเดือน การเรียนทางเภสัชวิทยา ผลต่อแรงตึงตัวของหลอดเลือดดำ สารสกัดเพชรสังฆาตมีฤทธิ์กระตุ้นเส้นเลือดดำ ให้มีความตึงตัวเพิ่มขึ้น คล้ายกับส่วนผสมของไบโอฟลาโวนอยด์ 2 จำพวก ดังเช่นว่า ไดออสมิน 90%รวมทั้งฮิสเพอริดิน 10% ที่เจอในตำรับยาแผนปัจจุบัน สำหรับใช้รักษาริดสีดวงทวาร ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบรุนแรง สารสกัดเมทานอลยั้งการบวมของใบหู รวมทั้งการบวมของอุ้งเท้าของหนูขาว ที่ถูกกระตุ้นด้วยสารเคมี สารสกัดเฮกเซนที่ความเข้มข้นร้อยละ 1 แล้วก็สารสกัดเอทานอลที่ความเข้มข้นร้อยละ 5 ลดอาการบวมของใบหูหนูที่เหนี่ยวนำด้วยสารเคมี เหมาะเวลา 30 นาที ตรวจเจอส่วนประกอบทางเคมีของสาร lupeol ในสารสกัดเฮกเซน ฤทธิ์แก้ปวด สารสกัดเมทานอลลดปริมาณครั้งที่หนูถีบจักรยืดบิดตัวจากลักษณะการเจ็บเจ็บท้องเพราะว่าได้รับกรดอะซีติกที่ฉีดเข้าทางช่องท้อง และลดช่วงเวลาของการเลียเท้าหลังทั้งยัง 2ระยะ สำหรับในการทดสอบด้วยการฉีดฟอร์มาลิน แสดว่าออกฤทธิ์แก้ปวดผ่านทั้งระบบประสาทศูนย์กลาง แล้วก็ส่วนปลาย ฤทธิ์ปกป้องการเกิดแผลในกระเพาะ สารสกัดเอทานอล สามารถลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแผลด้วยแอสไพริน เมื่อให้สารสกัดขนาด 250, 500 และก็ 750 มิลลิกรัม/กก. ให้หนูรับประทานนาน 7 วัน ลดการเกิดแผลได้ 40, 71.2 และ 72.6% ตามลำดับ เปรียบเทียบกับranitidine ขนาด 30 มก./กิโลกรัม ลดการเกิดแผล 71.9% โดยเหตุนั้นสารสกัดขนาด 500 มก./กก. เป็นขนาดที่เยี่ยมที่สุด เพราะว่าออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับ Ranitidine และให้ผลไม่ได้มีความแตกต่างกับขนาด 750 มก./กิโลกรัมจะลดการทำลายเยื่อในกระเพาะอาหาร และรายงานการวิจัยอีกฉบับหนึ่งบอกว่า การเรียนรู้ประสิทธิผลแล้วก็ผลกระทบของการใช้สมุนไพรเพชรสังฆาตในคนไข้โรคริดสีดวงทวารระยะเฉียบพลัน ปริมาณ 570 คน โดยแบ่งเป็น 3 กรุ๊ป เป็น กรุ๊ปที่ได้รับยาที่มีส่วนผสมของฟลาวานอยด์ (Daflon 500 มก./เม็ด) กรุ๊ปที่ได้รับสมุนไพรเพชรสังฆาต (500 มก./เม็ด) แล้วก็กรุ๊ปที่ได้รับยาหลอก ในตอน 4 วันแรก ให้กินทีละ 3 เม็ด เช้าตรู่และเย็นหลังอาหาร แล้วก็ตอน 3 ครั้งหน้า ได้รับครั้งละ 2 เม็ด ตอนเช้าและเย็น หลังรับประทานอาหาร คนป่วยจะได้รับการคาดการณ์อาการต่างๆคือ เลือดออกทางทวารหนัก มูก อาการคัน รอยแดงหรืออักเสบรอบทวารหนัก รวมทั้งการสัมภาษณ์เพื่อซักถามอาการ รวมทั้งมีการตรวจเลือดรวมทั้งติดตามผลข้างเคียงของการได้รับยาหรือสมุนไพรพร้อมกันไปพร้อมด้วย ผลการศึกษาเรียนรู้พบว่า ผู้ป่วยในทุกกลุ่มโดยมากอาการเลือดออกฉับพลันจะหยุดในวันที่ 2 ของการให้ยา และมีลักษณะดียิ่งขึ้นข้างหลังการให้ยาครบ 7 วัน ประสิทธิผลของการรักษาในคนป่วยทุกกลุ่มไม่ได้แตกต่างกันอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ และไม่มีผลข้างๆเกิดขึ้น สรุปได้ว่าเพชรสังฆาตให้ผลสำหรับในการรักษาริดสีดวงทวารในระยะรุนแรงไม่ต่างจากยาที่มีส่วนผสมของฟลาวานอยด์และยาหลอก หมายความว่าเพชรสังฆาตไม่มีผลช่วยในการรักษาริดสีดวงทวารในระยะเฉียบพลัน การเรียนรู้ทางพิษวิทยา ความเป็นพิษเฉียบพลัน เมื่อทดสอบความเป็นพิษโดยให้หนูขาวกิน ขนาด 0.5 – 5.0 กรัม/กก ไม่เจอพิษใดๆ ความเป็นพิษครึ่งหนึ่งเรื้อรัง (3 เดือน) ในหนูขาวจำพวกวิสตาร์ 5 กลุ่มๆละ 12 ตัว/เพศ กรุ๊ปควบคุมได้รับน้ำทางปาก 10 มล./น้ำหนักตัว 1 กก./วัน ในช่วงเวลาที่หนูอีก 4 กรุ๊ปได้รับผงยาเพชรสังฆาตแห้งทางปากในขนาด 0.03,0.3 และ 3.0 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก/วัน หรือเท่ากัน 1,10 รวมทั้ง 100 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน/วัน ตามลำดับ โดยกรุ๊ปสุดท้ายเป็นกลุ่มสังเกตอาการหลังการหยุดยา ผลการค้นคว้าพบว่าการเติบโตของกลุ่มในที่สุดเป็นกลุ่มดูอาการหลังการหยุดยา ผลการศึกษาวิจัยพบว่าการเจริญเติบโตของกลุ่มได้รับผงยาแล้วก็กลุ่มควบคุมไม่ต่างอะไรกัน ไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความเคลื่อนไหวของค่าทางโลหิตวิทยาและค่าทางซีรั่มวิชาชีวเคมี หรือจุลพยาธิภาวะของอวัยวะภายในที่มีความสัมพันธ์กับขนาดของผงยา และไม่เจอความเปลี่ยนไปจากปกติอะไรก็แล้วแต่ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าเนื่องมาจากความเป็นพิษของผงยาเพชรสังฆาต คำแนะนำ/ข้อควรระวัง การกินเพชรสังฆาตสด อาจส่งผลให้กำเนิดอาการระคายคอ ระคายเยื้อบุในปากเพราะเหตุว่าเถาสดมีผลึกแคลเซียมออกซาแลตอยู่มาก 2. ห้ามรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 2 อาทิตย์เนื่องจากว่าอาจจะส่งผลให้กำเนิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ คนไข้โรคไตห้ามรับประทาน 3. การใช้สมุนไพรเพชรสังฆาตควรจะขอคำแนะนำแพทย์หรือผู้ชำนาญสำหรับเพื่อการใช้เสมอ เนื่องจากว่าอาจส่งผลให้เกิดผลข้างๆที่ไม่ประสงค์ได้ อาทิเช่น ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะน้อย แน่นท้อง ฯลฯ เอกสารอ้างอิง
|