หัวข้อ: พลู ประโยชน์เเละสรรพคุณ เริ่มหัวข้อโดย: gogrov5568225 ที่ ธันวาคม 26, 2018, 10:27:53 pm (https://static1-velaeasy.readyplanet.com/www.disthai.com/images/content/original-1543633694589.jpg)
พลู ชื่อสมุนไพร พลู ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น พลูเหลือง, พลูทอง, พลูจีน (ทั่วไป), เปล้าอ้วน, ซีเก๊ะ , ซีเก๊าะ (ภาคใต้),กื่อเจี่ย (จีนแต้จิ๋ว), จวีเจียง (จีนกลาง) ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper betle Linn. ชื่อสามัญ Bettle Piper , Bettle leaf vine วงศ์ PIPERACEAE ถิ่นกำเนิด พลู มีบ้านเกิดเมืองนอนในเขตร้อนชื้นในแถบทวีปเอเชียใต้อาทิเช่นประเทศอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ อื่นๆอีกมากมาย (แม้กระนั้นอีกตำราหนึ่งกล่าวว่าพลูมีต้นกำเนิดมาจากประเทศมาเลเซีย) โดยพบว่าพลูมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ทั้งโลกซึ่งส่วนมากพบได้ทั่วไปในประเทศประเทศอินเดียกว่า 40 สายพันธุ์ ส่วนในประเทศไทยพลูพบบ่อยในทั่วทุกภาคแล้วก็มีแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญในประเทศเป็น ในจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดนครปฐม จังหวัดกรุงเทพ มหาสารคาม ขอนแก่น และจังหวัดโคราช ซึ่งชอบเป็นการปลูกเพื่อการบริโภคในท้องถิ่น และปลูกเพื่อการค้าขาย และก็ส่งออกต่างแดนในบางส่วน ลักษณะทั่วไป พลูเป็นพืชสกุลเดียวกับพริกไทย (PIPERACEAE) จัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งลำต้นเกลี้ยงเป็นปล้อง และมีข้อ ขนาดลำต้น 2.5-5 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ รวมทั้งมีร่องเล็กๆสีน้ำตาลอมแดงตามแนวยาวของลำต้น สันร่องมีสีเขียว โดยลำต้นส่วนปลายจะมีสีเขียว ส่วนลำต้นส่วนต้นจะมีสีเขียวอมเทา โดยมีรากยึดเกาะที่ออกตามขอของลำต้นบางครั้งเรียกว่า รากตุ๊กแก แตกออกตามข้อของลำต้นเพื่อยึดเกาะสิ่งของสำหรับช่วยประคองลำต้นเลื้อยขึ้นที่สูงได้ แล้วก็ทำให้ลำต้นไม่หลุดหล่นลงสู่พื้นได้ง่าย ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ออกสลับกัน รูปหัวใจหรือกลมแกมรูปไข่กว้าง 8 – 12 ซม. ยาว 12 – 16 ซม. ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม เนื้อใบค่อนข้างวาวสด ใบอ่อนมีสีเหลืองอ่อน และค่อยๆกลายเป็นสีเขียวอ่อน และก็สีเขียวเข้ม เมื่อแก่เต็มที่จะมีสีเหลือง มีกลิ่นหอมยวนใจเฉพาะ รสเผ็ดร้อน เส้นใบนูนเด่นทางข้างล่าง ก้านใบยาว ดอกพลูมีสีขาว ออกรวมกันเป็นช่อ มีช่อดอกแบ่งเพศกันอยู่คนละต้น มีช่อดอกตัวเมียและดอกตัวผู้ มีใบประดับดอกขนาดเล็กรูปวงกลม ช่อดอกเพศผู้ยาว 2-12 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาว 1.5-3 เซนติเมตร ประกอบด้วยเกสรตัวผู้ 2 อัน มีขนาดสั้นมากมาย ส่วนช่อดอกตัวเมียมีความยาวพอๆกับช่อดอกตัวผู้ แม้กระนั้นมีก้านช่อดอกยาวกว่า ดอกมักบานไม่พร้อมกัน จึงทำให้ไม่ค่อยประสบพบเห็นผลของพลู ด้วยเหตุว่าได้โอกาสผสมเกสรน้อย ผลของพลูมีลักษณะอัดแน่นที่เกิดจากดอกในช่อดอก ผลของพลูมีลักษณะค่อนข้างจะนุ่ม ข้างในมี 1 เม็ด โดยเม็ดมีลักษณะกลม ปริมาณยาวประมาณ 2.25-2.6 มม. กว้างราวๆ 2 มิลลิเมตร การขยายพันธุ์ พลูสามารถปลูก และก็เพาะพันธุ์ใหม่ด้วยการปักชำกิ่ง เหมือนกับพืชเชื้อสายพริกไทยอื่นๆ โดยใช้กิ่งหรือลำต้นที่มีข้อประมาณ 3-5 ข้อ ปักชำในแปลงปักชำหรือถุงปักชำเมื่อกิ่งปักชำติดแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยย้ายลงปลูกไว้ในแปลงปลูก แล้วจึงทำค้างให้พลูเลื้อยพันขึ้น ซึ่งพลูจะสามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าในสภาพของดินร่วนซุยที่มีสารอินทรีย์มากมาย มีความเป็นกรดนิดหน่อย (pH 6- 6.7) พื้นที่การระบายได้ดีมีค่าความชุ่มชื้นสัมพันธ์ราวๆ 70-80% องค์ประกอบทางเคมี ใบพลู มีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีสาระสำคัญต่างๆดังเช่น chavicol, chavibetol, eugenol , estragole methlyeugnol แล้วก็ hydroxycatechol สารกรุ๊ปโมโนเทอร์ปีนป่ายส์ ได้แก่ 1,8-cineol, carvacrol, camphene, limonene สารกลุ่มเซสควีเทอร์ป่ายปีนส์ ยกตัวอย่างเช่น cadinene, caryophyllene นอกจากนั้นยังมีสารอื่นๆอีก อย่างเช่น β-carotene, β-sitosterol, stigmasterol แล้วก็ในส่วนของต่างๆของพลูสดยังเจอสาร Fluoride , tectrochrysin, adunctin A, yangonin, fargesin, pluviatilol, sesamin ที่มา : wikipedia นอกจากนั้นเมื่อนำใบพลูสดมาพินิจพิจารณาคุณประโยชน์ทางอาหารพบว่า มีส่วนประกอบต่างๆดังต่อไปนี้ คุณประโยชน์ทางโภชนาการในใบพลูสด (100 กรัม) Water (น้ำ) 85 – 90% Protein (โปรตีน) 3 – 3.5% Fat (ไขมัน) 2.3 – 3.3% Minerals (เกลือแร่) 0.4 – 1.0% Fiber (ใยอาหาร) 2.3% Chlorophyll (คลอโรฟีล) 0.01 – 0.25% Carbohydrate (ค้างรโปรไฮเดรต) 0.5 – 6.10% Nicotinic acid (วิตามืน บี 3) 0.63 – 0.89 มิลลิกรัม/100 ก. Vitamin C (วิตามิน ซี) 0.005 – 1.01% Vitamin A (วิตามิน เอ) 1.9 – 2.9 มิลลิกรัม/100 กรัม Thiamine (วิตามิน บี1) 10 – 70 มคกรัม/100 ก. Riboflavin (วิตามิน บี2) 1.9 – 30 มคกรัม/100 ก. Tannin (แทนนิน) 0.1 – 1.3% Nitrogen (ไนโตรเจน) 2.0 – 7.0% Phosphorus (ฟอสฟอรัส) 0.05 – 0.6% Potassium (โพแคสเซียม) 1.1 – 4.6% Calcium (แคลเซียม) 0.2 – 0.5% Iron (เหล็ก) 0.005 – 0.007% Essential oil (น้ำมันหอมระเหย) 3.4 มดกรัม/100 กรัม Energy (พลังงาน) 44 กิโลแคลอรี่/100 กรัม ประโยชน์/คุณประโยชน์ ใบพลูกับคนประเทศไทยนับว่ามีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วโดยคนภายในอดีตเชื่อว่าใบพลูรับประทานกับหมาก และปูนแดง จะช่วยทำให้เหงือกและก็ฟันแข็งแรง ช่วยกำจัดกลิ่นปาก แล้วก็ในตำราเรียนยาไทยที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ จะใช้ใบสดกินเป็นยาขับลม แก้ปวดท้อง ฝาดสมาน ขับเสมหะ เป็นยากระตุ้นน้ำลาย ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง(ที่มีลักษณะเย็นรอบๆท้อง) ปวดท้อง ด้วยเหตุว่าพยาธิ ใช้เป็นยาที่ใข้เพื่อการฆ่าเชื้อ แล้วก็ยังชื่อว่ารักษาอาการบอบช้ำบวม รักษาอาการปวดท้อง รักษาอาการไอเจ็บคอ รักษาอาการผื่นคันอันเนื่องมาจากเกิดผื่นคัน รักษาโรคผิวหนัง รักษาโรคกลาเกลื้อน แผลอักเสบฝีหนองรวมทั้งสิว นอกเหนือจากนั้นยังคงใช้น้ำคั้นจากใบสดเป็นยาถ่ายพยาธิ ยาระบาย แก้ท้องผูก ขับเสลด ลดไข้แก้ปวดศีรษะ ขับลมในกระเพาะ ทำให้ลมหายใจหอมชื่นบาน นอกเหนือจากนั้นจากการศึกษาเรียนรู้วิจัยยังเจาะจงถึงคุณประโยชน์ของพลูว่าใช้รักษาแผลและใช้ปกป้องเชื้อจุลินทรีย์ แล้วก็นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าในน้ำพลูมีสารeugenol รวมทั้ง chavicol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชารวมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้ ใช้ใบสด 3-5 กรัม ต้มน้ำดื่มสำหรับแก้อาการปวดท้อง แก้ลมพิษ ให้ใช้ใบสดตำผสมเหล้าทาบริเวณที่เป็น ใช้บดแล้วคายทิ้งวันละ 2-3 ครั้งช่วยขจัดกลิ่นปาก แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อแล้วก็บำรุงกระเพาหาร ใช้ใบสดตำให้รอบคอบคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำร้อนหนึ่งแก้วใช้ดื่ม ลดปวดบวม ใช้ใบพลู ใบใหญ่ๆนำไปอังไฟให้ร้อนใช้ไปประคบบริเวณที่ปวดบวมช้ำ รักษากลากรวมทั้งฮ่องกงฟุต เอาใบสดตำให้ละเอียดดองกับเหล้าขาวทิ้งเอาไว้ 15 วัน แล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ทาบริเวณที่เป็น การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial activity) จากการเรียนฤทธิ์การยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียของสารสกัดจากใบพลูที่สกัดด้วยน้ำ พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อ Streptococcus mutans โดยพบว่าที่ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัม/มล. ของสารสกัดจากใบพลูมีผลทำให้เซลล์แตก นอกจากเชื้อดังกล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว มีการเล่าเรียนเกี่ยวกับพลูว่าเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์กว้างใหญ่สำหรับในการยั้งการเจริญของเชื้อได้หลายแบบ อาทิเช่น Ralstonia sp., Xanthomonas sp. แล้วก็ Erwinia sp., เป็นต้น โดยส่วนประกอบหลักที่เจอในสารสกัดจากใบพลูที่สกัดด้วยน้ำคือ hydroxychavicol, fatty acid รวมทั้งhydroxybenzenacetic acid แล้วก็ยังพบว่าสารสกัดใบพลูที่สกัดด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ยั้งการเติบโตของเชื้อ S, aureus, B. cereus, K. pneumonia และ E. coli ฤทธิ์สำหรับการยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา (Antifungal activity) มีการศึกษาพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากใบพลูมีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับในการยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้หลายแบบอาทิเช่น Colletotrichum capsici, Fusarium pallidoroseum, Botryodiplodia theobromae, Altemaria altemate, Penicilium citrinum, Phomopsis caricae-papayae รวมทั้งAspergillus niger ซึ่งทดลองโดยใช้วิธี disc diffusion method พบว่าสารสกัดใบพลูจากเอทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราดังกล่าวได้ดีกว่าprochloraz 2.5 มิลลิกรัม/มล. หรือ clorimazole 10 มก.มลนอกจากมีการศึกษาเพื่อปรับปรุงครีมพลูเพื่อใช้สำหรับการรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา ที่สามารถติดต่อสู่กันระหว่างคนรวมทั้งสัตว์โดยเตรียมครีมพลูที่มี สารสกัดพลูจากเอทานอล10 % เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน ketoconazole cream 20% ด้วยแนวทาง disc diffusion method ผลการศึกษาเรียนรู้พบว่าให้ค่าการขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อรา microsporum canis, microporum gypreum รวมทั้ง Trichophyton mentagrophyte ใกล้เคียงกับ ketosporum canis, microsporum gypreum รวมทั้ง trichophyton mentagrophyte ใกล้เคียงกับ ketoconazole cream เมื่อกระทำการอ่านผลที่ 96 ชั่วโมงแต่คุณภาพของครีมพลูเริ่มลดน้อยลงภายหลังจาก 96 ชั่วโมง แล้วก็หมดไปในวันที่ 7 ของการทดสอบ ฤทธิ์การต้านอักเสบ (Anti-inflammatory activity) การเรียนรู้เกี่ยวกับฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบจากสารสกัดที่ได้จากพลูพบว่าสารสกัดจากใบพลูอบแห้งทีสกัดด้วยเอทานอล 95% มีสาระสำคัญที่มีฤทธิ์ต่อต้านการอับเสบ คือ allylpyrocatechol โดยมีการเรียนในหนู Sprague Dawley rat เพศผู้มีขนาดน้ำหนักตัว 100 – 120 ก. ผลจาการทดสอบพบว่าการฉีด allypyrocatechol ขนาด10 มิลลิกรัม/กก. เข้าใต้ผิวหนังบริเวณ sub-plantar มีฤทธิ์สำหรับในการต้านการอักเสบที่เกิดขึ้นในหนูโดย allylpyrocaate-chol จะลดการแสดงออกของ mRNA ของ inducible nitric oxide synthase (iNOS), cyclooxygenase-2 (COX-2), interleukin-12p40 (IL-12p40) แล้วก็ tumor necrosing factoralpha (TNF-α) ซึ่ง allylpyocatachol จะปกป้องการทำลาย kappa B inhibitor (IKB) ส่งผลยั้งแนวทางการทำงานของ transcription ขึ้น นำมาซึ่งการทำให้มีการกระตุ้นลักษณะการทำงานของ macrophage น้อยลง นำมาซึ่งการอักเสบต่ำลง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Free radlcal scavenging activity) การศึกษาเล่าเรียนผลของสารสกัดใบพลูด้วยเอทานอลต่อการต้านอนุมูลอิสระในหนู Swiss albino mice โดยศึกษาเล่าเรียนถึงต้นเหตุต่างๆที่ส่งผลต่อการเกิดอนุมูลอิสระผลจาการศึกษาพบว่าสารสกัดจากใบพลูมีผลในการยั้งการเกิดกระบวนการ lipid peroxidation ที่เกิดขึ้นมาจากการกระตุ้นด้วยรังสีแกมมา และก็นอกเหนือจากนั้นพบว่าเมื่อทำการป้อนสารสกัดพลูในขนาด 1,5 และก็ 10 มิลลิกรัม/กก. ให้หนูกินทุกๆวันต่อเนื่องกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์หลังจากนั้นก็เลยนำตับของหนูมาวิเคราะห์พบว่าไม่มีการเปลี่ยนระดับของ lipid peroxidation แล้วก็ยังพบว่าสารสกัดจากใบพลูส่งผลทำให้จำนวนของ glutathione มากขึ้น ซึ่งglutathione มีส่วนสำคัญในกรรมวิธีการ detoxification โดยจะไปกระทำควบคุมและก็รักษาระดับของปฏิกิริยา redox รวมทั้ง thiol homeostasis ในตับ ซึ่งส่งผลสำหรับในการควบคุมการเกิดปฏิกิริยาcellular oxidative และยังพบว่าสารสกัดใบพลูมีผลในการทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นรูปแบบการทำงานของเอนไซน์ superoxide dismutase (SOD) แต่ในทางตรงกันข้ามพบว่า แนวทางการทำงานของเอนไซน์ catalase น้อยลงนอกจากการเล่าเรียนต้นสายปลายเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว ยังมีการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์เครียดของสัตว์ทดลองที่เกิดภายหลังการให้สารสกัดจากใบพลู โดยเรียนถึงความเคลื่อนไหวของระดับ glyoxalase system (Gly l รวมทั้ง Gly ll) ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงสภาวะเครียดของหนู ซึ่งจากการทดสอบพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับ Gly l และ Gly ll) ภายหลังจากการให้สารสกัดใบพลูกับหนู ฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน (lmmunomodulating Activity) การเรียนรู้ผลของสารสกัดพลูด้วยเอทานอลต่อการผลิต histamine รวมทั้ง granulocyte macrophage colony stimulating factor (GM-CSF) จาก bone marrow mast cells ของหนูแรท (murine rat) แล้วก็การหลั่งของ eotaxin และ IL-8 โดย human lung epithelial cell line (BEAS-2B) ซึ่งจากการเล่าเรียนพบว่าสารสกัดพลูด้วยเอทานอล มีผลลดการหลั่ง histamine รวมทั้ง GM-CSF ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการกระตุ้นของ lgE ที่เกิดขึ้นในปฏิกิริยาhypersensitive อย่างเป็นจริงเป็นจัง แล้วก็สารสกัดพลูจากเอทานอลยังส่งผลในการยั้งการหลั่ง eotaxin และก็ IL-8 ซึ่งมาจากจากการกระตุ้นของ TNF-α รวมทั้ง IL-4 ในปฏิกิริยา allergic reaction ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าน้ำมันหอมระเหยจากพลูมีผลต่อการกระบวนการ phagocytosis ของ macrocytes ในหนูถีบจักร และน้ำมันหอมระเหยจากพลูยังมีผลต่อการเพิ่มจำนวนของlymphocytes จากม้าม ไขกระดูก และต่อม thymus ในหนูถีบจักรด้วย การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ (Toxicity test) ขนาดของสารสกัดพลูที่ป้อนให้หนูถีบจักรกินแล้วตายกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 3.22 กรัม/กิโลกรัม หนูที่ได้รับสารสกัดต่ำลงมากยิ่งกว่า 2 กรัม/กิโลกรัม มีลักษณะอาการซึมและก็หลับ ไม่มีผลต่อการหายใจรวมทั้งกลายเป็นธรรมดาได้ ถ้าได้รับสารสกัดมากกว่า 2.5 ก./กก. พบว่าหนูมีอาการซึมและก็หลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีลักษณะเหน็ดเหนื่อย หลังจากนั้นมีลักษณะซึมและตายเนื่องมาจากหายใจไม่ออก รวมทั้งนอกเหนือจากนี้ยังพบว่า chavicol และ chavibetol เป็นสารในใบพลู ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ phenol เป็นพิษกับเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) นำไปสู่ hypopigmentation ในส่วนของ basal cell layeres ของผิวหนังชั้นกำพร้า ทดสอบความเป็นพิษเมื่อส่องแสง (Phototoxicity) ของขี้ผึ้งพลู4% ซึ่งทำมาจากสารสกัดใบพลูด้วยอีเทอร์ใน modified polyethylene glycol ointment ต่อผิวหนังหนูตะเภา ไม่เจอผื่นแดง หรืออาการเคืองใดๆทั้งยังก่อนฉายรวมทั้งหลังฉายแสงอุลยี่ห้อไวโอเล็ต ขณะที่ยาจัดเตรียมขึ้ผึ้งใบพลูที่ใช้ base เป็น hydrophilic petrolatum จะเป็นพิษต่อผิวหนังหนูตะเภา โดยมีสีแดงกระจ่างแจ้ง ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดอะซีโตนรวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบ ความเข้มข้น 200 ไมโครกรัม/เพลท ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ Salmonella typhimurium TA98, TA100 ,TA1535, TA1537 รวมทั้ง TA1538 สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัด 50% เอทานอล สารสกัด 95% เอทานอล และสารสกัดน้ำจากใบ ความเข้มข้น1.41 37.5 50 และ 153.8 มิลลิกรัม/ เพลท เป็นลำดับไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ ต่อเชื้อ S.typhimurium TA98, TA100 พิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากช่อดอก ความเข้มข้น 800 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เป็นพิษอย่างอ่อนต่อเซลล์ oralmucosal fibroblasts และก็สารสกัดเดียวกันนี้เป็นพิษอย่างอ่อนต่อเซลล์ gingival keratinocytes สารสกัด 95% เอทานอลจากใบ ความเข้มข้น20 ไมโครกรัม/มล. เป็นพิษอย่างอ่อนต่อเซลล์ 9KB พิษต่อยีน สารสกัดน้ำจากช่อดอก เป็นพิษต่อยีนเมื่อทดลองในเซลล์ oral mucosal fibroblasts และเซลล์ gingival keratinocytes สาร hydroxychavicol จากช่อดอกเป็นพิษต่อยีน ทำให้โครโมโซมของเซลล์ Chinese hamster ovary (CHO-K1) แบ่งตัวแตกต่างจากปรกติ เมื่อให้สารสกัดน้ำจากใบพลูร่วมกับสารสกัดน้ำจากหมากและยาสูบ ขนาด9.4 ก./กิโลกรัม แก่หนูถีบจักรตรงเวลา 10 เดือน พบว่าทำให้โครโมโซมของเซลล์ไขกระดูกของหนูเปลี่ยนและก็มีการแบ่งตัวเปลี่ยนไปจากปกติ ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ สารสกัด 95% เอทานอลจากก้านใบขนาด 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีผลคุมกำเนิดในหนูขาวทั้ง 2 เพศ ให้หนูถีบจักรเพศผู้กินสารสกัด 95% เอทานอลจากใบแล้วก็ลำต้นขนาด 50 มิลลิกรัม/กก. ใน 30 วันแรก รวมทั้งขนาด 1000 มิลลิกรัม/กก. ใน 30 ครั้งหน้า พบว่าสามารถคุมกำเนิดได้โดยลดการปฏิสนธิ (ferility) ได้ถึง 0% ในเวลาที่สารสกัด 95% เอทานอล สารสกัดน้ำและสารสกัดน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์จากใบและก็ราก (ไม่กำหนดขนาดที่ใช้) ไม่เป็นผลต่อการคุมกำเนิดในหนูถีบจักรและไม่มีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนที่มดลูกในหนูขาวที่ได้รับสารสกัดนี้ใบแล้วก็รากแห้งไม่ระบุสารสกัดและขนาดที่ใช้ ก็ไม่เป็นผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนเหมือนกัน เมื่อให้โดยการฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูขาว ฤทธิ์ก่อกำเนิดมะเร็ง นอกจากนั้นยังมีการศึกษาในชายที่เคี้ยวหมากในประเทศไต้หวัด โดยเรียนในผู้เจ็บป่วยที่เป็นมะเร็งหลอดอาหารระยะเริ่มต้น (esophageal squamous-cell-carcinoma) ปริมาณ 126 ราย โดย 65 ราย เป็นคนเจ็บที่มีประวัติว่าบดหมาก รวมทั้ง 61 ราย ในนั้นเป็นผู้เจ็บป่วยที่บดหมากกับดอกพลู (Piper betle infloesence) และ 4 ราย บดหมากกับดอกและใบพลู (Piper betle inflorecence and betel leaf) พบว่าเพศชายที่เคี้ยวหมาก ได้โอกาสที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลอดของกินได้สูงขึ้นมากยิ่งกว่าผู้ที่มิได้เคี้ยวถ้า 4 เท่า และก็จากการเรียนเพิ่มเติบพบว่า คนที่บดหมากกับดอกพลูมีโอกาสในการเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้มากกว่าผู้ที่บดหมากกับใบแล้วก็ดอกพลู หรือเคี้ยวหมากกับใบและก็ดอกพลู หรือบดหมากกับใบพลูอย่างเดียวถึง 24 เท่า(ไม่พบผลไม่เหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญในคนที่เคี้ยวหมากกับใบรวมทั้งดอกพลู หรือบดหมากกับใบพลูสิ่งเดียว) ซึ่งผลจากการทดลองในครั้งนี้คาดว่าในดอกของพลูมีสารที่ทำให้เกิดมะเร็ง (carcinogens) แล้วก็ในใบพลูมีสารต้านโรคมะเร็ง (anticarcinogenic) ข้อเสนอแนะ/ข้อควรปฏิบัติตาม 1. การเก็บใบพลู มาใช้ควรจะเก็บตอนสาย เพราะว่าเป็นตอนที่ใบมีการสังเคราะห์แสงสมบูรณ์ โดยเลือกเก็บเฉพาะใบที่มีสีเขียวเข้ม ไม่สมควรเก็บใบอ่อนรอบๆยอดหรือเก็บใบแก่ที่เหลืองแล้ว เนื่องจากว่าใบพวกนี้จะมีสารเคมี หรือน้ำมันหอมระเหยน้อย 2. ในคนที่แพ้ยางของพืชจำพวก ชะพลู พริกไทย ควรระมัดระวังไม่ให้โดนยางของพลูด้วยด้วยเหมือนกันเนื่องจากเป็นพืชในตระกูลเดียวกันอาจจะทำให้มีการแพ้ได้ 3. การใช้พลูในแบบสมุนไพรเพื่อการดูแลและรักษาโรคควรที่จะใช้ในขนาดแล้วก็จำนวนที่เหมาะสมไม่ใช้มากหรือใช้เป็นเวลานานเกินไป 4. สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว สตรีตั้งครรภ์ หรือสตรีให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์และก็ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ เอกสารอ้างอิง
Tags : พลู
|