หัวข้อ: ชะเอมเทศ สรรพคุณเเละประโยชน์ เริ่มหัวข้อโดย: Keekayr1200gs ที่ ธันวาคม 27, 2018, 07:01:01 am (https://static1-velaeasy.readyplanet.com/www.disthai.com/images/content/original-1543633587829.jpg) ชะเอมเทศ ชื่อสมุนไพร ชะเอมเทศ ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น กันเฉ่า (จีนกลาง) , กำเช่า (จีนแต้จิ๋ว) ชื่อวิทยาศาสตร์ Glycyrrhiza glabra L. และ Glycyrrhiza uralensis Fisch.ex DC. ชื่อสามัญ Licorice Root , Sweet Root , Russian licorice, Spanish licorice, Chinese licorice วงศ์ LEGUMINOSAE - PAPILIONOIDEAE ถิ่นกำเนิด ชะเอมเทศ (G.glabra) เป็นพืชท้องถิ่นในประเทศแถบกึ่งกลางและตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย ได้แก่ จีน . ประเทศปากีสถาน , อีหว่าน , อัฟกานิสถาน รวมถึงกรุ๊ปประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีการปลูกรอบๆอ่าวเอดิเตอร์เรเนียน ในทวีปแอฟริการวมทั้งทางตอนใต้ทวีปยุโรปรวมทั้งในประเทศสาธารณรัฐอินเดีย ก็มีการปลูกเหมือนกัน ส่วนประเทศที่ส่งออกชะเอมเทศรายใหญ่ของโลก เป็น ประเทศสหพันธรัฐ รัสเซีย สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านสาธารณรัฐตุรกี แล้วก็สาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วนชะเอมเทศ (G. uralansis) เป็นพืชท้องถิ่นในแถบตอนเหนือสาธารณรัฐประชากร จีนมองดูโกเลีย และก็ไซบีเรีย โดยเฉพาะในประเทศในพบมากในมณฑลเฮยหลงเจียง จี๋หลิน เหลียวหนิง เหอเป่ย ซานตง ซานซี ดูกิเลียใน ส่านซี กันสู้ ชิงไห่ ซิงเจียง ซึ่งก็นับเป็นชะเอมเทศที่ใช้กันอย่างมากมายด้วยเหมือนกัน ลักษณะทั่วไป ชะเอมเทศเป็นพืชแก่นับเป็นเวลาหลายปี โดยถูกจัดเป็นไม้พุ่มสูงราวๆ 1 เมตร มีรากขนาดใหญ่จำนวนหลายชิ้นลำต้นมีขนสั้นๆปลายมีต่อมเหนียว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับกัน มีใบย่อย 9-17 ใบ ก้านใบย่อยสั้นมากมายแผ่นใบรูปกลมรีหรือรูปไข่ปนขอบขนาน กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 2-5.5 ซม.ปลายใบแหลม ฐานใบกลมมน มีขนสั้นๆทั้งคู่ด้าน ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ยาว 5-12 ซม. มีดอกย่อยเป็นจำนวนมากชิดกันหนาแน่น ดอกย่อยรูปดอกถั่ว สีม่วงอ่อนถึงขาว ผลเป็นฝักกลมงอเหมือนเคียว มีขนปกคลุม ด้านในมีเมล็ด 2-8 เมล็ด รูปกลมแบนหรือรูปไต สีดำเป็นเงา ราก มีลักษณะเป็นท่อนกลมยาวมีลักษณะต่างกันตามสายพันธุ์ ดังเช่น Spanish liquorice (G. glabra var. typical Regal & Herd), Russian liquorice (G. glabra var. glandullifera (Wald et Kit) Regal & Herd) แล้วก็ Chinese licorice (G.uralensis Fisch.) โดยแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะดังต่อไปนี้ Spanish liquorice ลักษณะรากเป็นทรงกระบอก ขนาดต่างๆกัน ผิวนอกของเปลือกมีสีน้ำตาลถึงน้ำตาลดำ มีรอยย่นตามยาว บางทีอาจจะเจอหน่อต้นที่เหง้าแล้วก็รากแขนงที่ราก รากที่ปอกเปลือกแล้วจะมีสีเหลืองมีเส้นใย เนื้อรากมีสีเหลืองมองเห็นชั้นเยื่อแคมเบียมเป็นวง Russian liquorice ลักษณะรากเป็นทรงกระบอก ความยาว 15 – 40 ซม.เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 – 5 เซนติเมตร รากขนาดใหญ่ อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร เปลือกนอกของเปลือกมีสีม่วงน้ำตาล รากที่ปอกแล้วจะมีสีเหลือง ประกอบด้วยเส้นใยเนื้อรากมีสีเหลืองเห็นชั้นเยื่อแคมเบียมเป็นวง Glycyrrhiza uralansis Fisch. ลักษณะรากเป็นทรงกระบอก ความยาว 20-100 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6-3.5 ซม.อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีส่วน cork หรือ ไม่มีก็ได้ เปลือกนอกของเปลือกมีสีน้ำตาลปนแดง ถึงน้ำตาลเทา มีรอยย่นตามทางยาว บางครั้งก็อาจจะเจอรากกิ้งก้านที่ราก รากที่ปอกแล้วจะมีสีเหลืองมีเส้นใย เนื้อรากมีสีเหลือง เห็นชั้นเยื่อแคมเบียมเป็นวง การขยายพันธุ์ ชะเอมเทศสามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วย การใช้เม็ด โดยมีวิธีการเช่นเดียวกับการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดของพืชชนิดอื่นๆส่วนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเพื่อการปลูกชะเอมเทศนั้น โดยธรรมดาแล้ว ชะเอมเทศเป็นพืชที่ชอบเข้ารับแสง ทนร้อนรวมทั้งทนความแห้งแล้ง ชอบดินที่แห้งแล้งมีสีน้ำตาล มีธาตุแคลเซียมแล้วก็เป็นดินเค็มอ่อนๆชั้นดินดกและลึก สามารถระบายน้ำเจริญ เจริญเติบโตได้ดิบได้ดีบริเวณตลิ่งที่มีลักษณะดินผสมทราย ไม่อาจจะเจริญวัยได้รอบๆริมทะเลที่มีดินเค็มมาก หรือเป็นดินด่าง โดยชะเอมเทศจะมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 3 ปี ส่วนประกอบทางเคมี สาระสำคัญที่เจอในชะเอมเทศ ดังเช่น สารกลุ่ม triterpene saponins : 4 – 24% ได้แก่glycyrrhizin (หรือ glycyrrhizic acid หรือ glycyrrhizinc acid) ในจำนวน 5 – 9% รวมทั้ง 24 – hydroxyglyrrhizin สารกลุ่มนี้จะมีความหวานมากกว่าน้ำตาล 50 รวมทั้ง 100 เท่าเป็นลำดับ และก็สารที่อยู่ในรูป aglycone (glabranin A รวมทั้ง B, glycyrrhetol , glabrolide , isoglabroline) glycyrrhizinc acid liquiritigenin herniarin stilbenes glabrene สารกรุ๊ป flavonoids: flavones, isoflavonoids, chalcones, liquiritigenin, liquirtin, isoliquiritigenin, isoliquiritin , formononetin , glabrone , neoliquiritin, neoisoliquirtin, licuroside, hispaglabridin A แล้วก็ B , licochalcone B, isobavachin, sigmoidin B1 สารกรุ๊ป coumarins : herniarin, umbelliferone สารกรุ๊ป stibenes: gancaonin R สารกรุ๊ปอื่นๆ: gums และ wax ยิ่งกว่านั้นG.glabrn L. ยังประกอบด้วยสารกลุ่ม flavonoids แล้วก็isoflavonoids อื่นๆดังเช่นว่า sapinaretin, vitexin, pinocembrin, prunetin, glabranin, glabrene, glabridin, glabrol , kanzonol T , kanzonol W-Z , รวมทั้งสารกลุ่มcoumarins อื่นๆตัวอย่างเช่น kanzonol U, kanzonol V ส่วน G.uralansis มีสารกลุ่ม flavonoids และisoflavonoids อื่นๆอย่างเช่น licobichalcone , licocbalcone , licochalcone A , echinatin , licoflavone A , licoricone , isoliciflavonol , ononin , สารกลุ่ม coumarins อื่นๆอาทิเช่น glycyrol, isoglycyrol , glycycoumarin , licopyranocoumarin, สารกลุ่ม triterpene saponins อื่นๆดังเช่นว่าuralsaponin A,B, uralenolide, licorice saponin A3, licorice saponin C2, licorice saponin D3, licorice saponin E2, สารกรุ๊ป pterocarpenes (glycyrrhizol A,B) สารกลุ่มอื่นๆเช่น 3-(p-hydroxyphenyl) propionic acid, (3R) – vestitol, 4-hydroxy-guaiacol apioglucoside คุณประโยชน์ /คุณประโยชน์ ในขณะนี้มีการใช้ประโยชน์ของชะเอมเทศ เป็น รากชะเอมเทศมีสารสำคัญคือสาร Glycyrrhizin (Glycyrrhizic acid หรือ Glycyrrhizinic acid) และก็สาร 24-hydroxyglyrrhizin ขึ้นรถเหล่านี้เป็นสารที่ให้ความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาลโดยประมาณ50-100 เท่า จึงถูกนำมาใช้เพื่อแต่งรสชาติของกิน ใช้แต่งรสหวานในขนมแล้วก็ลูกอม ใช้แต่งกลิ่นรสยาให้หวานรวมทั้งช่วยกลบรสขมของยาต่างๆและก็ชะเอมเทศยังสามารถประยุกต์ใช้เป็นไวต์เทนนิงจากธรรมชาติ โดยสารสกัดที่ได้จากรากนั้นมีลักษณะพิเศษในการช่วยลดความเข้มของเม็ดสี ลดฝ้ากระบนใบหน้า ช่วยปรับให้ผิวหน้าสว่างกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ รวมทั้งช่วยลดและก็ต่อต้านการอักเสบของผิว ก็เลยสามารถประยุกต์ใช้ทดแทนสารเคมีที่ช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างขาวสวยใสได้ และยังไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อผิวหน้าและไม่ก่อให้เกิดเป็นสิวอุดตันอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นชะเอมเทศมีสรรพคุณช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับคอและก็กล่องเสียง เนื่องด้วยชะเอมเทศนั้นจะช่วยกระตุ้นการสร้างสารหล่อลื่นในรอบๆลำคอเหนือกล่องเสียงได้ ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของชะเอมเทศระบุว่า สรรพคุณยาไทย ใช้ขับเลือดเน่า บำรุงหัวใจใช้ชุ่มชื่น แก้กำเดา แก้ไอ ทำให้เปียกคอ เป็นยาระบายอ่อนๆชะเอมเทศใช้ปรุงแต่งรสยาให้รับประทานง่ายโดยใช้เป็นตัวยาประสานให้ตัวยาอื่นๆในตำรับสามารถเข้ากันได้ รวมทั้งช่วยทำให้ตัวยาหลักออกฤทธิ์เร็วขึ้นแล้วก็ช่วยลดพิษ หรืออาการข้างๆที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากยาได้ นอกนั้นยังช่วยทำให้รสยาดียิ่งขึ้น แล้วก็ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ โดยตามคุณประโยชน์ยาไทยยังสามารถแยกสรรพคุณจากส่วนต่างๆของชะเอมเทศได้ เป็น เปลือกของราก จะมีเป็นสีแดง แล้วก็มีรสหวานใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้คลื่นไส้ คลื่นไส้ ใบทำให้เสลดแห้ง และเป็นยารักษาดีพิการ ดอกใช้รักษาอาการคัน แล้วก็รักษาพิษโรคฝีดาษ ผลจะมีรสหวาน ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง และก็อาการคอแห้งผาก ทำให้ชุ่มชื้น รากจะมีรสเปียกแฉะ ใช้เป็นยาบำรุงปอด ขับเลือดที่เน่าในท้อง รักษาพิษยาหรือพืชพิษต่างๆรักษาอาการไม่อยากกินอาหาร อ่อนแรงจากการ ทุกข์ยากลำบากทำงานหนัก ปวดท้อง ไอเป็นไข้ สงบประสาท บำรุงปอด ใช้รากสดรักษาลักษณะของการเจ็บคอ เป็นแผลเรื้อรัง ระบบการย่อยอาหารไม่ดี หรือของกินเป็นพิษ แล้วก็รักษากำเดาให้เป็นปกติ รากแห้งของพืชประเภทนี้ใช้ทำยาระบายอ่อนๆหรือใช้ปรุงแต่งรส ส่วนในประเทศเมืองจีนชะเอมเทศจัดเป็นสมุนไพรที่มีความจำเป็นถัดลงมาจากโสม และเป็นสมุนไพรที่ใช้สูงที่สุดในประเทศ จะมองเห็นได้จากตำรับยาแผนโบราณจีนกว่ากึ่งหนึ่งมีชะเอมเป็นองค์ประกอบ สรรพคุณยาจีน โดยในคุณประโยชน์ของจีนบอกว่า ชะเอมเทศมีรสหวาน ฤทธิ์ปานกลาง มีคุณประโยชน์เป็นยาแก้โรคกระเพาะ ช่วยในการย่อยอาหารแก้ไอ ทำให้เปียกคอ แก้อาการใจสั่น และโรคลมชัก นอกจากนั้นมีการทำการวิจัยพบว่า ส่วนของรากชะเอมเทศมีสารสำคัญที่ชื่อ Glabridin มีกล่าวว่ามีฤทธิ์ยั้งรูปแบบการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase ซึ่งเกี่ยวกับแนวทางการสร้างเม็ดสีของผิว ทำให้ผิวแจ้งชัดใน ลดลางเลือนริ้วรอย และก็จุดด่างดำได้ รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้ นำชะเอมเทศไปคั่วให้เหลืองกรอบ มีกลิ่นหอมยวนใจนำไปชงน้ำกิน จะช่วยแก้อาการชักช่วยสงบประสาท ทำให้นอนก้าวหน้า หากมีอาการร้อนในอยากดื่มน้ำ ชะเอมเทศนำไปต้มกับน้ำจับเลี้ยงแล้วใช้ดื่มจะช่วยเสริมคุณประโยชน์สำหรับการระบายความร้อนแล้วก็พิษร้อนในร่างกายออกได้ รักษาอาการเส้นเลือดขอดและก็อาการปอดบวม โดยใช้ชะเอมเทศ 50 กรัม ต้มน้ำแบ่งรับประทานก่อนรับประทานอาหารวันละ 3 ครั้ง รักษาอาการตัวเหลือง โดยใช้สารสกัดชะเอมเทศทีละ 15-20 มล. วันละ 3 ครั้ง พบว่าอาการตัวเหลืองจะหายเป็นปกติโดยใช้เวลาราว 13 วัน ใช้ข้างนอกรักษาอาการอักเสบบริเวณผิวหนัง ผิวเป็นผื่นแดงและคัน หรือเป็นขุย ใช้น้ำต้มชะเอมเทศล้างก็ช่วยลดอาการดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นได้ การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ฤทธิ์ลดระดับความดันเลือด สารสกัดแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดระดับความดันเลือด ซึ่งสาระสำคัญคือ glycycoumarin, glycyrin, glycyrin, dehydroglyasperin C และ D และก็เมื่อนำตำรับยาซึ่งประกอบด้วยสารสกัดรากชะเอมเทศกับสารสกัดหนอนตายต้องการ และน้ำมันกานพลู ฉีดเข้าช่องท้องหนูขาวที่รั้งนำให้มีการไอด้วยแอมโมเนีย พบว่ามีผลระงับการไอได้ แล้วก็ยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus, Streptococcus pneumonia รวมทั้ง b-Streptococcus group B เมื่อทดสอบตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ ขนาด 1กรัม/กก. ทดสอบในหนูตะเภาซึ่งได้รับควันบุหรี่ที่รั้งนำให้เกิดอาการไอด้วย capsaicin พบว่าสามารถหยุดการไอได้ ฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร การให้สารสกัดน้ำ สารสกัดแอลกอฮอล์ ทั้งทางปากฉีดเข้าช่องท้อง หรือเข้าลำไส้เล็ก พบว่าสามารถลดการหลั่งของกรดในกระเพาะหนู และมีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นมาจากการเหนี่ยวนำด้วยกรด ยาแอสไพริน และก็ยา ibuprofen สาร glycyrrhizin และสารที่ตัดส่วนน้ำตาลออก (aglycone) และสารสกัดชะเอมที่สกัดเอาสารกรุ๊ป glycyrrhizin ออกแล้ว มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยกระตุ้นการหลั่งสารเมือก สร้างสาร glycyrrhizin ที่พลังกระเพาะมากยิ่งขึ้น และก็มีฤทธิ์ต้านทานรูปแบบการทำงานของเอนไซม์ pepsin ที่ทำหน้าที่ในการย่อยโปรตีน ก็เลยทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารแก่ยืนยาว สารกรุ๊ป flavonoids (liquirtigenin รวมทั้งisoliquiritigenin) มีฤทธิ์ต้านการบีบตัวของกล้ามเรียบในสัตว์ทดสอบ สาร isoliquirtitigenin มีความชี้เฉพาะต่อ H histamine receptor โดยเป็น H recepior antagonist ยิ่งไปกว่านี้ยังมีฤทธิ์ลดการหลั่งของกรด และก็ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ฤทธิ์ลดการอักเสบ รากชะเอมเทศไม่เจาะจงขนาดรับประทาน สามารถลดการอักเสบในคน แล้วก็หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการอักเสบด้วยcarrageenan หรือ a-chymotrypsin ส่วนสารสกัดบิวทานอล อีเทอร์ รวมทั้งน้ำสุกจากรากขนาด 20 ก./กก. และไม่ระบุขนาด ทดลองโดยให้ทางสายยางลงไปยังกระเพราะของกินหนูขาวซึ่งถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยฟอร์มาลีน และทดสอบด้วยแนวทาง albumin stabilizing พบว่าสามารถลดการอักเสบได้ เมื่อนำยาชงจากตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ ไม่ระบุขนาดกิน พบว่าสามารถลดการอักเสบในคน สารสกัดตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นองค์ประกอบ ไม่เจาะจงขนาด ทดสอบในหนูขาวซึ่งถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบด้วยฮีสตามีน พบว่าสามารถต้านการอักเสบ ยิ่งกว่านั้นสารสกัดน้ำร้อนรวมทั้งเอทานอล 95 % ขนาด 18 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, 180 รวมทั้ง 500 มก./กิโลกรัม, 100 แล้วก็ 200 มิลลิกรัม/กก., 1.1 กรัม/กก. , 350 มิลลิกรัม/กก. และไม่เจาะจงขนาดโดยป้อนทางปาก ให้ทางสายยางลงไปยังกระเพราะอาหาร และฉีดเข้าท้อง ทดลองในหนูขาว หนูถีบจักร แล้วก็หนูเผือกซึ่งถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบด้วย carrageenan, dextran, paw immersion ในน้ำร้อน , ก้อนสำลี แล้วก็ adjuvant, พบว่าสามารถลดการอักเสบได้ เมื่อให้ยาชงกับสารสกัดน้ำร้อนจากตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก .ทางสายยางเข้ากระเพาะอาหารของหนูขาวหรือหนูถีบจักร ซึ่งถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วย carrageenan, dextran, paw immersion ในน้ำร้อน , adjuvant ก้อนสำลี รวมทั้ง mustard พบว่าไม่อาจจะลดการอักเสบได้ ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดเอทานอล 95% จากเหง้าแห้งและก็ราก ความเข้มข้น 25 มก./หลุม ทดสอบในจานเพาะเชื้อPseudomonas aeruginosa, Staphylococcus aureus, Streptococcus epidermidis, Streptococcus pyogenes พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียได้ แต่ก็พบว่าบางการทดสอบ เมื่อทดสอบกับเชื้อ S. aureus, S. pyogenes สามารถต่อต้านเชื้อได้เพียงเล็กน้อย สารสกัดน้ำจากราก ความเข้มข้น 10 มล./จานเพาะเชื้อ สารสกัดเอทานอล 95% จากราก ไม่ระบุขนาด สารสกัดน้ำ เฮกเซน และเอทานอลจากราก ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดเมทานอลจากรากไม่เจาะจงขนาด ทดสอบสำหรับการจานเพาะเชื้อ S. aureus , P. aeruginosa พบว่าไม่สามารถที่จะต้านเชื้อแบคทีเรียได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางคลินิกในชะเอมเทศอีกตัวอย่างเช่นกรณีผู้ป่วยโรคกระเพาะของกิน การกินรากชะเอมเทศจะมีผลให้แผลหายเร็วขึ้น 75% สาระสำคัญเป็นสารglycyrrhetic acid (enoxolone) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 15-hydroxyprostaglandin dehydrogenase และ –prostaglandin reductase ทำให้มีการสร้างสาร prostaglandins E รวมทั้ง F ที่กระเพาะอาหาร ซึ่งจะช่วยการสมานแผลกระเพาะอาหารเจริญ ส่วนในกรณีคนป่วยโรคกระเพาะอาหารแล้วก็ไส้ เมื่อกินชะเอมเทศที่มีการสกัดเอาสาร glycyrrhizin ออกไปแล้วในปริมาณ 380 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง พบว่าได้ผลการดูแลและรักษาเท่ากันกับการให้ยาลดกรดรวมทั้งยา cimetidine การเรียนรู้ทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษในมนุษย์ เมื่อนำสารสกัดน้ำจากรากชะเอมเทศ ไปใช้เป็นยาระบายในคน เจอ 5 ราย กำเนิดเป็นพิษ โดยมีลักษณะอาการความดันโลหิตสูง โดยระดับโพแทสเซียมไอออนเพิ่มพลาสมาเรนิน แล้วก็ระดับ aldosterone ต่ำลง ยิ่งไปกว่านี้คนที่กินสารสกัดน้ำจากรากไม่กำหนดขนาด พบว่ามีอาการภาวะความดันโลหิตสูง กระดูกจมูก ขากรรไกร นิ้วมือนิ้วเท้าโตกว่าปกติ (acromegaly) และก็มีลักษณะอาการบวมน้ำร่วมด้วย นอกเหนือจากนั้นยังพบรายงานอาการความดันเลือดสูงเมื่อกินรากชะเอมเทศ ดังเช่นว่า หญิงรับประทานรากชะเอมเทศไม่กำหนดขนาด หญิงอายุ 40 ปี กินรากชะเอมเทศขนาด 100 ก./วัน ผู้ป่วยหญิงเรื่องราวเป็นโรคเบื่ออาหารชายอายุ 36 ปี รับประทาน ขนาด 25 ก./วัน นาน 1 เดือน แล้วก็เด็กผู้ชายอายุ 15 ปี กินลูกกวาดที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบอยู่ 0.5 กรัม นอกจากนี้ยังมีรายงานความเป็นพิษของตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ โดยนำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ได้แก่หญิงกินตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ ขนาด 0.25 กก./วัน และก็ยังมีรายงานว่าหญิงรับประทานชาชงชะเอมเทศ ขนาด 3 ลิตร/วัน มีอาการความดันเลือดสูง การทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดสอบ สารสกัดเอทานอล-น้ำ (1:1) จากราก ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร พบว่าค่าที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50)พอๆกับ 681 มิลลิกรัม/กก. และก็สารสกัดน้ำซึ่งมี glycyrrhizin อยู่ 48-58 % ฉีดเข้าช่องท้องหนูขาว หนูถีบจักร พบว่าค่าที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) เท่ากับ 1.5 ก./กิโลกรัม เมื่อป้อนทางปากหนูขาว หนูถีบจักร พบว่าค่าที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายกึ่งหนึ่ง (LD50) พอๆกับ 16 ก./กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูขาว หนูถีบจักร พบว่าค่าที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายกึ่งหนึ่ง (LD50) พอๆกับ 4.2 ก./กก.อีกการทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอล 30% จากรากไม่ระบุขนาดป้อนให้ทางปากหนูถีบจักรพบว่า ค่าที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งเดียว (LD50) เท่ากับ 32 มล./กก.สารสกัดจากตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นองค์ประกอบ เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร พบว่าค่าที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายเยอะที่สุด (MLD) เท่ากับ 23.6 ก/กก นอกจากนั้นการทดสอบตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ ทดลองในหนูถีบจักรเพศผู้เพศภรรยา พบว่าค่า LD50 มากยิ่งกว่า 5 กรัม/กิโลกรัม และก็สารสกัดเอทานอลจากตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ ทดลองในหนูถีบจักรพบว่าค่า LD50 พอๆกับ 1.8 กรัม/กิโลกรัม พิษต่อตัวอ่อน สารสกัดเอทานอล 40% จากราก ขนาด 1.6 มิลลิลิตร/กก.ทดสอบในกระต่ายแล้วก็หนูขาวที่ตั้งท้อง ไม่พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อน นอกจากนี้การศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษ พบว่าเมื่อให้สารสกัดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วเป็นเวลา 13 สัปดาห์ ไม่พบความเป็นพิษต่อทุกระบบ ยังพบว่าสารสกัดเอทานอล95% จากตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นองค์ประกอบ ขนาด 250 มิลลิกรัม/กก. ให้ทางสายยางลงไปยังกระเพราะของกินหนูขาวที่ท้อง เจอความเป็นพิษต่อตัวอ่อนแต่ผลที่ได้ไม่แน่นอน (equivocal) และก็สารสกัดไม่เจาะจงส่วน ขนาด 200 มก./กิโลกรัมทดสอบในหนูขาวแล้วก็หนูถีบจักร ไม่เจอความเป็นพิษต่อระบบต่างๆของร่างกาย นอกเหนือจากนี้ยาชงจากรากชะเอมเทศ ไม่เจาะจงขนาด ให้ทางสายยางเข้าไปยังกระเพาะอาหารสุนัขแล้วก็หนูขาว ไม่เจอความเป็นพิษ พิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ ความเข้มข้น 250 มคกรัม/มล. และ 500 มคกรัม/มล.ทดลองในการเพาะเลี้ยง CA-mamary-microalveolar พบว่าความเข้มข้นขนาด 250 มคกรัม มีความเป็นพิษต่อเซลล์อย่างอ่อน ส่วนความเข้มข้น 500 มคกรัม ไม่เจอความเป็นพิษต่อเซลล์ นอกนั้นยังพบว่าสารสกัดน้ำร้อนจากตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นองค์ประกอบ ความเข้มข้น 500 มคลิตร/มิลลิลิตรทดลองในการเพาะเลี้ยง cells-HE-1 ความเข้มข้น 250 มคลิตร/มล. ทดสอบในการเพาะเลี้ยง CA-JTC-26 พบว่าที่ความเข้มข้น 500 มคลิตร ไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ ส่วนความเข้มข้น 250 มคล. พบว่ามีพิษต่อเซลล์ อีกการทดสอบหนึ่งพบว่าสารสกัดเอทานอล-น้ำ (1:1) จากตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ ขนาด 25 มคก./มล. ทดสอบสำหรับการเพาะเลี้ยง CA-9KB ไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ ขนาด 2 มก./มล. ทดลองสำหรับในการเพาะเลี้ยง Hela cells ไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำ สารสกัดเมทานอลจากรากชะเอมเทศ ความเข้มข้น 100 มคก/มิลลิลิตร ทดสอบสำหรับเพื่อการเพาะเลี้ยง Vero cells ไม่เจอความเป็นพิษต่อเซลล์นอกนั้นสารสกัดน้ำจากรากชะเอมเทศ ความเข้มข้น 10% ความเข้มข้น 400 มคลิตร/มล.ทดสอบสำหรับเพื่อการเพาะเลี้ยง Hela cells และก็ cell-MT2 ตามลำดับ ไม่เจอความเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดเมทานอลจากราก ทดสอบสำหรับในการเพาะเลี้ยง Ishikava cells และก็ S-30 cells พบว่าค่า IC50 พอๆกับ มากกว่า 20 มคก./มิลลิลิตร แต่ไม่เจอความเป็นพิษต่อเซลล์ ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดน้ำจากตำรับที่มีชะเอมเทศเป็นส่วนประกอบ ไม่กำหนดความเข้มข้น ทดสอบสำหรับเพื่อการเพาะเลี้ยง Salmonella typhimurium TA100, TA98 ไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง 1. ห้ามใช้ในผู้เจ็บป่วยที่มีความดันโลหิตสูง ตับแข็ง สภาวะโปตัสเซียมต่ำ โรคไตเรื้อรัง โรคตับอักเสบ รวมทั้งหญิงตั้งท้อง 2. ห้ามใช้ชะเอมเทศร่วมกับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ 3. หลบหลีกการใช้ชะเอมเทศร่วมกับยาขับเยี่ยวSpironolactone หรือ Amiloride เพราะจะมีผลให้ประสิทธิผลของการรักษาโรคความดันเลือดต่ำลง 4. ผู้ที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรงดบริโภคชะเอมเทศอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เพราะชะเอมเทศอาจก่อกวนการควบคุมความดันเลือดในระหว่างและก็ข้างหลังการผ่าตัด 5. ชะเอมเทศในขนาดที่มากกว่า 50กรัม/วัน เกินกว่า 6 สัปดาห์ จะมีผลให้เกิดการสะสมน้ำภายในร่างกาย เกิดการบวมที่มือและก็เท้า สารโซเดียมถูกขับได้ลดน้อยลง ตอนที่สารโพแทสเซียมถูกขับมากเพิ่มขึ้น นำมาซึ่งการทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น เอกสารอ้างอิง
|