Advertisement
[url=https://absolute-health.org/]โรคภูมิแพคุณเคยรู้สึกสงสารใครคนใดคนหนึ่ง หรือหลายคนบ้างไหม เมื่อทุกๆเช้าหลังตื่นนอน เขาต้องจามติดๆกัน หลายๆครั้ง
หลังจากนั้นก็เช็ดน้ำมูกแล้วเช็ดน้ำมูกอีก
ถ้าเป็นสักวันสองวันก็คงเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ไม่เลวเลยทีเดียว แต่นี่เป็นกันเกือบทุกวัน
ครับ…น่าสงสาร
และผู้ที่มีอาการดังกล่าวทุกๆเช้า ก็คงยิ่งสงสารตัวเองที่มีอาการอันน่ารำคาญเต็มทีนี้
อาการดังกล่าวมักเรียกกันว่าโรคแพ้อากาศหรือโรคเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ทุกวันนี้คำว่า
คงจะคุ้นหูท่านผู้อ่านกันมา เพราะเกือบจะเรียกว่า เป็นโรคยอดฮิตหรือโรคทันสมัยเลยทีเดียว
โรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยคือ [url=https://absolute-health.org/]โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใสำหรับคอลัมน์โรคน่ารู้ฉบับนี้จะว่าด้วยเรื่อง โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ โดยรองศาสตราจารย์แพทย์
หญิงฉวีวรรณ บุนนาค หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิกลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัย
มหิดล ท่านจะมาพูดให้เราเข้าใจว่า โรคภูมิแพ้นั้นเป็นอย่างไร
จะดูแลตนเองอย่างไร และแพทย์เขาจะทำการตรวจรักษาอย่างไร
⇒ โรคภูมิแพ้เกิดจากอะไร
โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดเชื้อ
เป็นโรคที่เกิดเนื่องจากมีความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้ป่วย
เมื่อผู้ป่วยได้รับสิ่งที่แพ้เข้าไปจะทำให้เกิดอาการขึ้น
สิ่งที่แพ้นั้นไม่ใช่เชื้อโรค เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เรามักเรียกสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ว่า สารก่อภูมิแพ้
เช่น ฝุ่นละออง เชื้อรา เกสรดอกไม้บางชนิด เป็นต้น
สิ่งที่อยู่รอบๆตัวเราโดยธรรมชาติ ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายเราได้หลายทาง
ได้แก่ ทางเดินหายใจ ทางการกิน และทางการสัมผัส
คนทั่วไปได้รับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน
แต่ไม่มีอาการเพราะระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่ผิดปกติ
⇒ อาการของโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจเป็นอย่างไรบ้าง
เริ่มด้วยอาการคันในจมูก หรืออาจคันไปถึงในคอ เพดาน อาจคันตา หรืออาจคันไปถึงหูก็ได้
อาการคันเป็นอาการนำมาก่อน และตามด้วยอาการจามติดต่อกันหลายๆครั้ง มีน้ำมูกใสๆตามมา
ต่อมามีอาการแน่นจมูก หรือหายใจทางจมูกไม่สะดวก เพราะเนื้อเยื่อในจมูกบวมขึ้น
ส่วนผู้ป่วยที่เป็นมากบางคนอาจมีอาการหูอื้อ รู้สึกมีน้ำมูกไหลลงคอ หรือมีเสียงดังในหูด้วย
ถ้าเป็นที่หลอดลมจะมีอาการไอและหายใจมีเสียงดังวี้ด แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ถ้านอนก็ต้องลุกขึ้นนั่ง
⇒ สารก่อภูมิแพ้ทางเดินหายใจที่มีผู้แพ้บ่อยที่สุดคืออะไรที่พบบ่อยที่สุดคือ ฝุ่นในบ้าน ตัวไรในฝุ่น นอกจากนั้นก็เป็น นุ่น ขน และรังแคของสัตว์เลี้ยง
เกสรของหญ้า และวัชพืชต่างๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วไป
ไม่จำเป็นต้องมีสวนหรือสนามหญ้าใกล้บริเวณนั้น
เศษชิ้นส่วนและสิ่งขับถ่ายของแมลงในบ้าน เช่น แมลงสาบ ยุง แมลงวัน มด
และเชื้อราในอากาศ เป็นต้น
⇒ บางคนตื่นเช้ามามีอาการเหมือนเป็นหวัด ถือว่าเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ถ้าเป็นนานๆครั้ง เมื่ออากาศเปลี่ยนในตอนเช้าหรือช่วงไหนก็ตามคงไม่ใช่โรคภูมิแพ้
แต่ถ้าเป็นประจำก็สงสัยได้ว่าเกิดจากโรคภูมิแพ้ ที่เรียกว่าโรคแพ้อากาศ
ลักษณะเด่นของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้คือ มักจะมีอาการตอนเช้าหรือหลังสองยามไปแล้ว
ตอนเช้านั้นจะมีอาการจามหรือน้ำมูกใสๆ สักพัก แต่พอแดดออกทำอะไรสักพักก็หาย
เชื่อกันว่าเป็นผลเนื่องมาจาก
– การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนบางอย่างในร่างกาย
– จากปฏิกิริยาของการเปลี่ยนท่า เรานอนอยู่นานๆ พอเช้าก็มีการเปลี่ยนจากนอนนานๆมาเป็นนั่งหรือยืน
– การสะสมของสิ่งที่เราแพ้ เวลาเรานอนอาจมีฝุ่นจากที่นอน จากนุ่น
หรือเชื้อราที่อยู่กับเครื่องนอน แล้วเราหายใจเข้าไปทีละเล็กละน้อย
จนเช้าตื่นขึ้นมา มันอาจจะสะสมอยู่มากจนทำให้เกิดอาการได้ตอนช่วงเช้า
– ตอนเช้าอากาศมักจะเย็น บางคนตอนลุกขึ้นยังไม่เป็น พอล้างหน้าไปโดนน้ำเย็นก็เป็น
⇒ โรคแพ้อากาศและโรคหอบหืด ถือว่าเป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจหรือไม่ เป็นอย่างไร
โรคทั้งสองถือว่าเป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ
การที่จะเกิดอาการของโรคใดนั้น
ก็ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อรับสิ่งที่แพ้เข้าไปแล้วเกิดปฏิกิริยาที่จุดไหนของทางเดินหายใจ
เช่น ถ้าอาการโรคภูมิแพ้เกิดที่จมูก ซึ่งเป็นทางเดินหายใจส่วนต้น
เราก็เรียกว่า โรคแพ้อากาศ เพราะสิ่งที่เราแพ้อยู่ในอากาศ
หรือเวลาอากาศเปลี่ยน จะทำให้มีอาการเพิ่มมากขึ้น
ถ้าปฏิกิริยาเกิดในหลอดลมจะทำให้หลอดลมหดตัวตีบตัน มีอาการไอ หายใจมีเสียงดังวี้ด แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ก็เรียกว่า โรคหืด
โรคหืดมี 2 ชนิด ชนิดแรกเกิดจากการแพ้สารต่างๆที่หายใจหรือกินเข้าไป ชนิดที่ 2
มักเกิดร่วมกับการติดเชื้อ เราตรวจจะไม่พบว่าแพ้อะไร
ไม่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
โรคหืดเป็นโรคที่รุนแรงกว่าโรคแพ้อากาศ ถ้าเกิดอาการรุนแรงแล้วรักษาไม่ทัน คนไข้อาจตายได้ แต่โรคแพ้อากาศยังไม่พบว่าทำให้ตาย
⇒ เราจะรักษาตนเองอย่างไรการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น ผู้ป่วยหลายคนไม่เคยออกกำลังกาย หรืออดนอนเสมอ
เราแนะนำให้เขารักษาสุขภาพให้ดีขึ้น หลังจากออกกำลังกายสม่ำเสมอ
พักผ่อนให้พอเหมาะแล้ว ก็ไม่ต้องมารักษาอีก อาจยังมีการจามบ้างนิดหน่อย
แต่ไม่เป็นอะไรมาก
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อร่างกายมีสุขภาพดีก็จะมีความต้านทานโดยธรรมชาติ แม้จะมีความผิดปกตินิดหน่อยก็ไม่แสดงอาการ
แม้จะพยายามระวังรักษาสุขภาพอย่างดีแล้ว แต่บางทีก็ยังอาจมีอาการมากได้ เช่น เวลาอากาศเปลี่ยน
หรือช่วงที่เป็นหวัด ถ้าเกิดอาการขึ้นมาก็ใช้ยาระงับอาการช่วยได้
ที่รู้จักกันดีคือ ยาแอนตี้ฮิสตามีน หรือยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน
เป็นยาค่อนข้างปลอดภัย ได้ผล และราคาถูก
คนที่เป็นโรคแพ้อากาศ บางครั้งนึกว่าตัวเองเป็นไข้หวัด หรือเวลาเป็นหวัด ให้กินยาแก้ไข้หวัด
ซึ่งมักมียาแก้แพ้ผสมอยู่ด้วย เมื่อกินยาแก้ไข้หวัดแล้วหาย
บางคนจึงใช้ยาแก้หวัดเป็นประจำแทน อันนี้ทำให้ได้รับยาแก้ไข้
และยาอื่นที่มีอยู่เป็นส่วนประกอบโดยไม่จำเป็น
ซึ่งอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายได้
ทางที่ดีกินยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีน เดี่ยวๆ จะปลอดภัยกว่า
อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้ยาแก้แพ้ไปนานๆ อาจเกิดการดื้อยาชนิดนั้นขึ้นได้
ทำให้ต้องใช้ยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งบางคนกินครั้งละ 4 เม็ดก็มี
เช่นนี้คงไม่ดี ควรจะไปพบแพทย์เพราะอาจเกิดอันตรายจากยา
หรืออาจมีโรคแทรกได้สำหรับผู้ที่เป็นโรคหืด
เราไม่ใช้ยาแก้แพ้แอนตี้ฮิสตามีน
เราใช้ยาจำพวกขยายหลอดลมซึ่งมีทั้งกินและฉีด
ที่มา doctor.or.th/article/detail/5645