โรคภูมิเเพ้-อาการ-สาเหตุ-การรักษา-การรักษา-วิธีการป้องกัน-เเละ สมุนไพร

Advertisement


หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: โรคภูมิเเพ้-อาการ-สาเหตุ-การรักษา-การรักษา-วิธีการป้องกัน-เเละ สมุนไพร  (อ่าน 55 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงจันทร์5555
Jr. Member
**

การ์ม่า: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 80


ดูรายละเอียด อีเมล์










« เมื่อ: มีนาคม 22, 2018, 09:24:26 am »



ล้อแม็ก แม็ก แม็กซ์แต่งรถ

↑ ลงทะเบียนรับข่าวสาร

ล้อแม็ก

Advertisement


โรคภูมิแพ้ (Allergy)

  • โรคภูมิแพ้ คืออะไร โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่เกิดจาการตอบสนองของร่างกายมากมายแตกต่างจากปกติต่อแรงกระตุ้นบางจำพวก ก็เลยทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น ซึ่งจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีลักษณะอาการไวไม่ดีเหมือนปกติต่อสิ่งที่สามารถก่อกำเนิดภูมิแพ้ ซึ่งธรรมชาติสารพวกนี้อาจไม่ทำให้เกิดภูมิแพ้กับคนปกติทั่วไป โดยโรคภูมิแพ้เกิดได้ทุกเพศทุกวัย เด็กอายุ 5 ถึง 15 ปี พบได้มากว่าเป็นหลายครั้งกว่าช่วงอายุอื่นๆเนื่องมาจากเป็นช่วงในตอนที่โรคแสดงออกภายหลังจากได้รับ “ตัวกระตุ้น” มานานเพียงพอ อย่างไรก็บางคนอาจจะเริ่มเป็นโรคภูมิแพ้ตอนเป็นผู้ใหญ่และได้ โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่พบบ่อยทั้งโลกรวมทั้งในประเทศไทย จากการสำรวจในประเทศ ไทยพบว่ามีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้น 3 - 4 เท่าภายในเวลา 40 ปีที่ล่วงเลยไป  จากรายงานการเกิดภาวการณ์ภูมิแพ้กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยโรคภูมิแพ้จำนวนโดยประมาณ 10-15 ล้านคน แล้วก็มีลักษณะท่าทางเพิ่มขึ้นอีก 3-4 เท่าข้างใน 5 ปี ด้านหน้า

    ยิ่งกว่านั้น ประเภทของโรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งออกเป็น 4 โรค เป็น

  • โรคหืด (Asthma)
  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือ โรคไซนัสอักเสบ
  • โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic conjunctivitis)
  • โรคผื่นภูมิแพ้ (Atopic eczema)
  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ มีเหตุที่เกิดจากการที่ร่างกายผลิตภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่รับเข้ามา ด้วยการขับสารตัวกลางออกมาต้านสิ่งเจือปนเหล่านั้น กล่าวคือ จะสร้างโปรตีนอีกชนิดหนึ่งขึ้นมา (ทางหมอเรียกว่า อิมมูนโนโกบูลิน-อี) ซึ่งมีคุณลักษณะชอบจับกับเซลล์พิเศษ 2 ชนิด คือ มาสต์เซลล์ และก็เม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล แล้วก็สารตัวกลางนั้นก็ก่อกำเนิดการอักเสบรวมทั้งอาการแพ้แก่ร่างกายด้วย การเกิดโรคภูมิแพ้เป็นเหตุมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายสถานที่สำหรับทำงานมากจนเกินความจำเป็น ทำให้มีการเกิดอาการแพ้ต่อบางสิ่งบางอย่างที่อาจปลอดภัยต่อคนทั่วไป แม้กระนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวบุคคลที่แพ้แค่นั้น สารที่ร่างกายรับเข้ามาและก็กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการแพ้ในลักษณะต่างๆเรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” โดยร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ด้วยการแสดงอาการแพ้ในแบบอย่างที่แตกต่าง ตามประเภทของโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆโดยสารภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในเลือด มีบทบาทคอยคุ้มครอง รวมทั้งกำจัดเชื้อโรคและสิ่งปลอมปนที่ไปสู่ร่างกาย ทำปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้บางจำพวกที่ผู้เจ็บป่วยแพ้ เป็นต้นว่า คนป่วยโรคภูมิแพ้อาหารโดยมาก มักแพ้ของกินพวกไข่ นม ถั่ว ปลารวมทั้งอาหารทะเล การแพ้อาหารจะเกิดขึ้นกับคนที่มีร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ในอาหารจำพวกนั้นแค่นั้น คนที่ไม่ได้เจ็บป่วยจะไม่ปรากฏอาการแพ้   สารก่อภูมิแพ้ที่พบมากจากภูมิแพ้จมูกหรือภูมิแพ้อากาศ มักมาจากไรฝุ่นละออง เชื้อรา หญ้า ละอองเกสร ขนสัตว์ ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศและไปสู่ร่างกายผ่านการหายใจ  สารก่อภูมิแพ้ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังมีหลากหลายประเภท ดังเช่น สารเคมีจากสินค้าทำความสะอาด ถุงมือยาง ยาย้อมสีผม โลหะ เงิน หรือแม้แต่ผงฝุ่นหรือเชื้อโรคที่ลอยปะปนอยู่กลางอากาศ   ส่วนภูมิแพ้ตา มักมีสาเหตุมาจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดไรฝุ่น ควัน สารเคมี ละอองเกสร ขนหรือสะเก็ดผิวหนังของสัตว์ที่ปนเปื้อนอยู่กลางอากาศแล้วก็กระแสลม ไปสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุดวงตา นำมาซึ่งอาการระคายเคืองรวมทั้งมีลักษณะแพ้ที่แสดงออกทางดวงตาในหลายต้นแบบเป็นต้น

ตัวอย่าง กลไกการเกิดภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ที่เป็นผลมาจากฝุ่นละอองแล้วก็ควัน มักเกี่ยวโยงกับระบบภูมิต้านทาน โดยสิ่งที่พวกเราแพ้ในฝุ่นละอองคือโปรตีนนั่นเอง ซึ่งคล้ายกับกลไกการแพ้อาหารในบางบุคคล ได้แก่ แพ้กุ้ง เนื่องด้วยโปรตีนบางสิ่งในเนื้อหรือเปลือกกุ้ง ทั้งนี้ ในหนแรกที่รับฝุ่นผงดังกล่าวเข้าไป ร่างกายจะยังไม่แพ้ แม้กระนั้นระบบภูมิต้านทานจะเรียนรู้ว่าโปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบของฝุ่นละอองดังกว่างนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอก และจากนั้นจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนประเภทดังกล่าว (lgE) เมื่อได้รับฝุ่นละอองประเภทเดียวกันในคราวต่อไป โปรตีนในฝุ่นละอองจะเข้าไปจับกับ (lgE) ซึ่งอยู่บนเม็ดเลือดขาว ทำให้เม็ดเลือดขาวนี้แตกออกรวมทั้งปลดปล่อยสารเรียกว่าฮีสตามีน (Histamine) ออกมา ทำให้เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา คอ เกิดการอักเสบ บวม และก็สร้างเมือกออกมามากกว่าปกติ ทำให้มีการเกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล รวมทั้งคันจมูกตามมา
ดังนี้ สาเหตุที่เกิดโรคภูมิแพ้เพราะระบบภูมิคุ้มกันมีปฏิกิริยาที่ไวเกินความจำเป็นสำหรับการสนองตอบสิ่งแปลกปลอมแบบไม่ดีเหมือนปกติแม้ว่าสิ่งแปลกปลอมนั้นไม่มีอันตรายต่อร่างกาย แม้กระนั้นเป็นความเข้าใจผิดของร่างกายที่รู้สึกว่าสิ่งปลอมปนบางสิ่งมีอันตรายก็เลยมีปฏิกิริยาตอบสนอง โดยการสร้างภูไม่ต้านทางขึ้นเพื่อกำจัดแล้วก็ทำลายสิ่งเจือปนนั้น รวมทั้งแทนที่สารภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นจะเป็นเครื่องคุ้มครองร่างกาย กลายเป็นสิ่งกระตุ้นให้ร่างกายเจ็บเอง ก็เลยทำให้เกิดอาการแพ้นั่นเอง

  • ลักษณะโรคภูมิแพ้ เราสามารถแบ่งลักษณะของโรคภูมิแพ้ตามระบบอวัยวะที่ออกอาการได้ 6 อย่าง คือ
  • อาการแพ้ทางตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะอาการคันและก็เคืองตา ตาแดง  ร้องไห้  หนังตาบวม  แสบตา
  • อาการแพ้ทางจมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ ผู้ป่วยจะมีอาการจาม คันจมูก  น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ  คัดจมูก  คันเพดานปากหรือคอ
  • อาการแพ้ทางหลอด เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืด (asthma) คนเจ็บจะมีลักษณะอาการ ไอ หอบอ่อนล้า หายใจขัด แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด หายใจลำบากหรือหายใจเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลายามค่ำคืน เช้าตรู่มืด หรือขณะบริหารร่างกาย  หรือขณะจับไข้หวัด
  • อาการแพ้ทางผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (atopic dermatitis) ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการคัน มีผดผื่นตามตัว  ผื่นมักแห้ง แดง มีสะเก็ดบางๆหรือมีน้ำเหลืองแห้งกรังปกคลุมอยู่  ในเด็กเล็ก มักเป็นที่แก้ม, ตูด, หัวเข่าแล้วก็ข้อศอก  ในเด็กโตมักเป็นที่ข้อพับของแขนและขา  ในรายที่เป็นเรื้อรัง ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะครึ้มตัวขึ้นแล้วก็มีสีคล้ำขึ้น    นอกจากผิวหนังอาจเกิดการอักเสบจากการสัมผัสกับสารบางประเภทที่แพ้ได้ ดังเช่นว่า ผงซักฟอก  เครื่องแต่งตัว    ผิวหนังอาจมีการอักเสบเป็นตุ่มนูนคัน หรือใหญ่เป็นปื้นนูนแดง และก็คันมากมายที่เรียกว่า ลมพิษ  ซึ่งชอบเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการแพ้อาหาร โดยยิ่งไปกว่านั้นอาหารทะเล หรือ แพ้แมลงกัดต่อย หรือแพ้ยา
  • อาการแพ้ ทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (food allergy) คนไข้จะมีอาการ อาเจียน อาเจียน  ท้องร่วง ปากบวม  เจ็บท้อง  ท้องอืด อาจมีอาการของระบบฟุตบาทหายใจ (อย่างเช่น หอบหืด, แพ้อากาศ) รวมทั้งผิวหนัง (ตัวอย่างเช่น ผื่นคัน, ผื่นคัน) ร่วมด้วย  ของกินที่เป็นสาเหตุได้บ่อย ยกตัวอย่างเช่น นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล ผักและก็ผลไม้บางชนิด ผงชูรส สารกันบูด สารแต่งกลิ่นรวมทั้งสี
  • อาการช็อกจากภูมิแพ้ อาการภูมิแพ้ชนิดนี้ถือว่าน่าขนลุกแล้วก็ร้ายแรงที่สุด มักมีเหตุมาจากการแพ้สารหรือยาที่ฉีดมากกว่า แต่บางทีอาจแพ้สารหรือยาที่รับประทานเข้าไป หรือยาที่นำมาทาผิวหนังก็ได้ ซึ่งพบน้อยกว่า การรักษาทำได้ไม่ยาก ถ้าหากพบหมอทันท่วงที แม้กระนั้นถ้าหากเป็นรุนแรงมากมาย หรือรักษาไม่ทันบางทีอาจเสียชีวิตได้
  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ทางพันธุกรรม แม้บิดาหรือแม่เป็นโรคนี้ เปอร์เซ็นต์ที่ลูกจะเป็น 30% แต่ว่าถ้าเกิดทั้งยังพ่อแล้วก็แม่เป็น ลูกมีสิทธิ์เป็นถึง 50% โดยมีการทำการศึกษาเรียนรู้และก็มีหลักฐานหลายอย่างที่ทำให้มั่นใจว่า โรคนี้ถ่ายทอดทางด้านกรรมพันธุ์ เพราะถ้าทั้งยังบิดารวมทั้งแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะได้โอกาสเป็นโรคนี้ปริมาณร้อยละ 30 ถ้าหากบิดาหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้เพียงคนเดียว ลูกได้โอกาสเป็นภูมิแพ้ได้ร้อยละ 25 แต่ถ้าพ่อแม่ไม่มีใครเป็นเลย ลูกได้โอกาสเป็นร้อยละ 12.5 พูดง่ายๆก็คือ ถ้าบิดารวมทั้งแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้สูงยิ่งกว่าเด็กอื่นถึง 2-4 เท่าอย่างยิ่งจริงๆ สัมผัสสารก่อภูมิแพ้เป็นสารที่ทำให้ผู้เจ็บป่วยกำเนิดลักษณะของโรคภูมิแพ้ซึ่งอาจเป็นสารที่ร่างกายได้รับโดยการ ฉีด รับประทาน หายใจ สัมผัส หรือ ถูกกัดต่อยบนผิวหนังก็ได้ มีอีกทั้งสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน (ดังเช่น ไรฝุ่นละออง แมลงสาบ เศษผิวหนังและขนของสัตว์เลี้ยง เชื้อรา ควันที่เกิดจากบุหรี่) และสารก่อภูมิแพ้นอกบ้าน (ดังเช่น ฝุ่นผงในสถานที่สำหรับทำงาน เกสรดอกไม้ ควันต่างๆ) นอกเหนือจากนี้ อุณหภูมิของอากาศก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการภูมิแพ้ อากาศหนาวเย็นจะมีผลให้มีลักษณะอาการแพ้ง่ายขึ้น ซึ่งสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ก่อเป็นภูมิแพ้ขึ้นได้
  • วิธีการรักษโรคภูมิแพ้[/url] การวิเคราะห์โรค


    ซักเรื่องราว โดยอาศัยคุณสมบัติเฉพาะของอาการ เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้แล้วก็แพทย์จะถามหาโรคภูมิแพ้อื่นๆ(atopic diseases) รวมทั้งอาการโรคเหล่านั้น ที่ผู้ป่วยบางทีอาจเป็นด้วย ดังเช่นว่า โรคหอบหืด โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ยิ่งกว่านั้นจะถามเรื่อง อาชีพ สัตว์เลี้ยง รวมทั้งสภาพแวดล้อม ของผู้เจ็บป่วยทั้งๆที่บ้านแล้วก็สถานที่ทำงานรวมถึงสารที่คนไข้มีความคิดว่าตนแพ้ ประวัติครอบครัวก็มีส่วนช่วยสำหรับในการวินิจฉัยโรค โดยคนป่วยโรคภูมิแพ้อาจมีบิดา แม่ หรือวงศ์ญาติ เป็นโรคนี้ได้
    ตรวจร่างกาย หมอจะตรวจร่างกายด้านนอกว่ามีอาการแสดงใดบ้างที่บ่งชี้ถึงโรคภูมิแพ้ ดังเช่นว่า ตรวจตา จมูก ลำคอ ตอนอก และก็ผิวหนังทั่วไป ในบางรายอาจจำเป็นต้องตรวจการดำเนินงานของปอดด้วยเครื่องเป่าลม หรืออาจจำเป็นต้องเอกซเรย์เพื่อดูหลักการทำงานของปอดร่วมด้วย
    การหา IgE ที่ผิวหนัง  โดยการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (allergy skin test) จะช่วยให้เนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งที่คนป่วยแพ้ ทำให้คนไข้หลีกเลี่ยงได้ถูกต้อง แล้วก็ให้ข้อมูลในกรณีที่จะต้องรักษาผู้ป่วยด้วยวิธี immunotherapy การตรวจวิธีนี้เป็นวิธีที่มีความไวแล้วก็ความจำเพาะสูงสุด ในการตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ มี 2 วิธีคือ

  • Skin prick test ใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ หยดลงบนผิวหนังที่แขน แล้วใช้เข็มสะกิดตรงกลางหยดน้ำยา เพื่อเปิดผิวหนังชั้นบนออก หากผู้ป่วยมี IgE ที่เฉพาะต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น ก็จะเกิดปฏิกิริยา allergic inflammation ขึ้นโดยเกิดรอยนูน (wheal) และผื่นแดง (flare) อ่านผลประโยชน์ในเวลา 20 นาที หลังการทดลอง
  • Intradermal test ใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ จำนวน 0.02 มล.ฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง ให้กำเนิดรอยนูนที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 5 มัธยมม.อ่านผลในเวลา 20 นาที ข้างหลังฉีดโดยวัดขนาดของรอยนูนที่ขยายใหญ่ขึ้น
  • สารก่อภูมิแพ้ที่นำมาทดสอบ มักเป็นสารก่อภูมิแพ้ ที่พบบ่อย อาทิเช่น ฝุ่นบ้าน ตัวไรในฝุ่นละออง แมลงต่างๆที่อาศัยในบ้าน อาทิเช่น แมลงสาบ แล้วก็จะมี positive (histamine) และก็ negative control (carrier substance) ร่วมสำหรับเพื่อการทดสอบด้วย เพื่อมั่นใจว่าคนไข้มิได้แพ้สารที่ใช้ละลายในสารก่อภูมิแพ้ที่นำมาทดสอบ แล้วก็ผิวหนังตอบสนองเจริญต่อ histamine โดยทั่วไปจะทดลองโดยแนวทาง skin prick test ก่อนโดยนับว่าเป็น screening test ถ้าเกิดผล skin prick test ได้ผลลบ จึงทดสอบโดยแนวทาง intradermal test ต่อไป หาก skin prick test ให้ผลบวกแจ่มกระจ่าง ไม่จำเป็นที่ต้องทำการทดสอบโดยแนวทางintradermal test อีก เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิด systemic reaction การทดสอบโดยตรวจหา IgE ที่ผิวหนังนี้ ควรมีเครื่องไม้เครื่องมือตระเตรียมสำหรับ resuscitation ด้วยเสมอ เผื่อในกรณีเกิด anaphylactic reaction
  • การหาจำนวน IgE ในเลือด ซึ่งหาได้อีกทั้ง total IgE คือเป็นระดับของ IgE รวมเบ็ดเสร็จ ไม่เฉพาะต่อสารก่อภูมิแพ้จำพวกใดประเภทหนึ่ง ซึ่งหาได้โดยแนวทาง Paper Radio – Immunosorbent Test (PRIST) แล้วก็หา specific LgE คือหาระดับ IgE ที่เฉพาะต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละจำพวก ซึ่งหาโดยแนวทาง Radio Allergosorbent test (RAST) การหา total IgE ไม่ช่วยมากนักสำหรับในการวินิจฉัยโรค ส่วนการหา specific IgE เป็นที่ชื่นชอบในต่างแดน เหตุเพราะไม่มีความเสี่ยงต่อ systemic reaction ผู้เจ็บป่วยไม่จำเป็นที่ต้องงดยา ไม่ต้องใช้เวลาของผู้ป่วยนานสำหรับในการทดลอง ไม่ราวกับกระบวนการทำ skin test ทำให้สบายเพียงแต่เจาะเลือด 1 ครั้ง หาสารที่ผู้เจ็บป่วยแพ้ได้หลายแบบ แม้กระนั้นในประเทศไม่นิยมใช้ เหตุเพราะมีราคาแพง
  • X-ray sinus เพื่อดูว่าผู้เจ็บป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีโรคแพ้อากาศร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้มาก แล้วก็ควรทำทุกราย จากการศึกษา plain film sinus ในผู้เจ็บป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่ รพ.ศิริราช จำนวน 356 ราย พบว่ามีพยาธิภาวะเกิดขึ้นที่ sinus ถึงร้อยละ 40
การรักษาโรคภูเขาแพ้ อาจแบ่งได้ 3 แนวทาง เป็น

  • การใช้ยาสำหรับการรักษา ขณะนี้มียารักษาอาการโรคภูมิแพ้หลายสิบประเภท แม้กระนั้นเพียงพอจะแยกประเภทได้ 4 จำพวก คือ

ยาแก้แพ้ (แอนติฮิสตะมีน) ที่คนจำนวนมากรู้จักกันดีหมายถึงคลอร์เฟนิรามีน (ยาแก้แพ้เม็ดสีเหลือง อันที่จริงแล้วมีหลายสีสุดแต่บริษัทผลิต) ตอนนี้มียาแก้แพ้ผลิตออกมากว่า 30 ประเภท ราคาตั้งแต่เม็ดละไม่กี่เงินจนถึง 7-8 บาท เชื่อว่าความสามารถไม่มีความต่างกัน ผลกระทบของยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่รับประทานแล้วง่วงงุน คอแห้งผาก อย่างไรก็แล้วแต่ ปัจจุบันนี้มียาแบบใหม่ๆที่รับประทานแล้วไม่อยากนอนรวมทั้งมีฤทธิ์แก้แพ้ได้นาน โดยรับประทานเพียงแต่วันละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอ แต่ว่าข้อเสียเป็น ราคายังแพงอยู่ ยานี้ใช้รักษาอาการคันจมูก จาม ลดน้ำมูก และก็รักษาลมพิษผื่นคัน
ยาแก้คัดจมูก มักเป็นยาทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัว แล้วก็ทำให้น้ำมูกลดลง ผู้เจ็บป่วยจึงรู้สึกสบายขึ้น มียารับประทานแล้วก็ยาพ่น แต่ยาพ่นมีปัญหาหมายถึงเมื่อใช้แล้วในระยะแรกจะได้ผลลัพธ์ที่ดี แม้กระนั้นถ้าหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆจะก่อให้ดื้อยาและก็เป็นมากขึ้นได้ ควรต้องใช้ในระยะสั้นๆเพียงแค่นั้น
ยาขยายหลอดลม (ยาแก้หืด) สำหรับคนที่แพ้กระทั่งมีลักษณะอาการเป็นหืด มีทั้งยากิน ยาฉีด และก็ยาพ่นโดยปกติยังนิยมใช้ยากิน  ส่วนยาพ่น ในต่างถิ่นเป็นที่ยอมรับกันมาก ส่วนในประเทศไทยกำลังเป็นที่ยอมรับเยอะขึ้น ข้อดีคือ มีผลใกล้กันน้อย ไม่ดูดซึมเข้ากระแสเลือดรวมทั้งออกฤทธิ์รวดเร็วทันใจ แต่ว่ามีข้อเสียคือ ก่อนใช้ต้องมีการทำให้ดูเป็นตัวอย่างวิธีการใช้อย่างแม่นยำ มิฉะนั้นจะไม่เป็นผล ส่วนยาฉีดจะใช้กรณีที่หอบมากมายแล้วก็รับประทานยา พ่นยาแล้วไม่ได้ผล
ยาคุ้มครองปกป้องภูมิแพ้ มีอีกทั้งยารับประทานและก็ยาพ่น ยารับประทานคุ้มครองภูมิแพ้สำเร็จในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ส่วนยาพ่นบางชนิดเป็นประโยชน์ในคนแก่ด้วย

  • การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น จัดห้องนอนและก็บ้านให้ไม่ยุ่งยากต่อการกำจัดฝุ่นละอองหรือมีฝุ่นน้อยที่สุด แนวทางการหลักๆก็คือ อย่าให้บ้านรก มีเครื่องเรือนเท่าที่จำเป็น เครื่องเรือนควรเป็นไม้ พลาสติก หรือหุ้มห่อเบาะหนัง ไม่ควรบุนวม หุ้มผ้า เพื่อจะได้ลดฝุ่นผงรวมทั้งทำความสะอาดได้อย่างง่ายดาย พื้นควรจะเป็นพื้นธรรมดาหรือไม้ขัดเงา ไม่สมควรปูพรม วิธีการทำความสะอาดพื้น ควรที่จะใช้ผ้าชุบน้ำถูหรือเช็ดถู หรือใช้เครื่องดูดฝุ่น ไม่ควรใช้ไม้ปัดกวาด แต่บางทีอาจให้ผู้อื่นปัดกวาดเวลาที่คุณไม่อยู่ก็ได้ ไม่สมควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าในบ้าน คนที่แพ้ไรฝุ่น ควรจะหุ้มห่อที่นอนด้วยหนังหรือพลาสติก (ก่อนนอนหุ้มด้วยผ้าสำหรับปูที่นอนอีกชั้นเยี่ยม) จะได้ใช้น้ำอุ่นเช็ดทุกครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือนได้ ควรที่จะใช้หมอนชนิดใยสังเคราะห์และซักน้ำร้อนทุกหนึ่งเดือนเป็นขั้นต่ำ การผึ่งแดดไม่ได้ฆ่าไรฝุ่นแต่อย่างใด ไม่สมควรปลูกต้นไม้ดอกไม้ในห้องนอน เนื่องจากเป็นแหล่งเปียกชื้นอย่างหนึ่ง ควรจะขจัดเพื่อลดปริมาณเชื้อรา หน้ากากเครื่องแอร์ที่ชื้นแฉะหรือผนังที่เปียกชื้น ควรใช้น้ำยาไลซอลเพื่อกำจัดเชื้อรา การหลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่างๆก็มีความจำเป็น คือ ควันจากบุหรี่ ควัน แล้วก็กลิ่นแรงทั้งหลายแหล่
  • แนวทางภูเขามิคุ้นกันบรรเทา (Immuno therapy) หรือการฉีดวัคซีน หากมานะเลี่ยงสิ่งที่แพ้อย่างเต็มที่แล้ว และกินยารักษาอาการที่แพ้ต่างๆแล้วอาการยังเป็นอยู่มากมาย หรือจำเป็นต้องใช้ยาหลายตัว หมออาจพินิจแนะนำให้ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ จุดประสงค์ของการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ก็คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพการตอบสนองของร่างกายจากภูมิแพ้ให้แปลงเป็นมีภูมิต้านทานแพ้แทน แนวทางการฉีดวัคซีนภูมิแพ้มีว่าภายหลังจากทดสอบทางผิวหนังจนกระทั่งรู้แล้วว่าแพ้อะไรบ้าง หมอก็จะนำสารสกัดที่แพ้มาฉีดเข้าใต้ชั้นผิวหนัง โดยเริ่มจากขนาดต่ำๆและก็ค่อยๆเพิ่มขนาดแล้วก็ปริมาณมากขึ้น โดยระยะแรกฉีดทุกหนึ่งสัปดาห์จนถึงขนาดเหมาะสม ต่อไปจะฉีดห่างออกไปเรื่อยจากทุกหนึ่งสัปดาห์ในที่สุดเป็นทุกเดือนถึงเดือนครึ่ง เมื่ออาการแพ้ดีขึ้นมากมายและก็ลดปริมาณยากินต่างๆได้ หมายความว่าเห็นผล ซึ่งมักจำเป็นต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 3 เดือนกว่าจะเห็นผล ถัดไปจะฉีดทุก 1-2 เดือนจนกระทั่งครบ 3-4 ปี (เฉลี่ยแล้วฉีดปีละ 6-12 ครั้งเท่านั้น) ท่านใดที่อาการแพ้หายไป และก็หยุดยาต่างๆได้ เมื่อถึงกำหนด 3-4 ปี แพทย์จะพินิจหยุดฉีดยาท้ายที่สุด
  • การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคภูมิแพ้
  • ใส่หน้ากากคุ้มครองฝุ่นละอองขณะที่ทำงานกับฝุ่น
  • ชำระล้าง เอาวัตถุที่ไม่สำคัญออกมาจากห้องทำงานรวมทั้งห้องนอนให้มากมายทีสุด ในห้องนอนควรมีเครื่องประดับน้อยชิ้นที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งเก็บฝุ่นผง
  • ในกรณีแพ้ไรฝุ่นละออง ควรจะทำความสะอาดเครื่องนอน (ที่นอน หมอน ผ้าที่เอาไว้สำหรับห่ม) โดยซักด้วยน้ำร้อน 60 องศาเซลเซียส ตรงเวลา 15-20 นาที อย่างน้อยทุก 2 อาทิตย์
  • ควรจะตัดต้นหญ้า หรือ วัชพืชบริเวณบ้านเป็นประจำเพื่อลดจำนวนเกสรและสารก่อภูมิแพ้ในวัชพืชแล้วก็ดอกไม้
  • ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขนในบ้าน อย่างเช่น สุนัข แมว นก
  • กำจัดเศษอาหารแล้วก็ขยะต่างๆรวมถึงปิดฝาท่อระบายน้ำเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงสาบ
  • ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเสมอๆแล้วก็ใช้แบบที่มีเครื่องร่อนอาการประเภท HEPA filter (High Efficiency Particulate Air Filter)
  • ระวังไม่ให้บ้าน ห้องอาบน้ำ ชื้นแฉะ และไม่ควรจะปลูกต้นไม้ในบ้านเพาะทำให้เชื้อราเติบโต
  • เลี่ยงบริเวณที่มีควันบุหรี่ ควันไฟ และรอบๆที่มีฝุ่นละอองมากมาย
  • ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ถ้าเกิดมีอาการหอบเหน็ดเหนื่อยเวลาบริหารร่างกาย ควรจะสูดยา ป้องกันอาการหอบก่อน
  • ใช้ยาตามที่หมอสั่งแค่นั้น ไม่สมควรซื้อยามาใช้เอง เพราะว่าบางชนิดถ้าใช้ตลอดนานอาจมีอันตรายได้
  • การติดต่อของโรคภูมิแพ้ เหตุเพราะโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีต้นเหตุจากการทำงานที่เปลี่ยนไปจากปกติที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ของภูมิต้านทานภายในร่างกายของบางคนเท่านั้น ก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนแล้วก็จากสัตว์สู่คน (แต่ว่ามีการสืบทอดทางด้านกรรมพันธุ์ได้)
  • การคุ้มครองตนเองจากโรคภูมิแพ้ เป็นการลดความเสี่ยงสำหรับการกำเนิดโรค คือการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงบริบูรณ์ กินอาหารที่มีสาระและก็ถูกสุขลักษณะ บริหารร่างกายอย่างเหมาะควรบ่อย รวมทั้งหมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปี  และเนื่องด้วยโรคภูมิแพ้เป็นโรคไม่ติดต่อ และจะกำเนิดกับผู้ที่ร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้เท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าว การปกป้องคุ้มครองจำนวนมากก็เลยเป็นกรรมวิธีการสำหรับคนเจ็บ เพื่อไม่ให้อาการแพ้นั้นกำเริบร้ายแรง  ดังเช่น เลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ถ้าหากป่วยด้วยโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว ควรหลบหลีกการสัมผัสหรือเผชิญกับสิ่งที่มีสารที่ตนแพ้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่แพ้อาหารทะเล ควรเลี่ยงการทานอาหารที่ทำมาจากสัตว์สมุทรทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารแปรรูป อาหารสด หรืออาหารแห้ง ผู้ที่แพ้ฝุ่นควรเลี่ยงการเดินทางบนถนนที่มีฝุ่นควัน ไม่ลดกระจกลงขณะขึ้นรถอยู่บนรถ หลีกเลี่ยงการเดินผ่านเขตบริเวณที่มีการก่อสร้าง และรักษาความสะอาดภายในบ้านและห้องนอน ให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดเข้าถึง เพื่อคุ้มครองปกป้องการสะสมฝุ่นและไรฝุ่นผงที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เขียนบันทึก ลงบันทึกประจำวันว่าทำกิจกรรมอะไรหรือรับประทานอะไรแล้วมีลักษณะอาการเช่นไร เป็นการศึกษาเล่าเรียนอาการแพ้ รวมทั้งให้ทราบสิ่งที่แพ้แล้วก็สิ่งที่ไม่แพ้ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลแก่หมอพยาบาล และก็การวางแผนรักษาอย่างเหมาะสมถัดไป กินยา ยาจะช่วยคุ้มครองป้องกันและบรรเทาอาการแพ้ โดยผู้เจ็บป่วยภูมิแพ้จะต้องกินยาดังที่แพทย์กำหนด ไม่หยุดใช้ยาโดยพลการ เพราะเหตุว่าอาจมีผลกระทบ มีลักษณะอาการดื้อยา หรือมีลักษณะแพ้ที่กำเริบเสิบสานขึ้น  จัดเตรียมในคราวฉุกเฉิน สำหรับคนไข้ที่มีอาการแพ้รุนแรง ควรจะแจ้งอาการป่วยของตนเองกับบุคคลสนิทสนม หรือในบางราย หมอจะให้ผู้ป่วยพกยาฉีดเอพิเนฟรินสำหรับฉีดรักษาด้วยการใช้ตนเองถ้าเกิดอาการเกิดขึ้นอีก แล้วก็จัดแจงเบอร์โทรรีบด่วนที่ต้องไว้ภายในกรณีที่มีความเร่งด่วนเสมอ
นอกจากนี้ควรไปพบหมอเมื่อมีอาการตั้งแต่นี้ต่อไป

  • น้ำมูลไหล คัดจมูก จาม คันจมูกเรื้อรัง
  • ภูมิแพ้เรื้อรัง
  • ไอมากหรือเหนื่อยเวลาเป็นหวัด ตอนบริหารร่างกาย หรือยามค่ำคืน
  • ผื่นคันเรื้อรังตามผิวหนังส่วนต่างๆของร่างกาย
  • เป็นลมพิษบ่อย
  • สัมผัสสารบางสิ่งแล้วผื่นขึ้น
  • ทานอาหารบางชนิดแล้วมีผื่น น้ำมูกไหล หรือแน่นหน้าอก
  • คันตา แสบตา ร้องไห้เรื้อรัง
  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคโรคหอบหืด
  • ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ลดการต่อว่าดเชื้อแล้วก็ทุเลาอาการ อย่าง ภูมิแพ้ โรคหอบหืด ถั่งเช่ามีฤทธิ์สำหรับการควบคุมสมดุลของ Allergen-reactive helper T cells Type I และก็ II ผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีการปฏิบัติงานของ Type II มากเกินธรรมดา อันเป็นต้นเหตุของการเกิดโรค นอกเหนือจากนี้มีฤทธิ์ลดการจับของสารก่อภูมิแพ้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การลดกลไกนี้ลงจะก่อให้ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้น้อยลง และก็ยังช่วยลดแนวทางการสร้างอิมมูโนกลอบูลิน จำพวก อี (IgE) +ที่มากเหลือเกิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้และก็เป็นตัวกระตุ้นให้อาการเกิดขึ้นอีก
  • กระเทียม สารอัลลิสินที่สกัดได้จากกระเทียมมีคุณลักษณะ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยทำให้คนเจ็บไม่เป็นหวัด ช่วยบำบัดอาการของโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
  • ไพล เหง้าไพลมีน้



GPSราคาถูก | เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ | Ran Online | Ragnarok | โปรโมชั่น | เกมส์ออนไลน์

Promotion
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ฐานข้อมูลผิดพลาด
ลองอีกครั้ง ถ้าเกิดการผิดพลาดอีกครั้ง ให้แจ้งผู้ดูแลระบบด้วย
กลับ