ประวัติความเป็นมาเพตรา หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

Advertisement


หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติความเป็นมาเพตรา หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก  (อ่าน 47 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
penpaka2tory
Drift King
*****

การ์ม่า: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13922


ดูรายละเอียด อีเมล์










« เมื่อ: มิถุนายน 28, 2019, 03:58:10 am »



ล้อแม็ก แม็ก แม็กซ์แต่งรถ

↑ ลงทะเบียนรับข่าวสาร

ล้อแม็ก

Advertisement

ประวัติเพตรา หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศจอร์แดน ทัวร์จอร์แดน)
 นครเพตรา คือนครหินสลักโบราณที่กบดานอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา ช่องเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซีกับทะเลอัคบาในประเทศ จอร์แดน นครนี้ก่อนนั้นเป็นนครแห่งการค้าขายขนาดใหญ่ซึ่งถัดมาถูกทอดทิ้งนานกว่า 700 ปี จนกระทั่งเมื่อมีนักตรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบเห็นเข้าเมื่อปี พุทธศักราช 2355 (คริสต์ศักราช 1812)
 
 นครเพตราได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยกล่าวชี้แจงไว้ว่า "ยอดเยี่ยมในสิ่งที่ล้ำค่าเยอะที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ" ตอนนี้สามารถเดินทางเข้าไปโดยอาศัยม้าเท่านั้น
 ช่วงวันที่ 7 ก.ค. พุทธศักราช2550 นครเพตราได้รับคัดให้เป็น 1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ของโลก จากการลงคะแนนทั่วทั้งโลกทั้งยังทางอินเทอร์เน็ตรวมทั้งโทรศัพท์มือถือ
 
 ประวัติความเป็นมาเพตรา
 ชนกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เพตราเป็นพวกเอโดไมต์ ซึ่งเข้ามาราวปี 1000 ปีกลายคริสตกาล แม้กระนั้นชนชาติที่สร้างเมืองเพตราขึ้นมานั้นเป็นกสิกรบาเทียนในตอนศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงแค่ชนเผ่าตะลอนในทะเลทรายอาหรับ กลุ่มคนเหล่านี้สกัดหน้าผาหินทรายเป็นบ้านเรือนและก็อาศัยอยู่ในถ้ำทีมีอยู่ทั่วเมือง พวกเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงแกะแต่เปลี่ยนมาค้าขายและก็รับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้แก่กองคาราวาน คนเผ่านี้มีความซื่อสัตย์ ค่าธรรมเนียมผ่านทางที่เรียกเก็บจากผู้สัญจรก็ช่วยทำให้พวก นาบาเทียนมีชีวิตที่รุ่งเรื่องขึ้น
 ต้นสายปลายเหตุที่เพตราตั้งอยู่บนดินแดนอันแห้งแล้ง มีแม้กระนั้นหินกับทรายนั้นก็น่าจะเนื่องจากว่า เพตราตั้งอยู่เส้นทางพาณิชย์สำคัญที่สุดของโลกในช่วงเวลานั้น 2 สาย อาทิเช่นเส้นทางสายสายตะวันออก - สายตะวันตกแหลมอาหรับกับอ่าวเปอร์เซียจนกระทั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และสายสายเหนือ - ใต้ ที่เชื่อมทะเลแดงกับ กรุงดามัสกัส ซีเรีย นอกนั้นเมืองนี้ยังมีแหล่งน้ำจืดสำคัญซึ่งต่อมาเรียกกันว่า วาดี มูซา หรือ ซอกเขาโมเสส ซึ่งเล่ากันว่าเป็นน้ำที่ได้เมื่อโมเสสเสกออกมาเพื่อชาวยิวได้รับประทานแก้กระหาย เหล่าพ่อค้าหรือผู้เดินทางที่เดินทางผ่านทะเลทรายอันว่างไม่แล้วก็แล้งใกล้เคียงนั้นเป็นไปไม่ได้เลือกอื่น นอกเหนือจากมุ่งมาที่เมืองเพตราอย่างเดียว
 เพตราเป็นศูนย์กลางค้าขนาดใหญ่ จนทำให้นักท่องเที่ยวชาวภาษากรีกมักนำเรื่องความรวยมาเล่าให้ฟัง ตามบันทึกของสตราโบ นักภูมิศาสตร์ชาวกรีกได้อธิบายไว้ว่า เมืองเพตราเป็นตลาดซื้อผลิตภัณฑ์สำคัญที่สุดของโลกตะวันออก ยางไม้หอม กำยาน เครื่องเทศของชาวอาหรับ ทองแดง เหล็ก เครื่องถ้วยชาม รูปปั้น ผ้าย้อมของชาวฟินิเซียนล้วนถูกลำเลียงผ่านเมืองเพตราไปสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แล้วก็ชาวเปอร์เซีย
 เพตราเจริญถึงขีดสูงสุดในตอน 50 ปีกลายคริสตกาล จนกระทั่งคริสต์ศักราชที่ 70 ในเวลานี้เพตราถูกปกครองด้วยกษัตริย์นาม อารีตัสที่ 4 ผู้ที่ชาวภาษากรีกยกย่องให้ว่า ฟิโลเดมอส ซึ่งแปลว่า ผู้รักราษฎรและด้วยความมั้งคั้ง ความเป็นเมืองที่อยู่ไกลห่าง และก็ชัยภูมิอันเหมาะสมแก่การเป็นผู้พิชิต ก็เลยทำให้เมืองได้โอกาสเจริญเติบโตได้โดยง่ายโดยไม่ต้องกลัวศัตรูจากพายนอก
 
 วิหารใหญ่ในเมืองเพตรา
 ชาวเพตราเชื่อถือเทพเจ้าสององค์คือ เทพดูซาเรส เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์แล้วก็เทพอัลอัซซา ชายาของเทวดามองซาเรส เทวีแห่งน้ำ
 การล่มสลายด้วยสาเหตุอันเกิดจากที่เกิดเมืองใหม่รวมทั้งทางค้าขายใหม่ที่ปลอดภัยและก็สบายกว่าในช่วงเวลาต่อมา เพตราที่เคยเจริญด้วยการค้าก็เริ่มสูญเสียอำนาจลง เมืองอ่อนแอและก็ถูกฝรั่งโจมตีเข้าได้ง่ายจนกระทั่งเมื่อถึงปี พ.ศ. 649 (ค.ศ. 106) พวกโรมันนำโดยจักรพรรดิทราจัน หรือ ไทรอะนุส ได้เข้ายึดครองเพตราและรวมนครนี้เข้ามาเป็นจังหวัดในจักรวรรดิโรมัน แต่เพตราก็ยังคงดำรงอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งราวปี ค.ศ. 300 เมื่อจักรวรรดิโรมันเริ่มสั่นคลอน ซึ่งถัดมาในปี พุทธศักราช 906 (ค.ศ. 363) แผ่นดินไหวก็ได้ทำลายตึกแล้วก็ระบบชลประทานที่จัดว่าดีเลิศของเมืองลง
 ในตอนคริสต์ศตวรรษที่ 5 เพตรา เปลี่ยนเป็นที่ตั้งคริสต์ศาสนาบริเวณของบิชอป แล้วถูกชาวมุสลิมยึดในคริสต์ศตวรรษที่ 7 และจากนั้นก็เสื่อมโทรมมาเรื่อยๆจนลบเลือนหายไปจากผู้คน
 
 การศึกษาค้นพบ
 ถึงซากเมืองเพตราจะเป็นสิ่งที่น่าสอดรู้สอดเห็นของคนเราในช่วงยุคกลาง ได้แก่มีสุลต่านของอียิปต์ ไบบารส์ เดินทางเข้าไปยอดเยี่ยมชนในตอนก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 13 แต่ว่าการศึกษาและทำการค้นพบเพตราที่ส่งผลให้เกิดการเปิดเผยต่อสายตาชาวโลกเกิดขึ้นอย่างเงียบๆเมื่อปี พ.ศ. 2355 (คริสต์ศักราช 1812) เมื่อมีนักตรวจชาวประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท ซึ่งกำลังเดินทางจากจอร์แดนไปอียิปต์เพื่อไปเรียนรู้ถึงแหล่งที่ฯลฯกำเนินของแม่น้ำไนล์ บวร์กฮาร์ทได้มองเห็นด้านหน้าอันใหญ่มโหฬารของเพตรา แม้กระนั้นผู้นำทางท้องถิ่นสั่งห้ามไม่ให้เขาลงไปทำอะไรตรงนั้น บวร์กฮาร์ทก็เลยแอบบันทึกย่อไว้ช่วงเวลาที่อูฐเดินผ่าน ถึงแม้จะเป็นเพียงบันทึกเล็กๆอย่างคร่าวๆแต่ก็ถือได้ว่าเป็นการที่เปิดเมืองสู่สายตาชาวโลก ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2369 (คริสต์ศักราช 1826) เลออง เดอ ลาบอร์ด ชาวประเทศฝรั่งเศสที่ได้เดินทางเข้าไปสำรวจเมืองแล้วก็เขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า "Voyage de I' Arabir Petree" หมายความว่า "การเดินทางในเพตราที่อาหรับ" (พิมพ์ในปี พ.ศ. 2373) ซึ่งการเขียนหนังสือคราวนี้ถือว่าเป็นการนำภาพและก็ความรู้ต่างๆที่ชาวโลกไม่เคยเห็นมาเปิดเผยให้ได้รับทราบ
 
 การสำรวจทางโบราณคดีวิทยาเริ่มขึ้นในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่20 ซึ่งในตอนนี้ก็ยังคงปฏิบัติงานสำรวจอยู่ต่อไป
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : domaci-servis.com

เครดิต : [url]http://domaci-servis.com/บาคาร่า-ออนไลน์ที่กล้าก/[/url]

Tags : http://domaci-servis.com



GPSราคาถูก | เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ | Ran Online | Ragnarok | โปรโมชั่น | เกมส์ออนไลน์

Promotion
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ฐานข้อมูลผิดพลาด
ลองอีกครั้ง ถ้าเกิดการผิดพลาดอีกครั้ง ให้แจ้งผู้ดูแลระบบด้วย
กลับ