Advertisement
อุบัติเหตุ คือ เหตุที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายอย่างไม่คาดหวังและก็เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมี
ผลพวงต่อการทำงานทรัพย์สินแล้วก็บุคคล สิ่งจำต้องคิดถึงเสมอสำหรับเพื่อการดำเนินงานเป็นความปลอดภัย
โดยเฉพาะการก่อสร้างการสร้างโดยเครื่องจักร ซึ่งมีความเสี่ยงสูงถ้าหากการป้องกันไม่รัดกุมเพียงพออาจส่งผลให้กำเนิด ความทรุดโทรมทั้งผู้ปฏิบัติการ ผลิตภัณฑ์ แล้วก็เครื่องจักรสำหรับในการผลิตสำเร็จเสียการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งมีต่อองค์แขน ดังเช่นว่า เสียหายต่อทรัพย์สิน เสียชีวิต เสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ เสียอิสรภาพต้องโทษทางด้านกฎหมาย เสียเวล่ำเวลากู้สถานการณ์ เสียขวัญรวมทั้งกำลังใจ เสียเวลาฟื้นฟูสภาพจิตใจ เสียประสิทธิ์ภาพการทำงานถดถอย เสียชื่อเสียง เป็นต้นว่า คอนโดที่มีอุบัติเหตุผู้ตายมักจะขายได้ไม่มากมาย
กฎหมายที่เกี่ยวพันกับความปลอดภัยในการดำเนินการ
งานด้านวิศวกรรม เป็นงานที่เกี่ยวพันกับความปลอดภัยของคนเราจำนวนมาก วิศวกรจำเป็นต้องมี
วิชาความรู้ดี ความเข้าใจถึงเหตุที่จะมีอันตราย แล้วก็หาวิธีการปกป้องก่อนจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น ถ้าหาก
อุบัติเหตุจนถึงมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจะเป็นการฝืนกฎหมายทันที และมีความผิดต้องโทษอาญา
เหตุเพราะเป็นผู้จะรับผิดชอบในหน้าที่ เพราะฉะนั้นวิศวกรต้องทราบ ในข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับควาไม่เป็นอันตรายและก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ข้อบังคับโดยธรรมดาได้รับการกลั่นกรองเพื่อนำมาปฏิบัติ เพื่อคุ้มครองความผิดพลาดที่อาจจะมีการเกิดขึ้นและมีผลเสียต่อคนอื่นข้อบังคับที่เกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัยจะอยู่ภายใต้การดูแลดูแลหลายกระทรวง ภายใต้พระราชบัญญัติต่างๆดังเช่น
พระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542
พ.ร.บ.ความปลอดภัยอาชีวอนามัยรวมทั้งสภาพแวดล้อมสำหรับเพื่อการดำเนินการ พุทธศักราช2554
พระราชบัญญัติปกป้องแรงงานกสร.
พ.ร.บ.โรงงาน พุทธศักราช 2535 ข้อบังคับความปลอดภัยในโรงงานกฎหมายความปลอดภัยสำหรับเพื่อการปฏิบัติงาน
พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
พระราชบัญญัติการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2542
พระราชบัญญัติ รวมทั้งข้อบังคับ อื่นๆ
พระราชบัญญัติต่างๆจะกำ คราวดกฎหมายออกมาควบคุมในด้านต่างๆดังเช่นว่า ด้านแรงงานด้านก่อสร้าง ด้านเครื่องจักร ด้านอาชีวอนามัย หรือเฉพาะด้าน ตัวอย่างเช่น ด้านกัมมันตภาพรังสี หรือด้านสภาพแวดล้อม ฯลฯ
สาเหตุของอุบัติเหตุ (Causes of Accidents) H.W. Heinrich ได้ศึกษาเล่าเรียนถึงสาเหตุที่นำมาซึ่งอุบัติเหตุในงานอุตสาหกรรมต่างๆในปี ค.ศ. 1920 ผลการศึกษาวิจัย สรุปได้สิ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ที่สำคัญมี 3 ประการ ดังเช่นว่า
ปัจจัยที่เกิดขึ้นมาจากคน (Human Cause) มีจำนวนเยอะที่สุดหมายถึง88% ของการเกิดอุบัติเหตุทุกครั้ง ได้แก่ การทำงานที่ผิดจำเป็นต้อง ความพลั้งพลาด ความประมาทและไม่มีความระมัดระวัง การมีนิสัยถูกใจเสี่ยงในการทำงานเป็นต้น
สาเหตุจากการออกแบบที่ผิดจะต้องสมควร ดังเช่นว่า ด้านแนวทางการผลิต
ด้านวิศวกรรม ด้านการดัดแปลงไม่เป็นตามหลักวิชาการ (Health, Safety, Environmental impact,Energy) เป็นต้น
สาเหตุจากการผลิต จัดตั้งผิดจำต้องเหมาะสม เป็นต้นว่าด้านความรู้สำหรับในการติดตั้งไม่ละเอียด
ด้านการไม่เรียนรู้แนวทางการทำงานของเครื่องจักรที่จัดตั้ง วิชาความรู้ด้านขับเคลื่อน การหยุดเครื่องฉับพลัน ระบบนิรภัยที่จำเป็นจะต้อง เครื่องมือช่วยกรณีฉุกเฉิน
การใช้แรงงานแล้วก็การบำรุงรักษา ได้แก่ การตรวจเช็คตามช่วงเวลาต่างๆการสอบเทียบเคียงวัสดุอุปกรณ์ตรวจวัด การบำรุงรักษา การบูรณะ ฯลฯ
มูลเหตุที่เกิดขึ้นมาจากข้อผิดพลาดของเครื่องจักร (Mechanical Failure) มีปริมาณเพียงแค่ 10%ของการเกิดอุบัติเหตุทุกหน ตัวอย่างเช่น ส่วนที่เป็นอันตรายของเครื่องจักรที่ไม่มีเครื่องคุ้มครอง เครื่องจักรวัสดุหรือเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆชำรุดขาดตกบกพร่อง รวมทั้งการวางแผนผังโรงงานไม่เหมาะสม สิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงานไม่ปลอดภัย ฯลฯ
ต้นสายปลายเหตุที่เกิดจากธรรมชาติ (Natural Disaster) มีปริมาณเพียงแต่ 2 % เป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ นอกจากการควบคุมได้ ดังเช่น แผ่นดินไหว พายุ อุทกภัย ฟ้าผ่า กำเนิดพิกัดที่วางแบบรองรับ ฯลฯ
การสร้างความปลอดภัยสำหรับเพื่อการดำเนินงาน
หัวใจสำคัญของการทำงานคือการช่วยกันสร้างความปลอดภัยสำหรับในการทำงานโดยวิธีการป้องกัน(Passive หรือ Prevention) มิให้เกิดขึ้น อาทิเช่น การฝึกอบรมให้ความรู้ ความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้องก่อนเข้าทำงานการต่อว่าดตามวัดผลการกระทำสำหรับในการทำงานของพนักงาน และก็สิ่งแวดล้อมที่ทำงาน แล้วก็โดยวิธีปกป้องรักษา (Active หรือ Protection) ยกตัวอย่างเช่น การนำเอาวัสดุอุปกรณ์ด้านนอกมาปกป้องรักษาอวัยวะ ปกปิดสินค้า รวมทั้งปกคลุมเครื่องจักรที่จำเป็นต้องต่อการปฏิบัติงาน เพื่อผ่อนหนักให้เบาลงเพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัยสำหรับเพื่อการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องยึดหลักการ 3E คือการใช้ความรู้ทางด้านวิชาการ ด้านวิศวกรรมศาสตร์-(Engineering- E) คือ ในด้านการออกแบบ และคำนวณเครื่องจักร อุปกรณ์ ที่มีภาวะการใช้แรงงานที่ปลอดภัยที่สุด การตำหนิดตั้งเครื่องปกป้องอันตรายให้แก่ส่วนที่เคลื่อนไหว หรืออันตรายของเครื่องจักร การวางแผนผังโรงงานระบบไฟฟ้า แสงไฟ เสียง การถ่ายเทอากาศฯลฯ
การให้การศึกษา หรือการฝึกอบรม-(Education-E)หมายถึงแล้วก็ชี้แนะคนงาน หัวหน้างาน ตลอดจน
ผู้ที่เกี่ยวข้องสำหรับเพื่อการดำเนินงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการคุ้มครองปกป้องอุบัติเหตุ และการสร้างความปลอดภัยในงานให้รู้ดีว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้น และก็คุ้มครองป้องกันได้อย่างไร และจะดำเนินการวิธีใดจะไม่มีอันตรายที่สุด เป็นต้น การใช้มาตรการบังคับควบคุม-(Enforcement-E)หมายถึงการกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัย แล้วก็การควบคุมบังคับอย่างเป็นจริงเป็นจังและครัดเคร่งกัดขัน ให้คนงานทำตามเป็นกฎเกณฑ์ปฏิบัติ และจำเป็นต้องประกาศให้ทราบทั่วถ้าใครกันแน่ฝืน หรือเปล่าทำตามต้องถูกลงโทษ เพื่อกำเนิดจิตสำนึก กำเนิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรขึ้น แล้วก็หลีกเลี่ยง ความประพฤติปฏิบัติที่ผิดจำเป็นต้อง หรือเป็นโทษ หากพินิจพิเคราะห์ความปลอดภัยสำหรับเพื่อการดำเนินการ ถูกระบุเป็นข้อบังคับบังคับใช้ในด้านต่างๆซึ่งจำเป็นจะต้องศึกษารวมทั้งทำตามอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการทำงานจริงจำเป็นจะต้องเรียนรู้รายละเอียดเพิ่มมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเกี่ยวพันกับด้านบุคคลผู้ปฏิบัติงาน สถานที่ปฏิบัติงานเครื่องจักรวัสดุอุปกรณ์ และก็สิ่งแวดล้อมในปฏิบัติการ เป็นต้น
ความปลอดภัยเฉพาะบุคคล
ความปลอดภัยส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่จำต้องนึกถึงเป็นลำดับแรก ความปลอดภัยส่วนตัว มักจะเป็นเชิงคุ้มครองด้วยเครื่องมือสำหรับความปลอดภัยเป็นหลักโดยจำต้องใส่เครื่องไม้เครื่องมือคุ้มครองปกป้องอวัยวะต่างๆของร่างกาย สำหรับเพื่อการปฎิบัติงาน ผู้ปฎิบัติงานจำเป็นที่จะต้องทราบแนวทางใช้งาน จำพวก ข้อกำหนด ตลอดจนการดูแลรักษาอย่างถูกต้องเพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ปฎิบัติงานเอง เครื่องมือคุ้มครองความปลอดภัยเฉพาะบุคคล คือ วัสดุอุปกรณ์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะเอามาสวมใส่บนส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือหลายส่วนของบุคคลนั้นๆเพื่อคุ้มครองไม่ไห้ได้รับอันตรายจากการทำงาน หรือลดความร้ายแรงของการเผชิญอันตรายที่อาจเกิดขึ้นประเภทของวัสดุอุปกรณ์ปกป้องอันตรายเฉพาะบุคคลสามารถ
แบ่งตามรูปแบบของงานที่ใช้คุ้มครองป้องกันอันตรายได้ ดังนี้
เครื่องใช้ไม้สอยคุ้มครองปกป้องศีรษะ (Head Protection)
อุปกรณ์คุ้มครองปกป้องเท้า (Foot Protection)
อุปกรณ์คุ้มครองหน้ารวมทั้งดวงตา (Face and Eye Protection)
เครื่องมือคุ้มครองป้องกันระบบทางเท้าหายใจ (Respiratory Protection)
เครื่องไม้เครื่องมือป้องกันระบบการได้ยิน (Hearing Protection)
อุปกรณ์ป้องกันมือรวมทั้งแขน (Hand and Arm Protection)
วัสดุอุปกรณ์คุ้มครองปกป้องการตกจากที่สูง (Fall Protection)
วัสดุอุปกรณ์ตรวจจำนวนสารพิษประจำตัว
1.วัสดุอุปกรณ์คุ้มครองศีรษะ (Head Protection)
เครื่องใช้ไม้สอยคุ้มครองป้องกันหัว สำหรับปกป้องศีรษะจากการกระแทก ชน หรือวัสดุจากที่สูงมากระทบโดยวัสดุอุปกรณ์จะมีลักษณะแข็งแรง แล้วก็ทำด้วยวัสดุที่ไม่เหมือนกันออกไป ซึ่งประกอบด้วย หมวกกันน็อกซึ่งใช้คุ้มครองปกป้องการกระแทก การเจาะทะลุของอุปกรณ์ที่ตกลงมากมายระทบกับหัวหรือใช้ยับยั้งไฟฟ้า ทนความร้อนไหม้ หมวกกันศีรษะชน ซึ่งใช้งานในที่แคบๆและหมวกคลุมผม เพื่อปกป้องเส้นผมไม่ให้เกี่ยวเนื่องกับเครื่องจักรหรือส่วนประกอบอะไรก็แล้วแต่ซึ่งจะดึงรั้ง ลากเกิดอันตรายต่อศีรษะได้ ดังเช่นว่า หมวกกันน็อก (Safety Helmet) ใช้เพื่อคุ้มครองปกป้องหัวจากการกระทบ การเจาะทะลุ วัตถุปลิว หรือกระเด็นมาโดน รวมทั้งไฟฟ้า มีลักษณะแข็งแรงทำด้วยอุปกรณ์ที่นาๆประการหมวกกันน็อกประกอบไปด้วยตัวหมวก (Head Shell) รองในหมวก (SuspensionLine) แล้วก็สายรัดคาง (Chin Straps)
2.เครื่องใช้ไม้สอยคุ้มครองป้องกันเท้า (Foot Protection)
เครื่องใช้ไม้สอยคุ้มครองเท้ามีความหมายและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องปฏิบัติงานในสถานที่ที่บางทีอาจ
ได้รับอันตรายกับเท้าได้ ซึ่งพนักงานควรจะหารองเท้าหุ้มข้อหรือรองเท้าที่เสริมด้วยเครื่องมือคุ้มครองต่างๆที่เรียกว่า รองเท้านิรภัย (Safety Shoes) เป็นรองเท้าที่สวมใส่ในการดำเนินการเพื่อป้องกันการเจ็บของเท้า บางครั้งก็อาจจะเป็นรองเท้าปกติที่ใช้งานทั่วๆไป แต่ใส่เครื่องใช้ไม้สอยคุ้มครองลงไปบางทีอาจครอบลงที่หัวหรือพื้นรองเท้าเครื่องไม้เครื่องมือคุ้มครองป้องกันน่าจะรับได้โดยประมาณ 11,000 โล และก็แรงชน (Impact Load) เกินกว่า 20 กก.ที่ระยะทาง 1 ฟุต รองเท้านิรภัยแบ่งเป็น 6 ชนิด ดังเช่น
กรัม รองเท้านิรภัยจำพวกหัวโลหะมีเหล็กหัวบัว (Steel Toe Cap) ป้องกันอันตรายที่บางทีอาจกำเนิด
กับนิ้วเท้า อาจมีแผ่นโลหะรองพื้นกันการแทงทะลุของของมีคมนิยมใช้แพร่หลาย
ข. รองเท้าตัวนำไฟฟ้า มีตัวนำกระแสไฟฟ้าประกอบเหล็กอยู่ที่ตัวรองเท้าเพื่อให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านไปได้ และองค์ประกอบประเภท nonferrous เพื่อลดการเกิดประกายไฟเพราะการเสียดสี
ค. รองเท้าหล่อหลอมโลหะเพื่อคุ้มครองความร้อนและอันตรายจากโลหะที่หลอมละลายมักทำจากวัสดุคุ้มครองความร้อนเป็นต้นว่า อลูมินัมหรือแอสเบสทอส
ง. รองเท้าป้องกันการปะทุเป็นรองเท้านิรภัยที่คุ้มครองป้องกันไม่ให้เกิดประกายไฟขณะการใช้งาน
จังหวัด รองเท้าปกป้องอันตรายจากไฟฟ้าวัสดุที่ใช้เป็นยางเพื่อรองเท้าจะไม่มีส่วนที่เป็นโลหะยกเว้นส่วนที่เป็นเหล็กหัวบัว ซึ่งจะถูกห่อหุ้มด้วยฉนวน
ฉ. รองเท้าคุ้มครองปกป้องสารเคมีทำด้วยอุปกรณ์ที่ทนต่อการกัดกร่อนของน้ำมัน หรือสารเคมี
3.เครื่องใช้ไม้สอยคุ้มครองดวงตาแล้วก็ ใบหน้า (Eye and Face Protection)
การกระทำงานอะไรบางอย่างที่เสี่ยงอันตรายที่อาจจะมีการเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า โดยเหตุนี้ เครื่องไม้เครื่องมือปกป้องใบหน้าแล้วก็ดวงตาต้องในการคุ้มครองความร้อน การแผ่รังสีที่มีอันตราย การเชื่อมโลหะการตัดโลหะ เป็นต้นว่า หน้ากากกรองแสงสว่าง หมวกครอบกันกรด หมวกครอบแบบจ่ายอากาศ แล้วก็อุปกรณ์คุ้มครอง
แบบใช้มือถือ โดยจะสร้างจากวัสดุทนไฟ ป้องกันแสงสว่างที่ทำให้เป็นอันตรายและทนต่อการใช้น้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาดน้ำหนักค่อย สำหรับ แว่นครอบตามีถ้วยครอบตาพร้อมเลนส์ 2 ชิ้น ถ้วยครอบตาทั้งคู่ยึดติดกันด้วยสะพานเชื่อม ถ้วยครอบตาทำด้วยพลาสติก หรือสิ่งของที่ทนร้อน ป้องกันการติดเชื้อ ป้องกันน้ำซึมที่ถ้วยครอบตาแต่ละข้างจะยึดด้วยกรอบเลนส์ ซึ่งจะทำด้วยโลหะหรือพลาสติกก็ได้ ตัวอย่างเช่น แว่นตานิรภัย(Safety Glasses or Spectacles) แว่นนิรภัยมีรูปร่างคล้ายแว่นตาที่ใช้ทั่วไปไม่เหมือนกันตรงที่เลนส์ของแว่นสายตานิรภัยสามารถทนต่อแรงชน แรงเจาะความร้อนรวมทั้งสารเคมีได้ดี แว่นสายตานิรภัย เหมาะสมที่จะใช้กับงานกลึง ไสเจียระไนหรืองานที่มีความเสี่ยงต่ออุปกรณ์กระเด็นมากมายระทบดวงตา
4.เครื่องมือป้องกันอันตรายระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Protection)
ผู้ปฏิบัติงาน น่าจะจัดหาสำหรับคุ้มครองอันตรายที่เกิดสังกัดระบบหายใจในสภาพการณ์ห้อมล้อมที่มีมลพิษหรือมีปัญหาในการหายใจ ซึ่งพนักงานควรที่จะเลือกใช้อุปกรณ์ปกป้องระบบฟุตบาทหายใจให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมสำหรับเพื่อการปฏิบัติงานแต่ละสถานที่ ซึ่งวัสดุอุปกรณ์ปกป้องระบบทางเท้าหายใจเป็นการหายใจเอาอากาศสะอาดเข้าสู่ร่างกายย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ แม้กระนั้นในสถานการณ์โอบล้อมสำหรับการปฏิบัติงานบางที่ที่มีสารอันตรายแปดเปื้อนในสภาพแวดล้อม อาจจะส่งผลเสียที่เกิดอันตราย ต่อร่างกายของคนทำงานได้ โดยทั่วไปแล้ว สารเจือปนในสภาพแวดล้อมสามารถแบ่งตามจำพวกของสารเจือปนได้ดังต่อไปนี้
กรัม ฝุ่น มีต้นเหตุมาจากการแตกตัวของของแข็งได้แก่ บด ชน ขัด อาทิเช่น ฝุ่นละอองไม้ ฝุ่นหิน เป็นต้น
ข. ละออง เป็นอนุภาคของเหลวขนาดเล็กเกิดจากการผสมฉีดพ่น ตัวอย่างเช่น ละอองจากการฉีด
พ่นสารเคมี
ค. ควัน เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากโลหะถูกหลอมเปลี่ยนเป็นไอรวมทั้งเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว ดังเช่นว่า งานบัดกรี
หลอมโลหะ
ง. ก๊าซ เป็นสิ่งปนเปื้อนที่ฟุ้งกระจายไปได้ไกล เป็นต้นว่า แอมโมเนีย
จังหวัด ไอ เจอได้ในงานที่เป็นสารตัวทำละลาย ดังเช่นว่า ทาสี ผสมสี เว้นเสียแต่สิ่งปนเปื้อนแล้วใน
อากาศเหล่านี้บางส
Tags : อนุสรณ์ เบสเซฟ,ผู้นำเข้า