อหิวาตกโรค - อาการ, สาเหตุ, การรักษา-เเละ สมุนไพร

Advertisement


หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อหิวาตกโรค - อาการ, สาเหตุ, การรักษา-เเละ สมุนไพร  (อ่าน 29 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
promiruntee
Drift King
*****

การ์ม่า: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19636


ดูรายละเอียด










« เมื่อ: มีนาคม 23, 2018, 06:01:51 pm »



ล้อแม็ก แม็ก แม็กซ์แต่งรถ

↑ ลงทะเบียนรับข่าวสาร

ล้อแม็ก

Advertisement


อหิวาต์ (Cholera)

  • อหิวาตกโรค เป็นอย่างไร อหิวาต์มีชื่อเรียกหลายชื่อร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น โรคอหิวาต์, โรคอุจจาระตกอย่างแรง, โรคลงราก หรือโรคห่า (Cholera) เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรีย เข้าสู่ร่างกายโดยการกินเข้าไป เชื้อจะไปอยู่รอบๆลำไส้ และจะสร้างพิษออกมา ทำปฏิกิริยากับเยื่อบุฝาผนังลำไส้เล็ก กระตุ้นให้เกิดอาการท้องร่วงเป็นอย่างมาก

    เริ่มด้วยอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำอย่างมากโดยไม่มีลักษณะของการปวดท้อง บางรายอุจจาระขาวขุ่นราวกับน้ำแช่ข้าว บางครั้งมีคลื่นไส้ คลื่นไส้ สูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเกิดภาวะเป็นกรดในเลือด รวมทั้งการไหลเวียนของเลือดล้มเหลว  คร่าวๆ 1 ใน 10 หรือคิดเป็นปริมาณร้อยละ 5-10 ของผู้เจ็บป่วยทั้งสิ้น จะมีลักษณะอาการร้ายแรง อย่างเช่น ถ่ายเหลวเป็นน้ำมาก อาเจียน นำมาซึ่งการทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำแล้วก็เกลือแร่อย่างเร็วแล้วก็นำมาซึ่งภาวะขาดน้ำและก็ช็อคได้ ถ้าเกิดมิได้รับการดูแลและรักษา ผู้เจ็บป่วยสามารถเสียชีวิตข้างในไม่กี่ชั่วโมง
    อหิวาต์เจอกำเนิดได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนสูงอายุ หญิงและเพศชายได้โอกาสเกิดโรคได้เสมอกัน เป็นโรคพบบ่อยในประเทศยังไม่พัฒนา ซึ่งเกิดขึ้นตลอดทั้งปีแล้วก็มีการระบาด เป็นครั้งคราวเสมอ ทั้งโลกพบโรคนี้ได้โดยประมาณ 3 - 5 ล้านคนต่อปี แล้วก็อัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ในปี 2553 ราวๆ 58,000 - 130,000 คน   ส่วนในประเทศไทยรายงานจากสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข สถานการณ์อหิวาตก โรคที่เกิดขึ้นจาก 1 มกราคม พุทธศักราช 2555 ถึง 18 ก.ย. ปีเดียวกัน เจอโรคนี้ที่วิเคราะห์ได้แน่นอนคิดเป็น 0.05 รายต่อราษฎร 1 แสนคน  ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาทางกระทรวงสาธารณสุขของไทยเรียกโรคนี้ว่า "โรคอุจจาระร่วงอย่างแรง" โดยอาศัยอาการและคุณลักษณะของเชื้อที่เป็นสาเหตุการระบาดในประเทศไทยว่า มีต้นเหตุจากเชื้อ Vibrio cholerae O1 ไบโอไทป์ El Tor ซึ่งแทบจะไม่พบมูลเหตุที่เกิดขึ้นจาก V. cholerae ไบโอไทป์ classical.เลย

  • สิ่งที่ทำให้เกิดอหิวาตกโรค อหิวาตกโรคมีสาเหตุมาจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรีย แกรมลบที่มีชื่อว่า “วิบริโอคอเลอเร” (Vibrio cholerae) ซึ่งมีอยู่ร่วมกันหลายกลุ่มหลากหลายประเภทซึ่งแบคทีเรียจำพวกนี้ เป็นแบคทีเรียในตระกูล Vibrionaceae มีรูปร่างเป็นแท่งงอเหมือนกล้วยหอม มี flagella ที่ปลาย 1 เส้น ติดสีกรัมลบ เคลื่อนได้เร็ว ไม่สร้างสปอร์ ไม่ต้องการออกซิเจน มีน้ำย่อย oxidase สามารถหมักน้ำตาลเดกซ์โทรส ซูโครส และก็มานิทอลได้ ให้ผลลบต่อไลซีนแล้วก็ การทดสอบออนิทีนคาร์บอกสิเลส. เชื้อ V. cholerae จะมีรูปร่างกลมขณะที่อยู่ภายในสิ่งแวดล้อมในระยะพัก เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะปรับตัวเป็น active form รูปร่างยาว. การแบ่งกรุ๊ปของเชื้ออาศัย O antigen สามารถแบ่งกลุ่มต่างๆได้มากกว่า 200 ซีโรกรุ๊ป เชื้อ Vibrio cholerae serogroup O(โอ)1ที่เป็นต้นเหตุของอหิวาตกจากโรค มี 2 biotypesเป็นclassical และก็ El Tor แต่ละ biotype แบ่งออกได้เป็น 3 serotypes คือ Inaba, Ogawa แล้วก็ Hikojima เชื้อกลุ่มนี้จะสร้างพิษเรียกว่า Cholera toxin นำไปสู่ลักษณะการป่วยคล้ายกัน ตอนนี้พบว่าการระบาดจำนวนมากเกิดขึ้นจากเชื้อ biotype El Tor เป็นหลักแทบไม่พบ biotype classical เลย ในปี พุทธศักราช 2535-2536 มีการระบาดครั้งใหญ่ในอินเดียและบังคลาเทศมูลเหตุเกิดจากเชื้อสายประเภทใหม่คือ Vibrio cholerae O139 ด้วยเหตุผลดังกล่าวในปัจจุบัน ซีโรกลุ่ม O1 และ O139 เป็นกรุ๊ปที่มีความสำคัญทำให้มีการเกิดการระบาดได้. ส่วนซีโรกลุ่มอื่น (non-O1, non-O139) อาจจะก่อให้เกิดอาการอุจจาระหล่นได้แม้กระนั้นไม่พบว่าก่อให้เกิดการระบาดของโรค.

แบคทีเรีย V.cholerae ถูกรายงานคราวแรก ในปี คริสต์ศักราช1854 ที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ประเทศอิตาลี โดย Pacini ได้ตรวจเจอแบคทีเรีย รูปร่างโค้งงอจำนวนไม่ใช่น้อยในลำไส้คนป่วย แล้วให้ชื่อว่า Vibrio cholera แต่การศึกษาค้นพบคราวนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับจนกระทั่งกระทั่ว Robert Koch ได้ศึกษาเล่าเรียนผู้เจ็บป่วยชาวอียิปติ ในปี คริสต์ศักราช1883 และก็ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียรูปร่างคล้ายตัวหนังสือ comma และสามารถแยกเชื้อบริสุทธิ์ ก็เลยตั้งชื่อว่า Kommabazillen แม้กระนั้นถัดมาเปลี่ยนเป็น Vibrio comma แล้วก็ใช้มีชื่อกล่าวมาหลายสิบปี กระทั่งกระทั่วคณะทำงานในกลุ่มของ Pacini ได้เปลี่ยนแปลงชื่ออีกครั้งเป็น Vibrio cholera จากเรื่องราวเริ่มแรก พบว่าดรคนี้มีมาตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.1800 หรือก่อนศตวรรษที่ 19 สันนิษฐานว่าจุดเริ่มแรกมาจากแม่น้ำคงคา รวมทั้งแม่น้ำพรหมบุตร ในประเทศอินเดีย ส่วนความหมายของ cholera ได้รับอิทธิพลมาจากภาษากรีก คือ ‘bilious’ หมายความว่า เกี่ยวกับน้ำดี การระบาดใหญ่ทั่วโลกเจอหนแรกเมื่อ คริสต์ศักราช1817 กระทั่ง ค.ศ.1923 รวม 6 ครั้ง มีต้นเหตุมาจาก Vibrio cholerae serogroup O1 biotype Classical ปลายปี คริสต์ศักราช1992 กำเนิดโรคระบาดใหญ่เหมือนอหิวาตกโรคอีกครั้งในทางตอนใต้รวมทั้งทิศตะวันออกของอินเดีย และก็บังคลเทศ ลักษณะเชื้อคล้ายกับ V.cholerae serogroup O1 biotype El Tor แม้กระนั้นไม่ตกตะกอนกับ antiserum ทั้ง 138 serogroup ที่มีอยู่เดิม จึงจัดให้เป็น V.cholerae สายพันธุ์ใหม่ serogroup O139 หรือ V.cholerae  Bengal.
ลักษณะของอหิวาต์ ผู้ที่ติดโรคแต่ละคน บางทีอาจออกอาการไม่เท่ากัน ขึ้นกับจำนวนเชื้อที่ได้รับแล้วก็ความต้านทานทางของแต่ละบุคคล ระยะฟักตัวของเชื้อราวๆ 1-5 วัน อาการที่เห็นได้ชัด ได้แก่ อุจจาระหล่น ลักษณะอุจจาระในระยะเริ่มต้นมักมีเศษอาหารปนอยู่ ต่อมามีลักษณะอาการถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำแช่ข้าว มีเหม็นกลิ่นคาว ถ้าเกิดถ่ายนานๆอาจมีน้ำดีผสมออกมาด้วย อุจจาระไม่มีมูกเลือด คนไข้อาจมีอาเจียนร่วมด้วย ส่วนลักษณะของการปวดท้องรวมทั้งจับไข้ไม่ค่อยพบ ในรายที่อาการไม่ร้ายแรงมักมีลักษณะอาการคล้ายกับของโรคติดเชื้อในลำไส้จากเชื้อต่างๆเช่น Salmonella, Shigella และก็ Escherichia coli ฯลฯ  แม้เป็นอย่างไม่ร้ายแรง พวกนี้มักหายด้านใน 1 วัน หรืออย่างช้า 5 วัน มีอาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ วันละหลายครา แต่ปริมาณอุจจาระไม่เกินวันละ 1 ลิตร ในผู้ใหญ่อาจมีปวดท้องหรือ คลื่นไส้คลื่นไส้ได้   ในรายที่อาการร้ายแรง จะเจอสภาพการณ์ร่างกายขาดสารน้ำและธาตุ ทำให้หมดแรง หิวน้ำ เป็นตะคิว เสียงแหบ แก้มตอบ  เบ้าตาลึก ผิวหนังแล้วก็เยื่อเมือกต่างๆแห้ง มือแล้วก็นิ้วเหี่ยวย่น  ตัวเย็น ชีพจรเบาจวบจนกระทั่งจับไม่ได้ เลือดข้น มีความเป็นกรดในเลือดสูง  ความดันเลือดต่ำ ลักษณะนี้ถ้าให้การรักษาผิดจำต้องรวมทั้งทันท่วงที คนเจ็บบางทีอาจช็อก ไตวายอย่างฉับพลัน  เป็นต้นเหตุให้เสียชีวิตได้เร็วทันใจ  อาการอุจจาระหล่นและอ้วกอาจจะก่อให้คนป่วยสูญเสียน้ำไปมากกว่า 1 ลิตรต่อชั่วโมง หรือ 10-15 ลิตรต่อวัน (ร่างกายของมนุษย์มีน้ำราว 20-40 ลิตร) อุจจาระของคนเจ็บจะมี epithelial cell, mucosa cell อีเลคโตรไลท์ และเชื้อ V.cholerae ประมาณ 10-10 ต่อมิลลิลิตร รูปร่าง ผู้ติดโรค biotype Classical และ biotype El Tor ที่แสดงอาการประเภทร้ายแรงต่อชนิดไม่ รุนแรงพอๆกับ 1:5-1:10 รวมทั้ง 1:25-1:100 ตามลำดับ
       ปัจจัยเสี่ยงที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอหิวาตกโรค
แบคทีเรียวิบริโอ โคเลอรี หรือเชื้ออหิวาต์ มักพบในอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรกหรืออุจจาระของคนซึ่งมีเชื้อนี้อยู่ในนั้น โดยเหตุนั้นต้นสายปลายเหตุที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อและแพร่ระบาดของโรคก็เลยมักมาจากน้ำ อาหารบางชนิด และต้นเหตุอื่นๆดังรายละเอียดต่อไปนี้
                แหล่งน้ำ เชื้ออหิวาต์สามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน โดยแหล่งน้ำสาธารณะที่ได้รับการแปดเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ถือเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคคุณภาพดี คนที่อาศัยอยู่ในสลัมรวมทั้งไม่มีการจัดการด้านเขตสุขาภิบาลที่ดีอย่างเพียงพอจึงเสี่ยงมีอาการป่วยด้วยอหิวาต์ได้
                อาหารทะเล การกินอาหารสมุทรดิบหรือไม่ได้ปรุงสุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเลจำพวกหอย ซึ่งเกิดในแหล่งน้ำที่น้ำปนเปื้อนพิษนั้น จะทำให้ร่างกายได้รับเชื้ออหิวาตกโรค
                ผักและก็ผลไม้สด พื้นที่ที่อหิวาตกโรคระบาดในแคว้นนั้น ผักแล้วก็ผลไม้สดที่มิได้ปอกเปลือกมักเป็นแหล่งเพาะเชื้ออหิวาต์ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่มีการใช้ปุ๋ยหมักที่ไม่ได้หมักหรือแหล่งน้ำเน่า ผลิตภัณฑ์ที่ปลูกบางทีอาจแปดเปื้อนเชื้ออหิวาต์ได้
                เมล็ดพืชต่างๆสำหรับพื้นที่ที่อหิวาต์ระบาดนั้น การทำอาหารด้วยเมล็ดพืชอย่างข้าวหรือข้าวฟ่างอาจได้รับเชื้ออหิวาต์แปดเปื้อนหลังจากปรุงเสร็จ รวมทั้งเชื้อจะอยู่ในอาหารอีกหลายชั่วโมงที่อุณหภูมิระดับห้อง โดยเชื้อที่ยังคงอยู่จะกลายเป็นพาหะทำให้มีการเกิดการเจริญเติบโตของของเชื้ออหิวาตกโรค
                การจัดการสุขาภิบาลไม่ดี ด้วยเหตุว่าอหิวาตกโรคจะเกิดการติดเชื้อและก็แพร่ระบาดผ่านทางเรือ ถ้าเกิดพื้นที่ใดมีการจัดแจงระบบสุขาภิบาลไม่ดี ก็จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ง่าย อาทิเช่น ในค่ายหนีภัย ประเทศหรือพื้นที่ที่เจอสภาวะยากจนข้นแค้น ขาดของกิน กำเนิดการรบ หรือได้รับภัยทางธรรมชาติ อื่นๆอีกมากมาย
                สภาวะไม่มีกรดในกระเพาะ (Hypochlorhydria/Chlorhydria) เนื่องด้วยเชื้ออหิวาตกโรคไม่สามารถที่จะอยู่ได้ในภาวะที่มีกรด ดังนั้น กรดในกระเพาะอาหารของคนเราถือเป็นด่านปราการชั้นแรกที่ช่วยคุ้มครองป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อโรคแบคทีเรียประเภทนี้ แต่ว่าสำหรับคนที่มีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ อย่างเด็ก คนวัยแก่ หรือคนที่ใช้ยาลดกรดหรือยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร จะไม่มีกรดมาปกป้องเชื้ออหิวาตกโรค ก็เลยเสี่ยงเป็นอหิวาต์ได้สูงกว่าคนปกติทั่วๆไป
                การอยู่ร่วมกับผู้ที่มีอาการป่วยด้วยอหิวาต์ ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้ที่มีอาการป่วยด้วàอหิวาตกโรค[/url]มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้
                แนวทางการรักษาอหิวาต์  หมอสามารถวินิจฉัยอหิวาตกโรคได้จากประวัติอาการ ความเป็นมาสัมผัสโรค ลักษณะอุจจาระ (วินิจฉัยทางคลินิก) การตรวจอุจจาระ แล้วก็การเพาะเชื้อจากอุจจาระดังนี้
การวิเคราะห์ทางคลินิก อาศัยความเป็นมา อาการ และอาการแสดง และลักษณะอุจจาระ. ในถิ่นที่มีการระบาดเมื่อมีผู้เจ็บป่วยอุจจาระร่วงอย่างแรงร่วมกับลักษณะของภาวการณ์ขาดน้ำอย่างเร็วรุนแรง ให้สงสัยว่าคนไข้ เป็นอหิวาต์ไว้ก่อน.
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ทำเป็นโดยตรวจอุจจาระด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะไม่พบเม็ดเลือดแดงแล้วก็เม็ดเลือดขาว ถ้าใช้ dark-field microscope จะเห็นเชื้อ V. cholerae เคลื่อนอย่างเร็วไปทางเดียว กันแบบดาวตก (shooting star หรือ darting). แม้มี antisera ต่อ V. cholerae O1 หรือ O139 หยดลงในอุจจาระ เชื้อจะหยุดเคลื่อนในทันที น่าจะเป็น V. cholerae O1 หรือ O139 ซึ่งทำได้เร็ว แต่ว่าวิธีการแบบนี้ยังมีความไวและความจำเพาะไม่ดีนัก.
การตรวจรับรองด้วยการเพาะเชื้อจากอุจจาระเห็นผลแน่ๆที่สุด ควรที่จะเก็บตัวอย่างอุจจาระใน Cary-Blair transport medium ซึ่งเก็บได้นานถึง 7 วัน. การเพาะเชื้อจะใช้ใน thiosulphate citrate bile salt sucrose (TCBS) agar เชื้อขึ้นก้าวหน้า. ห้องทดลองบางแห่งจะแยกเชื้อใน alkaline peptone water ด้วยเชื้อที่เพาะได้จะถูกทดสอบความไวของยารวมทั้งทดลองว่าเป็น V. cholerae O1 หรือ O139 การตรวจค้นสายกรรมพันธุ์ ด้วย poly chain reaction (PCR) หรือ DNA probe มีความไวสูง และบางทีอาจรับรองว่า เชื้อมียีนก่อโรคหรือไม่ด้วย

ยิ่งไปกว่านี้ในตอนนี้ยังมีวิธีการวินิจฉัยใหม่ๆดังเช่น วิธีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอาร์ (Polymerase Chain Reaction: PCR) เคล็ดลับนี้คือการสังเคราะห์ส่วนประกอบดีเอ็นเอในหลอดทดลอง ซึ่งถูกคิดค้นและก็ปรับปรุงขึ้นเพื่อนำมาตรวจชื้ออหิวาต์ด้วย อย่างไรก็แล้วแต่ เคล็ดวิธีพีซีอาร์ยังมิได้ประยุกต์ใช้ในฐานะการตรวจแอนติบอดี้ในเลือดอย่างมากมายในขณะนี้นัก  การตรวจด้วยแถบตรวจอหิวาตกโรค วิธีนี้เหมาะกับคนที่อยู่ภายในเขตพื้นที่กันดาร ไม่สามารถเข้ารับการวินิจฉัยด้วยวิธีตรวจแบบอย่างอุจจาระได้ โดยผู้ป่วยจะรู้ผลการวิเคราะห์ได้ก่อนจากแถบตรวจดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคในพื้นที่ที่เกิดการระบาดของอหิวาต์และก็นำไปสู่การให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลจากกรุ๊ปสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาดของโรคถัดไป อย่างไรก็แล้วแต่ การตรวจด้วยแถบวัดนี้อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเสียรู้เดียว วิธีวิเคราะห์ที่เที่ยงตรงที่สุดเป็นการตรวจตัวอย่างอุจจาระคนไข้ ซึ่งทำการตรวจในห้องแลปด้วยผู้ที่มีความชำนาญเพียงแค่นั้น
การดูแลและรักษาคนไข้อหิวาต์ที่ถูกและสำเร็จเป็น  การทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับอุจจาระ  แล้วก็อ้วก ด้วยปริมาณที่สมควรและตรงเวลาในเรื่องที่คนไข้ยังดื่มได้ควรจะให้ดื่มทางปาก แต่ถ้าเกิดมิได้ควรจะให้ทางเส้นเลือด  ในจำนวนที่เสมอกันกับจำนวนน้ำที่สูญเสียไปโดยประมาณคือ ร้อยละ 5 ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ในรายที่เป็นน้อยปริมาณร้อยละ 7 ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลในรายที่มีลักษณะอาการปานกลาง แล้วก็จำนวนร้อยละ 10 ในคนป่วยมีลักษณะอาการช็อค ควรจะให้น้ำเกลือ isotonic ทางหลอดเลือดทันที น้ำเกลือควรจะมีไบคาร์บอเนต (อะสิเตรต หรือแล็กเตตไอออน) 24-48 ไม่ลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตร รวมทั้ง 10-15 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตรของโปแตสเซียม  ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ Ringer’s lactate solution ในเด็กให้เป็นสารละลาย 2 จำพวกผสมกันในอัตราส่วน 2:1 คือ isotonic salution : isotonic sodium lactate (1/6 โมลาร์) หรือ isotonic sodium bicarbonate ส่วนน้ำตาลเกลือแร่ที่ดื่มนั้น ปัจจุบันนี้ทางองค์การอนามัยโลกให้ใช้สารละลายที่เรียกกว่า oral rehydration solution (ORS) ซึ่งในส่วนประกอบของ ORS จะให้จำนวนของอีเลคโตรไลท์ครบตามที่ร่างกายอยากได้หมายถึงNa 90, K 20, CI 80 รวมทั้ง HCO3     30 mEq/L  อย่างไรก็ตามการกำจัดเชื้อให้หมดจากอุจจาระนั้น ควรจะให้ยายาปฏิชีวนะสำหรับเพื่อการรักษาร่วมเพื่อลดช่วงเวลาการป่วยให้สั้นลงแล้วก็เป็นการลดแหล่งกระจายเชื้อด้วย
ควรจะใช้ข้อมูลการเฝ้าระวังการดื้อยาของเชื้อทางห้องปฏิบัติการเพื่อทราบแนวโน้มการดื้อยาประกอบการไตร่ตรอง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อดื้อยา ในตอนนี้สามารถเลือกใช้ยาที่สมควร (First drug of choice) ในรายที่อาการร้ายแรงให้พิจารณาสำหรับเพื่อการรักษาโดยให้ยายาปฏิชีวนะ tetracycline หรือยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆจะช่วยลดระยะของโรคให้สั้นลง ลดการสูญเสียน้ำ ตลอดจนลดระยะของการแพร่ระบาดลง
                ยาปฏิชีวนะองค์การอนามัยโลกให้คำปรึกษาการดูแลรักษาเป็น
                เด็กอายุต่ำยิ่งกว่า 8 ปี ให้ Norfloxacin 20 มก/กก/วัน นาน 3 วัน
                เด็กอายุมากกว่า 8 ปี ให้ Tetracycline 30 มก/กก/วัน นาน 3 วัน ในคนแก่ให้
Tetracycline ครั้งละ 500 มิลลิกรัมวันละ 4 ครั้ง นาน 3 วันหรือ
Doxycycline ทีละ 100 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วันหรือ
Norfloxacin ครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน (กรณีเชื้อซุกซนต่อ Tetracycline)

  • การติดต่อของอหิวาต์ การติดต่อ อหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อเร็ว รุนแรง รวมทั้งก่อการระบาดได้อย่างรวดเร็ว เชื้ออหิวาตกโรคสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกทั้งในน้ำทะเลแล้วก็น้ำจืด คนเป็นแหล่งเก็บกักที่สำคัญของเชื้อจำพวกนี้ โดยเชื้อโรคจะอยู่ในอุจจาระของผู้ติดเชื้อโรค (ทั้งยังผู้เจ็บป่วยรวมทั้งพาหะ) เมื่อถูกถ่ายออกมาก็จะสามารถแพร่ขยายไปสู่ผู้อื่นได้จากการแปดเปื้อนในแหล่งน้ำต่างๆ(ได้แก่ แม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง สระ) ของกิน น้ำ ภาชนะใส่อาหาร มือของผู้ติดโรคที่ไม่ได้ล้างน้ำหลังจากที่ถ่ายอุจจาระ ข้าวของและก็สิ่งแวดล้อมที่ถูกมือของผู้ติดเชื้อสัมผัส ดังนี้จะมีแมลงวันเป็นพาหะนำเชื้อ มนุษย์เราสามารถติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยทางใดทางหนึ่งดังนี้
  • การกินน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติแบบดิบๆ
  • การกินอาหารหรือกินน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งการแปดเปื้อนเชื้ออาจเป็นเพราะข้อใดข้อหนึ่งดังนี้แมลงวัน ที่ไต่ตอมอุจจาระของผู้ติดโรค เป็นพาหะนำเชื้อมือของผู้ติดเชื้อโรค หรือมือของคนสนิทกับผู้ติดเชื้อ (จากการสัมผัสมือของผู้ติดโรค หรือสิ่งของ)แปดเปื้อนในดินหรือน้ำที่มีเชื้อ อย่างเช่น ผักผลไม้ที่ปลูกโดยการใส่ปุ๋ยที่ทำจากอุจจาระคน รวมทั้งผักผลไม้ที่ล้างด้วยน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน
  • การติดต่อจากคนสู่คน (พบได้น้อยมาก) จากการสัมผัสสนิทสนม โดยการใช้มือสัมผัสถูกมือของผู้ติดเชื้อโดยตรง หรือจากการสัมผัสถูกข้าวของ แล้วนำมือที่เลอะเทอะเชื้อนั้นไปสัมผัสกับปากของตัวเองโดยตรงหรือไปเลอะเทอะถูกอาหารหรือน้ำดื่มอีกต่อหนึ่ง หรือจากการสัมผัสอุจจาระของผู้เจ็บป่วยหรือการถูกผู้เจ็บป่วยอาเจียนใส่
  • การติดต่อที่พบได้บ่อย การแพร่ระบาดของอหิวาต์มักมีสาเหตุจากการทานอาหารหรือดื่มน้ำที่แปดเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเลที่นิยมกินกันแบบดิบๆ(อาทิเช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ ปูแสมเค็ม) อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารกระป๋องที่เสียแล้ว รวมทั้งน้ำแข็ง ไอศกรีมที่แปดเปื้อนเชื้อ โดยมีแมลงวันหรือมือเป็นตัวกลางในการนำพาเชื้อ
  • การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอหิวาต์
  • รักษาสุขลักษณะ อย่างเคร่งครัด
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่เสมอๆทุกหนก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าส้วม แล้วก็ข้างหลังการดูแลผู้ป่วย
  • ทำลายอุจจาระด้วยการใส่น้ำยาฆ่าเชื้อคลอรีนหรือตามคำแนะนำของแพทย์/พยาบาล
  • เสื้อผ้า เครื่องใช้ จำเป็นต้องซักล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคคลอรีนหรือน้ำต้มเดือดเหมือนกัน
  • ดื่มแต่น้ำที่สะอาดหรือต้มสุก ของกินทุกประเภทจะต้องปรุงสุก และก็บริโภคในทันทีข้างหลังปรุง ไม่ทิ้งค้าง
  • ดื่มน้ำชาแก่แทนน้ำ หรืออาจจำเป็นต้องงดเว้นของกินชั่วคราว เพื่อลดการระคายเคืองในไส้
  • กินน้ำเกลือแร่ ORS เพื่อลดการสูญเสียน้ำภายในร่างกาย สลับกับน้ำต้มสุก ถ้าเป็นเด็กเล็กควรจะขอความเห็นหมอ
  • หากท้องเสียอย่างหนัก จำเป็นต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร่งด่วน
  • ไปพบแพทย์ตามที่หมอนัดหมายอย่างเคร่งครัด
  • การป้องกันตัวเองจากอหิวาต์ อหิวาตกโรคนั้นมีต้นเหตุจากผู้ป่วย ทานอาหารรวมทั้งน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน ด้วยเหตุนี้ควรระมัดระวังเรื่องของกินและก็น้ำดื่ม  ตลอดจนรักษาความสะอาดตามหลักสุขลักษณะ ดังนี้
  • ทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆแล้วก็ดื่มน้ำสะอาด อาทิเช่น น้ำต้มสุก ภาชนะที่ใส่อาหารควรล้างสะอาด ทุกหนก่อนใช้ หลีกเลี่ยงอาหารดอง ครึ่งดิบครึ่งสุกของกินที่ปรุงทิ้งเอาไว้นานๆอาหารที่มีแมลงวันตอม
  • รอบคอบการกินน้ำแข็ง
  • รับประทานแต่อาหารปรุงสุกโดยเฉพาะอาหารทะเล
  • ผักผลไม้จำต้องล้างให้สะอาด
  • ล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดทุกคราวก่อนอาหาร หรือก่อนทำกับข้าว และหลังการขับถ่าย
  • ไม่เทอุจจาระ ฉี่และสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง หรือทิ้งขจุยขจาย ต้องถ่ายลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ แล้วก็กำจัดสิ่งสกปรกโดยการเผาหรือฝัง เพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค
  • ระวังอย่าให้น้ำเข้าปาก เมื่อลงเล่นหรืออาบน้ำในลำคลอง
  • เลี่ยงการสัมผัสคนเจ็บที่เป็นอหิวาต์
  • ควบคุมแมลงวันโดยใช้มุ้งลวด พ่นสารกำจัดศัตรูพืช หรือใช้กับดัก ควบคุมการขยายพันธุ์ด้วยการเก็บและทำลายขยะโดยแนวทางที่เหมาะสม
  • คนที่จำเป็นต้องเดินทางไปยังท้องที่ซึ่งมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงบางทีอาจกินยาปฏิชีวนะ จะช่วยป้อง กันโรคได้ สำหรับช่วงเวลาสั้นๆเป็นต้นว่า ด้านใน 2 สัปดาห์แม้กระนั้นเชื้ออาจดื้อยาได้
  • การให้วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอหิวาตกโรคในตอนที่มีการระบาดเดี๋ยวนี้ไม่แนะนำให้ใช้แล้วเพราะสามารถคุ้มครองป้องกันได้เพียงแต่ปริมาณร้อยละ 50 รวมทั้งมีอายุสั้นเพียง 3-6 เดือน สำหรับวัคซีนประเภทกินที่ให้ภูมิคุ้มกันสูงต่อเชื้ออหิวาตกโรคสายพันธุ์ o1 ได้นับเป็นเวลาหลายเดือนมีใช้แล้วหลายประเทศ มีสองชนิด ชนิดแรกวัคซีนเชื้อยังมีชีวิตกินครั้งเดียว (สายพันธุ์ CVD 103-HgR) ส่วนชนิดลำดับที่สองเป็นเชื้อตายแล้วประกอบด้วยเชื้ออหิวาห์ตายแล้วกับ cholera toxin ชนิด B-subunit รับประทาน 2 ครั้ง
  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาอหิวาต์

เพราะอหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อรวดเร็วรุนแรง และก็ก่อการระบาดได้อย่างเร็ว โดยมีเหตุมาจากการได้รับเชื้ออหิวาต์ซึ่งอยู่ในอุจจาระของคนไข้ (ซึ่งแบคทีเรียสามารถอยู่ได้นานถึง 7 - 14 วัน) แล้วแปดเปื้อนในอาหาร น้ำกิน จากผิวน้ำในแหล่งน้ำดื่ม น้ำใช้ รวมทั้งเมื่อรับประทานหรือดื่มของกิน/น้ำปนเปื้อนเหล่านี้ก็เลยก่อการติดเชื้อ
ซึ่งคนที่ได้รับเชื้อ จะเกิดอาการได้ตั้งแต่ 24 ชั่วโมง ถึง 5 วัน แต่ว่าโดยเฉลี่ยแล้วจะเกิดอาการด้านใน 1-2 วัน ฉะนั้นอหิวาตกโรคจึงไม่เหมาะสมสำหรับเพื่อการใช้สมุนไพรมาทำการรักษา เพราะเหตุว่าเป็นโรคที่มีการติดต่อ การระบาดที่รวดเร็วแล้วก็มีความร้ายแรง จนกระทั่งชีวิตได้ถ้าเกิดไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันการ
เอกสารอ้างอิง

  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “อหิวาต์ (Cholera)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 492-496.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อหิวาตกโรค – อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบหมอ http://www.disthai.com/[/b]
  • ศาสตรจารย์ พญ.วันดี วราวิทย์.อหิวาตกโรค.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่284.คอลัมน์เวชปฏิบัติปริทัศน์.สิงหาคม.2551
  • ศาสตรจารย์เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์.อหิวาตกโรค (Cholera).หาหมอ.
  • อหิวาตกโรค.แผนกพยาบาลอายุรศาสตร์และจิตเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Ryan, E, and Ferraro, M. Z2011). Case 20-2011. N Engl J Med. 364, 2536-2541.
  • Swerdlow,D.L. and Ries,A.A. 1993 Vibrio cholera non-O1-the eighth pandemic? Lancet. 342:382-383.
  • Hall, R.H., Khambaty, F.M., Kothary, M. and Keasler, S.P. 1993. Non-Ol Vibrio cholera. Lancet. 342:430.
  • Cholera .กลุ่มระบาดวิทยาโรคติดต่อ.สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
  • อรษา สุตเธียรกุล.2541. โรคติดเชื้อ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โฮลิสติก พับลิชชิ่ง จำกัด
  • Kaper, J.B., Morris, J.G., Jr. and Levine, M.M. 1995. Cholera. Clin. Microbiol. Rev.8 8:48-86.
  • Benenson, A.S. 1991. Cholera. In: Evans, A.S. and Brachman, P.S. (eds.). Bacterial Infections of Humans, Epidemiology and Control.,2 nd. P.207-225.New York: Plenum.
  • Farmer,J.J.1991. The family Vibrionaceae. In Balows,A., Truper, H.G., Dworkin, M., Harder, W. and Schleifer, K.H. (eds.) The Prokaryotes, (2nd) A Handbook on the Biology of Bacteria: Ecophysiology, Isolation, Identification, Applications.p. 2938-2951.New York: Springer-Verlag.
  • Lee,JV.1990. Vibrio Aeromonas and Plesiomonas In: Parker, M.T. and Collier, L.H. (eds.). Principles of Bacteriology, Virology and Lmmunity, 8 th Vol III. P.514-524. Ph



GPSราคาถูก | เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ | Ran Online | Ragnarok | โปรโมชั่น | เกมส์ออนไลน์

Promotion
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ฐานข้อมูลผิดพลาด
ลองอีกครั้ง ถ้าเกิดการผิดพลาดอีกครั้ง ให้แจ้งผู้ดูแลระบบด้วย
กลับ