Advertisement
ข้อควรระวังในกาทา[/url][/b]
มีบางการค้นคว้าพบว่าขิงมีความเชื่อมโยงกับภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์และการแท้ง แต่ในการตั้งครรภ์รายอื่น ๆ นั้นไม่พบว่าการกินขิงจะทำให้เกิดอาการเหล่านั้นขึ้น แถมยังช่วยลดอาการคลื่นไส้จากการแพ้ท้องได้อีกด้วย ดังนั้นคุณควรไปปรึกษาแพทย์ก่อนจะที่ใช้ขิงในการเยียวยาอาการแพ้ท้องด้วยตนเองค่ะ
ขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน ถ้าหากบริโภคเข้าไปในจำนวนที่มากก็จะสามารถเยื่อบุภายในช่องปากเกิดการอักเสบจนเป็นอาการร้อนในได้ดังนั้นไม่ควรอุปโภคขิงมากจนเกินไปค่ะ
- ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด การค้นหาหนึ่งในออสเตรเลียพบว่าขิงนั้นมีสรรพคุณในการต้านการแข็งตัวของเลือดมากกว่ายาแอสไพริน สถาบันสุขภาพของออสเตรเลียได้ออกคำเตือนให้งดการกินขิงในขณะที่ใช้ยาละเลือดเพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอาการห้อเลือดหรืออาการเลือดออกได้ ดังนั้นถ้าหากคุณมีอาการเลือดออกผิดปกติหรือกำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรหลีกเลี่ยงการทานขิงค่ะ
การใช้เป็นอาหารขิงนำมาทำอาหารได้หลากหลาย ขิงอ่อนใช้เป็นผักจิ้ม ใช่ทำผัดขิง ใสในยำเช่นยำ ใส่ใน ซอยใส่ในปลา ใช้ทำขิงดอง ใส่ในไข่หวานเพื่อดับกลิ่นคาวไข่ทำเป็นอาหารหวาน เช่น น้ำขิง
ขิงแช่อิ่ม และยังทำเป็นขิงผงสำเร็จรูป สำหรับชงดื่ม
คุณค่าทางโภชนาการเมื่อบริโภคขิง 100 กรัม คุณค่าทางโชนาการที่ได้รับคือ พลังงาน 25 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 0.4 กรัม คาร์โบไฮเดรท 4.4 กรัม ไขมัน 0.6 กรัม เส้นใยอาหาร 0.8 กรัม ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิตร แคลเซียม 18 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 22 มก. เบต้า-คาโรทีน 10 ไมโครกรัม วิตามินซี 1 มก. ไธอะมีน 0.02 มก. ไนอะซีน 1 มิลลิกรัม ไลโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม
สารเคมีและสารอาหารที่สำคัญในเหง้าขิงมี น้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 1 - 3 % ขึ้นอยู่กับวิธีเพาะและช่วงการเก็บเยียวยา ในน้ำมันประกอบด้วยสารเคมี ที่สำคัญคือ ซิงจิเบอรีน (Zingiberene) , ซิงจิเบอรอล (Zingiberol) , ไบซาโบลี (bisabolene) และแคมฟีน (camphene) มีน้ำมัน (oleo - resin) ในคุณภาพสูง เป็นส่วนที่ทำให้ขิงมีกลิ่นฉุน และมีรสเผ็ด ส่วนประกอบสำคัญ ในน้ำมันซัน ได้แก่ จินเจอรอล (gingerol) , โวกาออล (shogaol) , ซิงเจอโรน (zingerine) มีสรรพคุณเป็นยากัดบูด กันหืน ใช้ใส่ในน้ำมันหรือไขมัน เพื่อป้องกันการบูดหืน สารที่ทำให้ขิงมีประโยชน์เป็นยากันบูด กันหืนได้คือ สารจำพวกฟีนนอลิค
Tags : ขิง