Advertisement
อาจารย์แอนสอน ทำหน้าเค้ก-ขนมไทย-เบเกอรี่ ไส้สังขยา หมูหยองน้ำพริกเผา เรียนทำขนมปัง
สอนทำขนมปัง เรียน
อาหารญี่ปุ่น#หน้าเค้ก #ตกแต่ง #เค้กปอนด์ #พาย#ขนมปังไส้ไข่ #เค้กตรุษจีน #ขนมหวานทานอร่อย #เปิดร้านเบเกอรี่ #เรียนเค้กไข่ #สอนทำเบเกอรี่ #ขนมไทยโบราณ เพราะเหตุใดธุรกิจร้านขนมปังถึงน่าลงทุนสามารถทำผู้เดียวได้ ด้วยเหตุว่าถ้าเราเริ่ม จากการรับขนมจากที่อื่นๆมาขาย นั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องจ้างผู้ช่วย ซึ่งคนเดียวก็สามารถดูแลร้านได้เอง ทั้งหมด ไม่ต้องลงทุนสำหรับในการจ้างลูกจ้าง และก็วุ่นวายกับคนโดยส่วนใหญ่
-เดี๋ยวนี้ ร้านขนมปัง นั้น เข้ากับ Lifestyle ของคนรุ่นหลัง เนื่องจากคนรุ่นใหม่นิยม ไปนั่งตามร้านของหวาน เพื่อพักผ่อน นั่งคุย สนทนากับเพื่อนฝูง หรือนั่งอ่านหนังสือ เพื่อผ่อนคลาย การเปิดร้านขนมแบบเต็มรูปแบบ จึงตอบปัญหาข้อนี้ได้ แล้วก็ทำรายได้ให้กับธุรกิจได้ อย่างมาก อย่างแน่แท้
-ความนิยมเบเกอรี่ ของคนรุ่นหลัง ที่มีเวลาน้อย เลือกกินเบเกอรี่เป็น อาหารจานด่วน หรือรองท้อง หลายท่านคงเคยรับรู้คำว่า “กองทัพจำเป็นต้องเดินด้วยท้อง” เมื่อคุณเดินทางไกล หรืออยู่ในชั่วโมงเร่งด่วน ไม่สามารถหาที่นั่งกินอาหารได้ การกินของหวานที่ซื้อข้างทาง จะช่วยทำให้คุณคลายหิวไปได้ ก่อนที่จะคุณจะทำธุระเสร็จ และก็ไปรับประทานอาหารมื้อใหญ่ถัดไป
การเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนในธุรกิจเบเกอรี่ก่อนจะลงทุนในธุรกิจใดๆก็จึงควรมีการเตรียมพร้อมให้พร้อมกั่น ซึ่งธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดก็ไม่ได้แตกต่างกัน จำเป็นมากที่ผู้ร่วมลงทุนจำต้องพิจารณาถึงความพร้อมเพรียงก่อนจะมีการลงทุน ซึ่งอาทิเช่น
เงินทุน
สำคัญเป็นลำดับแรกๆก็เนื่องจากว่าเงินลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ก่อนการผลิตเบเกอรี่เป็นไปด้วยดี จำนวนเงินลงทุนย่อมนาๆประการตามลักษณะของธุรกิจว่าต้องการให้ออกมาในลักษณะใด ซึ่งก็ต้องพินิจพิจารณาแล้วก็ใคร่ครวญตามกำลังของตัวอง เพราะว่าด้วยทั่วๆไปแล้วการลงทุนในขั้นแรกจะเน้นย้ำไปที่อุปกรณ์ปกรณ์ ซึ่งถือได้ว่าต้นทุนคงที่ รวมทั้งจะได้ผลตอบแทนกลับมาภายในช่วงเวลาไม่นาน ด้วยเหตุดังกล่าวควรจะเลือกใช้อุปกรณ์ที่คุณภาพดี มีการรับประกัน แม้ว่าจะราคาสูงแม้กระนั้นมั่นอกมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพ
ส่วนต้นทุนอีกอย่างทีเรียกกันว่าทุนผันแปรแปร ดังเช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าพื้นที่ ค่าขนส่ง หรือค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงได้ จัดว่าพวกนี้เป็นเงินลงทุนที่ผู้ร่วมลงทุนเองต้องจัดแจงไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเงินทุนสามารถหมุนวนได้อย่างไม่ติดขัด
-ความรู้ความชำนิชำนาญ
จำเป็นต้องสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดมากมาย เพราะว่าควรจะศึกษาถึงใอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้รวมทั้งวัตถุดิบทุกอย่างสำหรับเพื่อการทำเบเกอรี่ ควรศึกษาว่าแป้งมีกี่ชนิด น้ำตาลหรือวัตถุดิบตัวอึ่นๆมีคุณลักษณะยังไงใช้เป็นส่วนประกอบในเบเกอรี่แต่ละจำพวกเพื่ออะไร ยิ่งไปกว่านี้ยังจะต้องฝึกซ้อมและช่ำชองสำหรับการทำ
เบเกอรี่มากพอที่จะควบคุมประสิทธิภาพรวมทั้งรสได้ เพื่อให้ของหวานที่ผลิตมีคุณภาพและรสที่เหมือนกัน
ในตอนนี้ มีสถานศึกษาสอนทำเบเกอรีจำนวนมาก พวกเราสามารถเลือกเรียนได้ ได้ตามต้องการ ทั้งสามารถเลือกเฉพาะวิชาที่สนใจได้ ซึ่งส่วนมากแม้เขาเรียนเพียงแต่หลักสูตรเดียวก็สามารถเอามาปรับใช้และก็ทำขายได้ทันที รวมทั้งการเรียนรู้สูตรแล้วก็วิธีทำจากเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้อง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะไม่ต้องเลยค่าใช้จ่ายสำหรับเพื่อการเข้าชั้นเรียนกับสถานที่เรียนสอนทำเบเกอรี่ต่างๆ
-เรียนตลาดรวมทั้งคู่ปรับ
ผู้สร้างควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าถึงสถานการณ์การตลาดเพื่อแนวทางการทำความรู้ความเข้าใจสำหรับในการดำเนินธุรกิจของเรา ควรศึกษาค้นคว้าว่ากาตลาดเบเกอรี่ในช่วงนั้นๆเป็นอย่างไร มีกรุ๊ปคู่ปรับจำนวนราวๆกี่ราย และก็แต่ละรายมีข้อเด่นข้อเสียอะไรบ้าง และก็เราต้องหาลักษณะเด่นของเรา และก็ปรับแผนการเพื่อให้สู้กับคู่ต่อสู้ให้ได้ การ มองหา ร้านรวงสำหรับฝากขายมีความสำคัญมากมายในการที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราก้าวไปข้างหน้าหรือจะถอยหลัง ร้านที่เห็นควรมีความสนใจเป็นร้านที่อยู่ในย่านชุมชน มีทำเลดี มีที่จอดรถสำหรับลูกค้าไว้พร้อม มีการเคลื่อนไหวของปริมาณลูกค้าและก็หมุนวนผลิตภัณฑ์ตลอดวัน รวมทั้งทางร้านค้ามีแนวโน้มที่จะช่วยเสนอสินค้าของเรา เพื่อไม่ให้สินค้าของเราถูกกักไว้เพื่อคอยส่งคืนคืนสิ่งเดียว
-หาแหล่งวัตถุดิบที่สมควรทั้งยังเรื่องราคาและคุณภาพ
การซื้อวัตถุดิบสำหรับเฉพาะการทำเบเกอรี่ ย่อมทำให้ได้วัตถุดิบที่มีราคาถูกกว่าซื้อตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป และก็ยังคงได้วัสดุอุปกรณ์สำหรับการทำเบเกอรี่อย่างสมบูรณ์
รูปแบบของธุรกิจร้านขนมปัง อาชีพอิสระ รายได้ดี-รับขนมจากที่อื่นๆมาขาย
Bakery แบรนด์ HOME ของมหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนดุสิต เป็นตัวอย่างสุด Classic ของ ร้านเบเกอรี่ รูปแบบนี้ เราจะเห็นคนนำของหวานแบรนด์ HOME มาเดินขายดังที่ต่างๆหรือจัดโต๊ะขายก็ตาม รูปแบบนี้เป็นต้นแบบที่เริ่มต้นง่าย เพียงไปรับขนม รวมทั้งนำมาตั้งขาย ไม่ต้องจมทุนไปกับการซื้อเครื่องอบขนม ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงทำ รวมทั้งของหวานที่ขายอร่อยแน่ๆ
- ทำของหวานขายเอง
ถ้าคุณมีเงินทุนเพิ่มมากขึ้นมาหน่อย และก็เคยไปเรียนทำ Bakery มา หรือมั่นใจในฝีมือ ธุรกิจร้านขนมปังประเภทนี้ จะทำเงินได้มากกว่า เพราะพวกเราไม่ต้องไปรับขนม มาจากที่อื่น ซึ่งมีต้นทุนที่ซื้อมา แพงกว่าขนมที่เราทำเองอย่างไม่ต้องสงสัย แม้กระนั้นก็จำต้องทดลองชั่งน้ำหนักมองว่า เงินลงทุนที่ลงเพิ่มไป จะคุ้มกับรายได้ที่ได้มากขึ้นมาหรือเปล่า
- ร้านขนมปังพร้อมที่นั่ง แบบเต็มต้นแบบ
หากไม่ต้องการขายแค่ Bakery สิ่งเดียว และมีความคิดว่าขนมที่ทำขึ้นมา มีดีกว่าเพียงแค่จะเป็นร้านค้าทั่วๆไป ก็เปิดร้านเบเกอรี่พร้อมที่นั่ง แบบเต็มแบบได้เลย ด้วยเหตุว่าราคาของหวานจะขายได้แพงกว่า 2 แบบแรก โดยมีจุดหมาย ให้เป็นจุดสำหรับเพื่อนัดพบ สำหรับมาทานขนม นั่งคุยกัน หรือนั่งอ่านหนังสือ ซึ่งกับ Lifestyle ของคนรุ่นหลังด้วย
สูตรขนมไทย {ข้าวเหนียวดำเปียกใส่เผือก ส่วนผสม • ข้าวเหนียวดำ 1 ถ้วย
• เผือกหั่นเต๋า
• น้ำปูนใส
• แป้งมันสำปะหลัง หรือแป้งข้าวโพดละลายน้ำ
• น้ำตาลปี๊บ
• กะทิอบควันเทียนแบบกล่อง
• เกลือป่น เล็กน้อย
วิธีทำข้าวเหนียวดำเปียกใส่เผือก • 1. ซาวข้าวเหนียวสัก 2 รอบ แช่น้ำไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง หรือ 1 คืน ยิ่งแช่นานจะทำให้เปื่อยเร็วครับ
• 2. พอข้าวเหนียวจวนจะได้เวลาก็นำเผือกไปแช่น้ำปูนใส ประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วล้างให้สะอาด พักไว้
• 3. เทข้าวเหนียวดำพร้อมน้ำแช่ข้าวเหนียวดำใส่หม้อใช้ไฟแรง ๆ ต้มไปเรื่อย ๆ ถ้าน้ำงวดลงไปก็เติมใหม่ทีละน้อย ๆ หมั่นคนอยู่เรื่อย ๆ เดี๋ยวจะติดก้นหม้อ คอยเช็กดูว่าข้าวเปื่อยได้ที่หรือยัง
• 4. พอน้ำเริ่มงวด ใส่เผือกที่แช่น้ำปูนใสแล้วลงไปต้มต่อให้เผือกสุก
• 5. ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป ชิมรสให้หวานตามใจชอบ
• 6. ใส่แป้งมันละลายน้ำลงไปนิดหน่อยครับ จะทำให้ข้าวเหนียวดำเปียกข้น น่าทานขึ้น คนเร็ว ๆ สักครู่ ปิดไฟ
• 7. เอากะทิอบควันเทียนตั้งไฟให้เดือด ใส่เกลือลงไปหน่อย พอเดือดก็ใส่แป้งมันลงไปคนเร็ว ๆ ปิดไฟ
• 8. ตักข้าวเหนียวดำเปียกใส่เผือกที่เย็นลงแล้ว ใส่ภาชนะ อาจจะเป็นชามหรือแก้วทรงสูงก็ได้ ราดด้วยน้ำกะทิ รับประทานตอนอุ่น ๆ ก็อร่อย หากอยากรับประทานแบบเย็น ก็เพียงแค่นำเข้าแช่ตู้เย็น ก็ได้รสชาติความอร่อยที่แปลกไปอีกแบบ
|ขนมบุหลันดั้นเมฆ
คุ้นชื่อขนมบุหลันดั้นเมฆกันบ้างไหมเอ่ย ?
ขนมไทยโบราณเมนูนี้หลายคนอาจไม่รู้จักรวมทั้งไม่เคยเห็นหน้าตาอีกด้วย ตัวขนมสีสวยจากน้ำดอกอัญชัน ตรงกลางหยอดกะทิและไข่แดงลงไป หน้าตาสวยงามประณีต ถ้าสนใจจะลองทำ มาดูสูตรจาก คุณ BlackPiano สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม แล้วจะได้รู้กันไปว่าอร่อยขนาดไหน
ส่วนผสม ขนมบุหลันดั้นเมฆ
• ดอกอัญชัน
• น้ำร้อน (สำหรับคั้นน้ำอัญชัน)
• กะทิ 120 กรัม
• แป้งข้าวเจ้า 10 กรัม (สำหรับผสมกับกะทิ)
• เกลือ เล็กน้อย
• ไข่แดง 10 ฟอง
• น้ำตาลไอซิ่ง 60 กรัม
• กลิ่นวานิลลา เล็กน้อย
• แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม (สำหรับผสมกับน้ำดอกอัญชัน)
• แป้งเท้ายายม่อม 40 กรัม
• น้ำเปล่า 200 กรัม
• น้ำเชื่อม 350 กรัม (พักไว้จนเย็น)
• ถ้วยตะไล (สำหรับนึ่งขนม)
วิธีทำขนมบุหลันดั้นเมฆ
1. คั้นดอกอัญชันกับน้ำร้อนให้ได้ปริมาณ 100 กรัม พักไว้
2. ผสมกะทิกับแป้งข้าวเจ้า 10 กรัม เข้าด้วยกันแล้วนำไปเคี่ยวในกระทะให้พอข้น ๆ ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน ปิดไฟพักไว้
3. ตีผสมไข่แดงกับน้ำตาลไอซิ่งให้เข้ากัน เติมกลิ่นวานิลลาลงไปเล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นคาว คนผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำไปกรองให้เนื้อเนียน ๆ เตรียมไว้
4. ผสมแป้งข้าวเจ้า 100 กรัม กับแป้งเท้ายายม่อมให้เข้ากัน ค่อย ๆ เติมน้ำเปล่าทีละน้อยลงไปผสม นวดแป้งประมาณ 5 นาที จนแป้งมีลักษณะเงา เทน้ำเปล่าที่เหลือลงไปจนหมด ตามด้วยน้ำเชื่อมที่เย็นแล้ว เทน้ำดอกอัญชันลงไปผสม คนผสมให้เข้ากันแล้วนำไปกรอง พักไว้
5. นำถ้วยตะไลไปนึ่งให้ร้อน หยอดส่วนผสมแป้งลงไปจนเกือบเต็ม ปิดฝานึ่งในน้ำเดือดประมาณ 2-2.30 นาที โดยสังเกตจากขอบขนมเริ่มมีสีเข้มขึ้นและตรงกลางมีสีอ่อน ๆ เป็นใช้ได้ รีบนำออกมาจากชุดนึ่งแล้วคว่ำถ้วยขนมลงชาม แป้งที่ยังไม่สุกก็จะไหลออกมา ทำให้ขนมเป็นหลุมตรงกลาง
6. บีบหรือหยอดกะทิที่เคี่ยวไว้ลงไปในหลุม นำไปนึ่งต่ออีก 1 นาที พอครบเวลาก็หยอดส่วนผสมไข่แดงลงในหลุม จากนั้นนำไปนึ่งต่ออีกประมาณ 5 นาที ตักใส่ภาชนะ พร้อมเสิร์ฟ
|ขนมอินทนิล
รู้ไหมคะว่า มีขนมอินทนิลอยู่บนโลกใบนี้ด้วย สมัยนี้ถ้าไปหาซื้อมากินคงไม่มีขายแล้วค่ะ มาทำเองกันดีกว่า สูตรจาก คุณ lennon forever แป้งเหนียว ๆ สีเขียวใบเตย กินคู่กับน้ำกะทิอบควันเทียน ก่อนเสิร์ฟใส่น้ำแข็งลงไปอีกนิด อร่อยมากบอกเลย
ส่วนผสม ตัวขนม
• แป้งมันสำปะหลัง 2 ถ้วย
• น้ำใบเตย 4 ถ้วย
ส่วนผสม น้ำกะทิ
• น้ำกะทิ 4 ถ้วย (หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง กับ หางกะทิ 3 ถ้วยตวง) หรือกะทิกระป๋อง 4 ถ้วยตวง
• น้ำตาลทราย 1+1/2 ถ้วยตวง
• เกลือป่น 1 ช้อนชา
• เทียนสำหรับอบขนม
วิธีทำขนมอินทนิล
1. ทำน้ำกะทิอบควันเทียน โดยเทน้ำกะทิลงอ่าง จุดเทียนอบขนมให้ไฟลามถึงตรงขี้ผึ้งแล้วดับเทียน ใส่เทียนลงในถ้วยเล็ก ๆ แล้วเอาใส่อ่างน้ำกะทิ ปิดฝา อบน้ำกะทิไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจุดเทียนอบซ้ำอีก 1-2 ครั้ง ถ้ามีดอกกระดังงาก็เอาไปอบพร้อมเทียนเลย
2. พอได้น้ำกะทิที่อบควันเทียนแล้วนำขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทราย และเกลือป่น คนผสมให้ละลาย รอจนเดือดแล้วยกลง
3. ทำตัวขนม โดยผสมแป้งกับน้ำใบเตย คนให้แป้งละลายเข้ากับน้ำใบเตย นำขึ้นตั้งไฟอ่อน ใช้พายกวนตลอด ระวังอย่าให้ก้นหม้อไหม้ กวนจนขนมสุก ตัวแป้งจะเหนียวและใส พอแป้งสุกทั่วกัน เอาหม้อลงแช่ในอ่างน้ำแข็งเพื่อลดอุณหภูมิตัวขนมไม่ให้ร้อนเกินไป เดี๋ยวจะจับเป็นตัวไม่ได้
4. เตรียมถ้วยใส่น้ำไว้คอยจุ่ม ป้องกันขนมติดมือ ใช้นิ้วเปียก ๆ หยิบแป้งปั้นให้กลม ๆ ขนาดพอดีคำ แล้วหย่อนลงน้ำกะทิที่เตรียมไว้ ทำจนแป้งหมด ตัวขนมอินทนิลที่ดี ต้องไม่แข็งเป็นไตตรงกลาง ตักขนมใส่ถ้วย ใส่น้ำแข็งทุบ จัดเสิร์ฟ
|ขนมโค
ขนมโค ขนมพื้นเมืองภาคใต้อาจจะหาอร่อย ๆ กินยากไปหน่อย แต่ไม่ต้องเดินทางไปถึงภาคใต้หรอกค่ะ แค่อยู่ที่บ้านก็ทำได้นะคะ สูตรจาก คุณแมวเหมียวโมจิ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ตัวแป้งทำเป็นสีธรรมชาติหรือใส่สีตามชอบก็ได้ ใส่ไส้น้ำตาลมะพร้าว คลุกมะพร้าวขูดเพิ่มความอร่อย
ส่วนผสม ขนมโค
• แป้งข้าวเหนียว
• น้ำตาลแว่น
• มะพร้าวขูด (เราหาไม่ได้เลยเอาเนื้อมะพร้าวทึนทึกมาสับ ๆ)
• เผือกหอมนึ่ง
• เกลือป่นเล็กน้อย (ใช้สำหรับคลุกกับมะพร้าวขูด)
• เฮลซ์บลูบอยสีแดง (สีอื่น ๆ หรือน้ำคั้นจากผักสีธรรมชาติ) ไม่ใส่ก็ได้
วิธีทำขนมโค
1. ใช้ช้อนกับส้อมบดเผือกนึ่ง เสร็จแล้วนำไปผสมกับแป้งข้าวเหนียว นวดผสมกันจนเป็นก้อน ถ้าส่วนผสมแห้งเกินไปก็เติมน้ำ ถ้าเหนียวไปก็ต้องเติมแป้งเพิ่ม ถ้าต้องการแป้งสีชมพูก็เอาน้ำหวานสีแดงผสมน้ำเปล่าเทใส่ลงไปแล้วนวดจนเข้ากัน
2. แบ่งแป้งเป็นก้อนกลม ๆ กะปริมาณของแป้งจะต้องมากพอที่จะหุ้มน้ำตาลที่ตัดเตรียมไว้ได้ แผ่เป็นแผ่นบาง กะความหนาให้พอดี วางน้ำตาลลงไปตรงกลาง คลึงให้เป็นก้อนกลม ทำเสร็จแล้วพักไว้
3. เติมน้ำสะอาดใส่ลงในหม้อ ตั้งไฟกลางรอจนน้ำเดือด ใส่ขนมโคลงไปลวกจนสุก สังเกตจากขนมลอยขึ้นมา ตักไปแช่น้ำเย็นไว้ครู่หนึ่งกันขนมติดกัน (ในสูตรไม่ชอบให้ขนมติดกันเลยใช้วิธีนี้ แต่สูตรเดิมคือไม่ต้องแช่น้ำ)
4. ตักขนมใส่จาน และนำมะพร้าวขูดคลุกกับเกลือป่นเล็กน้อย เสร็จแล้วก็นำไปคลุกกับตัวขนมหรือจะโรยก็ได้
|ขนมเปียกปูนกะทิสด
ขนมเปียกปูนชิ้นสี่เหลี่ยมก็เคยลองแล้วและยังหากินได้อยู่ แต่ถ้าเป็นขนมเปียกปูนกะทิสด อยากบอกว่าไม่เคยเห็นเลยล่ะ เอาล่ะ… มาทำกินกับคนพิเศษกัน สูตรจาก คุณ Kitty Chef สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ขนมเปียกปูนใส่ใบเตย ราดกะทิรสเค็ม โรยงาขาวคั่ว บอกเลยว่าทำไม่ยากอย่างที่คิด
ส่วนผสม ขนมเปียกปูนกะทิสด
• แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
• แป้งมัน 1/4 ถ้วยตวง
• น้ำปูนใส 1 ถ้วยตวง
• น้ำใบเตย 2 ถ้วยตวง
• เกลือเล็กน้อย
• น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วยตวง
• น้ำตาลปี๊บ 120 กรัม
ส่วนผสม กะทิราดหน้าขนม
• กะทิ 500 กรัม
• เกลือแค่หยิบมือ
• แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ที่ใส่เพื่อให้น้ำกะทิข้น)
• งาขาวคั่ว
วิธีทำขนมเปียกปูนกะทิสด
1. นำแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำปูนใส และน้ำใบเตยผสมกันและนวดจนเข้ากันดี ใส่เกลือ น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลปี๊บ นวดต่อจนเข้ากันดี กรองส่วนผสมแป้งด้วยตะแกรง 1 รอบ
2. ตั้งกระทะเปิดไฟปานกลาง ใส่แป้งลงไปกวน พอแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อนให้ลดเป็นไฟอ่อน ค่อย ๆ กวนต่อจนส่วนผสมเนียนเข้ากันดี สังเกตจากการเอาไม้พายตักแป้งขึ้นมา ถ้าแป้งเหนียวติดไม้พายก็ใช้ได้แล้ว ตักขนมเปียกปูนใส่ถุงบีบ และใช้หัวบีบแต่งหน้าเค้ก บีบใส่ถ้วย
3. ใส่หัวกะทิลงในหม้อ ตามด้วยเกลือ ใส่แป้งข้าวเจ้า คนผสมจนเดือด เสร็จแล้วตักกะทิราดหน้าขนมเปียกปูน โรยงาขาวคั่ว
|ขนมหยกมณี
ใครมีสาคูหยิบมารอเลยค่ะ ชวนทำขนมไทยโบราณอย่างขนมหยกมณี สูตรจาก คุณ Rin's Cookbook (#Rinscookbook) จับสาคูใส่ใบเตย เติมน้ำตาลทราย ตักชิ้นพอดีคำคลุกมะพร้าว ทำง่ายจริง ๆ นะขอบอก
ส่วนผสม ขนมหยกมณี
• สาคูเม็ดเล็ก 1 ถ้วยตวง
• ใบเตยหั่น 5-6 ใบ
• น้ำเปล่า หรือน้ำลอยดอกมะลิ (สำหรับปั่นน้ำใบเตย) 2 ถ้วยตวง
• น้ำ (สำหรับต้มสาคู) 1+1/2 ถ้วยตวง
• น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
• มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง
• เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
วิธีทำขนมหยกมณี
1. ล้างสาคู โดยเทสาคูลงไปบนตะแกรง ใส่น้ำเปล่าลงไป ใช้มือคนเล็กน้อย เทน้ำทิ้ง ทำซ้ำ 2 รอบ พักสาคูไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำประมาณ 15-20 นาที
2. คั้นน้ำใบเตย โดยหั่นใบเตยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่โถปั่น เติมน้ำเปล่า หรือน้ำลอยดอกมะลิลงไป ปั่นให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาวบาง หรือถุงกาแฟ เตรียมไว้
3. พอพักสาคูไว้จนครบ 15 นาทีแล้ว เทน้ำเปล่าใส่กระทะ หรือหม้อ เปิดไฟแรงสูง พอน้ำเดือดพล่านให้ปรับเป็นไฟกลาง จากนั้นใส่สาคูลงไปคนอย่างเร็ว (เพราะสาคูจะจับเป็นก้อน) คนจนสาคูเริ่มจับตัวเป็นก้อน มีลักษณะเป็นตากบคือ มีสีขุ่นตรงกลางและภายนอกสีใส
4. ใส่น้ำใบเตยลงไปคนให้เข้ากัน กวนส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ถ้าชอบสาคูเป็นแบบตากบก็ใส่น้ำตาลทรายลงไปได้เลย หรือถ้าชอบสาคูสุกมากก็กวนจนน้ำแห้งแล้วค่อยใส่น้ำตาลทรายลงไป (ชอบแบบไหนก็ใส่น้ำตาลลงไปตอนนั้น)
5. พอใส่น้ำตาลทรายเสร็จแล้วก็กวนส่วนผสมต่อไปอีกประมาณ 5 นาที หรือจนขนมค่อนข้างหนืดตัวและข้นแต่ไม่แห้ง
6. เทขนมใส่ถาด เกลี่ยให้เท่า ๆ กัน (ห้ามจุ่มมือลงไปเพราะขนมร้อนมาก ๆ) ผึ่งขนมไว้จนเย็น
7. ระหว่างรอขนมเย็นให้นึ่งมะพร้าวขูดในชุดนึ่งใช้ไฟแรงประมาณ 15 นาที จากนั้นนำมะพร้าวใส่จาน โรยเกลือป่น คลุกเคล้าให้ทั่ว
8. นำช้อนกินข้าวไปจุ่มน้ำเล็กน้อย จากนั้นนำมาตักขนมหยกมณีเป็นคำ ๆ วางขนมหยกมณีลงบนมะพร้าว คลุกเคล้าขนมหยกมณีกับมะพร้าวให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะ พร้อมเสิร์ฟ
|ขนมช่อม่วง
สมัยนี้ขนมช่อม่วงหากินยาก ถ้ามีขายก็ราคาแพง ถ้าใครมีเวลาว่างอยากชวนมาทำกินกันเอง มีทั้งสูตรส่วนผสมแป้งและไส้หมู ขั้นตอนอาจเยอะแต่ไม่ยากค่ะ วิธีการจับจีบแรก ๆ อาจมือไม้สั่น แต่ถ้าทำไปเรื่อย ๆ รับรองออกมาสวยแน่นอน
ส่วนผสม ไส้ช่อม่วง
• น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
• หมูสามชั้นต้มสุก 1/4 ถ้วย (หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ)
• ฟักเชื่อมแห้ง 150 กรัม (หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ)
• เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
• งาขาวคั่ว 50 กรัม
• ถั่วลิสงคั่ว 50 กรัม
ส่วนผสม แป้งช่อม่วง
• แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
• แป้งเท้ายายม่อม 1/2 ช้อนโต๊ะ
• แป้งมันสำปะหลัง 1/2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย (หรือน้ำผสมกลิ่นมะลิ)
• ดอกอัญชัน 10 ดอก
• แป้งมันสำปะหลัง เล็กน้อย (สำหรับทาแหนบตอนจับจีบขนม)
• ผักกาดหอม สำหรับเสิร์ฟ
• กระเทียมเจียว (โรยหน้า)
• พริกขี้หนูสวน (โรยหน้า)
อุปกรณ์ที่ควรมี
• กระทะทองเหลือง
• แหนบทองเหลืองสำหรับจับจีบ
• ชุดนึ่ง
วิธีทำไส้ขนมช่อม่วง
1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไป เอาหมูสามชั้นที่หั่นไว้ลงไปผัด ใช้ไฟปานกลาง รอจนน้ำมันหมูออกมาและหมูเริ่มสุกสีเหลือง
2. ใส่ฟักเชื่อมลงไปผัดใช้ไฟอ่อน ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลทราย ใส่งาขาวและถั่วลิสงลงไป ผัดให้เข้ากันดีจนแห้ง ตักใส่ชาม เตรียมไว้
วิธีทำแป้งขนมช่อม่วง
1. ร่อนแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งเท้ายายม่อมเข้าด้วยกัน 2-3 รอบจนเนียนละเอียด
2. ใส่น้ำมันพืชลงไป ค่อย ๆ เติมน้ำเปล่าและน้ำดอกมะลิลงไปจนหมด ใช้มือขยำคนนวดส่วนผสมแป้งให้ละเอียดเข้ากัน แบ่งส่วนผสมแป้งเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน
3. คั้นน้ำดอกอัญชันแล้วบีบน้ำมะนาวลงไป เทใส่ลงในส่วนผสมแป้ง 1 ถ้วยคลุกเคล้าให้เข้ากัน
4. ใส่ส่วนผสมแป้งลงในกระทะทองเหลือง ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน ใช้ไม้พายกวนไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมร่อนจากกระทะ ประมาณ 5-10 นาที ตักใส่ภาชนะ พักไว้จนแป้งเริ่มอุ่น
5. โรยแป้งนวลลงไปเล็กน้อยแล้วลงมือนวดแป้งให้เนียนแล้วคลุมด้วยผ้าขาวบางหมาด ๆ เพื่อไม่ให้แป้งแห้ง
วิธีทำดอกช่อม่วง
1. เริ่มทำดอกช่อม่วงโดยปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลม ๆ ประมาณ 3/4 นิ้ว แล้วแผ่แป้งให้เป็นแผ่นบาง ๆ กะพอให้หุ้มไส้ได้จนมิด ตักไส้ที่ผัดไว้ใส่ลงไปแล้วห่อจากมุมเข้าหากัน จากนั้นใช้มือคลึงให้แป้งหุ้มไส้จนมิด ทำจนหมด เตรียมไว้
2. เริ่มทำจีบโดยเอาทาแป้งข้าวเจ้าที่ปลายแหนบทองเหลืองเล็กน้อย เริ่มจับจีบชั้นที่ 1 โดยจับจากกึ่งกลางของขนม จับจีบวนไปเรื่อย ๆ จนครบรอบ (อย่าจับจีบให้ติดกันมาก)
3. เริ่มชั้นที่ 2 โดยจับจีบให้เอียงจากชั้นแรกเล็กน้อย (ประมาณ 45 องศา) และสับหว่างกันกับชั้นแรก จับจีบจนครบรอบ
4. เริ่มจับจีบชั้นที่ 3 ประมาณ 2-3 จีบและสับหว่างกันกับกลีบชั้นที่ 2
5. นำไปเรียงบนใบตองที่ทาน้ำมันแล้วในชุดนึ่ง โดยวางเรียงห่างกันเล็กน้อยเวลาสุกจะได้ไม่ติดกัน
6. ตั้งชุดนึ่งใช้ไฟแรง รอจนน้ำเดือดจัดจึงนำขนมไปนึ่งนานประมาณ 5 นาที
7. พอสุกแล้วนำช้อนจุ่มน้ำมันพืชตักช่อม่วงใส่จาน เสิร์ฟคู่กับผักกาดหอม และพริกขี้หนูสวน
|ขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง
เห็นภาพขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง ขนมไทยโบราณแล้วอยากทำให้คุณแม่ได้ลองชิม สูตรจาก คุณคุ้มข้าวกล้อง สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรนี้มีการจับจีบเป็นดอกมะลิสวยงาม สอดไส้กุ้งสับแสนอร่อย ตบท้ายก็ราดกะทิ โรยกระเทียมเจียว ลองซ้อมมือกันไหม
ส่วนผสม ขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง
• แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย
• แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
• แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
• กุ้งสับ
• หอมใหญ่
• รากผักชี
• กระเทียม
• พริกไทย
• น้ำมันพืช
• น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วย (หรือดอกชมนาด หรือกระดังงาลนไฟ)
• เครื่องปรุงรส ได้แก่ เกลือ ซีอิ๊วขาว และพริกไทย
• น้ำกะทิ
• กระเทียมเจียว
วิธีทำขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง
1. นำแป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม และแป้งมัน ใส่ลงในภาชนะที่มีฝาปิดแล้วอบควันเทียนเอาไว้ โดยจุดเทียนอบให้ไฟลุกละลายถึงเนื้อเทียนแล้วค่อยดับไฟ ปิดฝาให้ควันกรุ่นอยู่ในหม้อ พอควันหมดก็จุดใหม่ ทำซ้ำเช่นนี้ 2-3 รอบ
2. ระหว่างที่รออบควันเทียน ก็มานั่งแกะกุ้ง โดยรีดมันกุ้งเก็บไว้ด้วย จากนั้นก็นำกุ้งไปสับ แล้วใส่มันกุ้งที่รีดไว้ลงไปสับผสมด้วยกัน
3. โขลกรากผักชี กระเทียม และพริกไทย เตรียมไว้
4. ตั้งกระทะใส่น้ำมันนิดหน่อยพอให้เคลือบกระทะ นำเครื่องโขลกลงไปผัดให้หอม ใส่หอมใหญ่สับลงไป ผัดจนเหลือง
5. ใส่กุ้งสับลงไป ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊วขาว และพริกไทย ให้มีรสเค็มกว่าปกตินิดหน่อย เพื่อที่กินกับแป้งจะได้อร่อยพอดีกัน ผัดจนส่วนผสมแห้งเล็กน้อย พอปั้นหรือจับตัวเป็นก้อนได้ พักส่วนผสมไว้
6. นำแป้งที่อบควันเทียนไว้เรียบร้อยแล้วใส่ในอ่างผสม เติมนำน้ำลอยดอกมะลิลงไป รอให้ละลายเข้ากันจะได้น้ำแป้งสีขาวข้น จากนั้นก็นำน้ำแป้งมากรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำไปกวนด้วยไฟอ่อน ๆ (เทใส่กระทะทอง หรือหม้อเคลือบกวนก็ได้) จนส่วนผสมเริ่มแห้ง และล่อนออกจากหม้อ จากนั้นก็นำออกมานวดต่ออีกสักพัก
8. แบ่งแป้งเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่า ๆ กัน แผ่ก้อนแป้งเป็นแผ่นบาง แล้วใช้มือคลึงให้เป็นรูปหม้อ ตักไส้กุ้งที่เตรียมไว้ใส่ตรงกลางแป้ง แล้วห่อให้มิดไส้ คลึงไว้ให้เป็นลูกกลม ๆ
9. ใช้แหนบทองเหลืองหัวแบนจีบรอบ ๆ ขนม เพื่อที่จะทำให้เป็นรูปดอกมะลิ โดยจับจีบวน ๆ ไปให้เป็นดอกขึ้นมา (จะจีบจากด้านล่างหรือด้านบนก็ได้ตามถนัด) ทาน้ำมันที่ขนมเล็กน้อย แล้วนำไปนึ่ง โดยใช้ไฟแรง นึ่งประมาณ 10 นาที พอขนมเริ่มสุกนิ่ม และใสก็ยกลง
10. จัดขนมช่อมะลิซ้อนใส่จาน ราดกะทิ โรยกระเทียมเจียว
|ขนมเทียนแก้ว
ปกติหลายคนจะคุ้นเคยกับขนมเทียนที่ใช้ไหว้ในเทศกาลตรุษจีน สำหรับปีนี้อยากชวนมาทำขนมเทียนแก้ว เป็นขนมไทยโบราณหากินยาก แค่เปลี่ยนตัวขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวมาใช้แป้งถั่วเขียว ทำให้ตัวขนมใส มองเห็นไส้ขนมอยู่ตรงกลาง สูตรนี้ใส่ไส้เค็ม ใครจะดัดแปลงเป็นไส้มะพร้าวก็ตามชอบเลยค่ะ
ส่วนผสม แป้งขนมเทียนแก้ว
• แป้งถั่วเขียว 1 ถ้วย
• น้ำตาลทราย 1+1/2 ถ้วย
• น้ำลอยดอกมะลิ (หรือน้ำผสมน้ำหอมกลิ่นมะลิ) 5 ถ้วย
• ใบตอง สำหรับห่อขนม
ส่วนผสม ไส้ขนมเทียน (เค็ม)
• ถั่วเขียวซีกเราะเปลือก 1 กิโลกรัม
• หอมแดง
• พริกไทย
• น้ำมันพืช (สำหรับผัด)
• เกลือป่น
• น้ำตาลทราย
วิธีทำไส้ขนมเทียน
1. ล้างถั่วเขียวซีกเราะเปลือกให้สะอาด แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรือข้ามคืน จากนั้นนำไปนึ่งจนสุก พักทิ้งไว้จนเย็นสนิท
2. โขลกหอมแดงกับพริกไทยเข้าด้วยกันจนละเอียด ใส่ถั่วเขียวนึ่งลงโขลกพอหยาบ
3. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ ใส่ส่วนผสมไส้ลงผัดจนหอม ปรุงรสด้วยเกลือป่น และน้ำตาลทราย ชิมรสตามชอบ ให้มีรสหวาน เค็ม เผ็ด ปิดไฟ ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น ปั้นเป็นก้อนกลม เตรียมไว้
วิธีทำขนมเทียนแก้ว
1. ใส่น้ำตาลทรายและน้ำลอยดอกมะลิลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ เคี่ยวจนเป็นน้ำเชื่อ