ย่านาง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ เเละ ประโยชน์ที่น่าทึ่ง ดังนี้

Advertisement


หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ย่านาง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ เเละ ประโยชน์ที่น่าทึ่ง ดังนี้  (อ่าน 37 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
teareborn
Drift King
*****

การ์ม่า: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 743


ดูรายละเอียด อีเมล์










« เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2018, 12:36:00 pm »



ล้อแม็ก แม็ก แม็กซ์แต่งรถ

↑ ลงทะเบียนรับข่าวสาร

ล้อแม็ก

Advertisement

[/b]
ย่านา[/size][/b]
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น จอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , หญ้าพี่หญิง (ภาคกลาง) , บริเวณนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
ตระกูล  Menispermaceae
ถิ่นกำเนิด ย่านางมีถิ่นกำเนิดในตอนกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในประเทศ พม่า , ไทย , ลาว , เขมร  เรื่องจริงแล้วพืชตระกูลย่านางนี้มีราว 70  เชื้อสาย แต่ส่วนใหญ่เป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนและก็ในป่าดงผลัดใบในทวีปเอเชียรวมทั้งอเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของเรานั้นเจอขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่ง ในทุกภาคของประเทศไทย แต่ว่าในขณะนี้ได้มีการนำมาปลูกใบรอบๆบ้าน เพื่อใช้บริโภคและใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างล้นหลาม
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีเนื้อไม้ เลื้อยพันเนตรมต้นไม้ หรือก้านไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแนวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน กิ่งก้านมีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนประปราย หรือหมดจด ใบผู้เดียว ครึ้ม สีเขียวเข้มวาว เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวโดยประมาณ 6-12 ซม. กว้างราวๆ 4-6 ซม. ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นน้อย ก้านใบยาวราวๆ 1.5 ซม. ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบคล้ายกระดาษ แต่แข็ง เหนียว มีเส้นใบครึ่งออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น และมีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 2-6 คู่ เส้นเหล่านี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบใบ เส้นกลางใบข้างล่างจะย่นละเอียดใกล้ๆโคน ขนหมดจด ก้านใบผิวย่นละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกแขนงตามข้อและก็ซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร แยกเป็นช่อดอกเพศผู้แล้วก็ช่อดอกเพศเมีย ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่ารวมทั้งเรียงซ้อนกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มม. ค่อนข้างจะเกลี้ยง กลีบดอกไม้มี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มม. หมดจด เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปตะบอง ยาว 1.5-2 มิลลิเมตร ดอกเพศภรรยา กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มิลลิเมตร ภายนอกมีขนเล็กน้อย กลีบมี 6 กลีบ รูปรีปนขอบขนาน ยาว 1 มม. เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มม. ติดอยู่บนก้านยกสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลได้ผลกลุ่ม ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มม. ยาว 7-10 มม. ผิวเนียน มีเมล็ดแข็ง ผลสีเขียว ชุ่มฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อแล้วก็ซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มิลลิเมตร เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแล้วก็แดงสด เมล็ดรูปเกือกม้า ผนังผลชั้นในมีสันไม่เรียบร้อย ออกดอกตอนมี.ค.ถึงม.ย.
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่เจริญรุ่งเรืองได้ ในดินแทบทุกชนิด ถูกใจดินร่วนซุยปนทรายจะรุ่งโรจน์เจริญ การปลูกภายในฤดูฝน จะเติบโตได้ดียิ่งไปกว่า จะงอกงามเร็วกว่าปลูกภายในช่วงอื่น ย่านางที่ปลูกง่ายขึ้นง่าย ดูแลง่าย ไม่ต้องดูแลมากมาย ทนความแห้งได้ดี
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แม้กระนั้นวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันหมายถึงการเพาะเม็ด เม็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเมล็ดสูง แต่ต้องใช้เมล็ดที่แก่เต็มกำลังที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรที่จะนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเมล็ดต้องระมัดระวังอย่าขุดหลุมลึก เนื่องจากว่าจะทำให้เมล็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการดูแลและรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมากมาย เนื่องจากย่านางจะเติบโตเจริญ ในดินมีความชุ่มชื้นพอเพียง รวมทั้งสามารถเติบโตได้แม้ว่าจะมีวัชพืชขึ้นดก เนื่องจากต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ข้างบนพืชชนิดอื่น
สำหรับหัวข้อการใส่ปุ๋ยย่านางนั้นไม่สำคัญ หากดินมีสภาพอินทรีย์วัตถุที่เพียงพอ เราสามารถใช้เพียงปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็เพียงพอ แม้กระนั้นหากต้องการให้ใบเขียวเข้มมากเพิ่มขึ้น บางทีอาจจำเป็นต้องให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือราวๆ 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กจำเป็นต้องปรับปริมาณน้อยลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกลงในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นราว 1×1 เมตร แล้วก็เมื่อต้นเริ่มเลื้อยทอดยอด ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลผลิตย่านาง  จะเริ่มเก็บผลิตผลใบย่านาง ใช้เวลาราวๆ 2-3 เดือน ข้างหลังปลูกในแปลง ใบมีขนาดโตเต็มที่มีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ และก็จะเก็บได้ตลอดไปเรื่อย
ส่วนประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่เจอในใบย่านางส่วนมากจะเป็นสารกรุ๊ปฟินอลิก (phenolic compound) ตัวอย่างเช่น มิเนโคไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) และสารในกรุ๊ปฟลาโวนไกลโคไซด์ เช่น สารโมโนอีพอกซีบีตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) และก็อนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) เช่น ทิเรียโครีน
(tiliacorine) , ทิเรียโคลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียโครินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine รวมทั้ง D-isochondendrine เจอได้ทั้งในราก รวมทั้งใบย่านาง  แล้วก็การศึกษาเล่าเรียนองค์ประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต่อต้านไข้จับสั่นจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้แนวทางแยกสารด้วย column chromatography  และการตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 ประเภท คือ tiliacorinine (I) รวมทั้ง tiliacorine (II) ปริมาณ  0.0082% และ 0.0029% เป็นลำดับ  ส่วนค่าทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ธาตุฟอสฟอรัส 11.0 มก.
-               เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มก.
-               ไนอาสิน 1.4 มก.
-               วิตามินซี 141.0 มก.
-               ขี้เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งหมด 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ธาตุฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคคาไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               เดกซ์โทรส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
ประโยชน์/คุณประโยชน์ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และก็ยังมีวิตามินที่ต้องต่อสุขภาพร่างกายอีกเยอะแยะ เป็นต้นว่า วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในปริมาณออกจะสูง โดยเป็นสมุนไพรที่ใครหลายๆคนต่างก็รู้จักดีกันดี ด้วยเหตุว่านิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร ยกตัวอย่างเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
ประโยชน์ย่านางที่ใช้เป็นอาหารมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ตลอดปี ยอดอ่อนแตกใบมากมายในฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้กินแกล้มแนมกับของกินเผ็ด คนประเทศไทยอีสานและก็ชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำทำอาหารต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น ดังเช่นว่า แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ และเพิ่มคลอโรฟิลล์แล้วก็อนุภาคบีตาแคโรทีนให้กับของกินดังที่กล่าวถึงแล้ว
นอกเหนือจากนั้นยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเปรอะเปื้อน แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมและก็หมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (เป็นใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เกินไป) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ ยิ่งกว่านั้นยังนำไปผัด แกงน้ำกะทิ และก็หั่นตรอกรับประทานอาหารยำได้อีก ผลสุกใช้รับประทานเล่น ส่วนคนเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนเอามาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำนำมาใส่แกงประจำถิ่น ได้แก่ แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของย่านางเป็น ตำรายาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้ห้าโลกวิเชียร (มีรากย่านาง รวมกับรากเท้าคุณยายม่อม รากมะเดื่อชุมพร รากคนทา รากต้นกระโรกใหญ่ อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งทีละ 1 กำมือ หรือโดยประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำกินก่อนอาหารเช้าตรู่ ตอนกลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระแทกพิษไข้ แก้เมาสุรา ถอนพิษผิดสำแดง เอามาต้มกินเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต ไข้ป่าเรื้องรัง ไข้ทับประจำเดือน บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษภายในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากหมาน้อย ต้มรับประทานแก้ไข้ไข้มาลาเรีย ลำต้น รสจืดขม ถอนพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้ไข้ทรพิษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ใบ รสจืดขม กินทำลายพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดศีรษะตัวร้อน อีสุกอีใส หัด ลิ้นหยาบคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้ฝีดาษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกหนังสือเรียนหนึ่งบอกว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับกระหาย ทุเลาอาการไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส ฝีดาษ ถอนพิษเมาค้าง เมาสุรา บรรเทาอาการท้องผูก ท้องเสีย บำรุงหัวใจ ถอนพิษ แล้วก็ลดพิษจากพืช สัตว์ และสารเคมีภายในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นนำมาต้มหรือบดคั้นน้ำ ทุเลาลักษณะของการมีไข้ชนิดต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด และลดพิษสารกำจัดแมลงในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือเอามาต้มน้ำกิน รวมทั้งใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลรับประทาน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน ดังเช่น ทุเลาอาการร้อนใน บรรเทาอาการเป็นไข้ ตัวร้อน บรรเทาไข้รากสาด ไข้ไข้ทรพิษลดพิษสารกำจัดแมลงในร่างกาย และก็ถอนพิษอื่นๆ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น และใช้รากยานางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เจาะจงการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาอาการไข้ ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไข้มาลาเรีย Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดระดับความดันโลหิต ต่อต้านเชื้อจุลชีวัน ต้านทานการแพ้ ลดการยุบเกร็งของไส้ ต้านการก้าวหน้าของเซลล์ของโรคมะเร็ง ยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase แล้วก็มีฤทธิ์อย่างอ่อนๆสำหรับเพื่อการต่อต้านอนุมูลอิสระ  และยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวที-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต้านทานจุลชีวัน Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli และก็ Salmonellaspp. และก็ยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวครั้ง-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต่อต้านจุลินทรีย์ Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli แล้วก็ Salmonella spp. ต้านทานไข้ แล้วก็ต่อต้านอนุมูลอิสระ ใบย่านางปราศจากอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังยกตัวอย่างเช่น โรคหัวใจแล้วก็เส้นโลหิต โรคกระดูกแล้วก็ข้อเบาหวาน โรคระบบฟุตบาทหายใจ
แบบ/ขนาดการใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ราว 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง ต้มให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (เจ็บท้องเนื่องจากว่ารับประทานอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงแล้วก็รากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แม้กระนั้นไม่ถึงกับข้น ดื่มทีละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง ถ้าเกิดไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าหากให้ดียิ่งขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ถอนพิษเบื่อเมาในของกิน ได้แก่ เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและก็ใบ 1 กำมือ  ตำผสมอาหารสารเจ้า 1 ถือมือ เพิ่มเติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือรวมทั้งน้ำตาลเล็กน้อยพอดื่มง่ายให้หมดแก้ว ทำให้อ้วกออกมา จะช่วยให้   ดับพิษร้อน ทำลายพิษไข้ ใช้หัวย่านางต้มกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มครั้งละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาประจำถิ่นในภาคอีสาน   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากสุนัขน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนบดหมากผสมจนเหลว สามารถเอามาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไข้มาลาเรีย        ศึกษาฤทธิ์ต้านทานเชื้อไข้จับสั่น Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นส่วนประกอบ 2 ส่วนสกัด เป็นส่วนที่ละลายน้ำ แล้วก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการยับยั้งเชื้อมาลาเรีย จากองค์ประกอบทางเคมีที่แยกได้ พบสาร alkaloid ที่ต่างกัน 5 ประเภท ในกรุ๊ป bisbenzyl isoquinoline เป็นต้นว่า tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, รวมทั้งสาร alkaloid ที่ไม่อาจจะกำหนดส่วนประกอบได้หมายถึงG รวมทั้ง H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดสำหรับการกำจัดเชื้อไข้มาลาเรียระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อไข้จับสั่นไปสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี รวมทั้งมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 พอๆกับ 344 ng/mL และก็ตามด้วย nor-tiliacorinine A และ tiliacorine เป็นลำดับ (ID50s พอๆกับ 558 และ 675 mg/mL ตามลำดับ)
ฤทธิ์ยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 จำพวก ดังเช่นว่า tiliacorinine, 20-nortiliacorinine และ tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง และอนุพันธ์สังเคราะห์ 1 ประเภทเป็น13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 ประเภทนี้ ได้เอามาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลของการทดลองพบว่า สารทั้ง 4 ชนิด มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แต่ว่าที่ค่า MIC พอๆกับ 3.1 μg/ml เป็นค่าซึ่งสามารถยับยั้ง  MDR-MTB ได้เยอะมากๆที่สุด
ฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง     การเล่าเรียนฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดสอบ และก็ในสัตว์ทดลอง โดยเรียนรู้ผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กรุ๊ป alkaloid ที่เจอในย่านาง  สำหรับการทดสอบ in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อมองผลลดการก้าวหน้าของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์ของมะเร็งท่อน้ำดี และก็สาร tiliacorinine  ผลของการทดสอบพบว่า  tiliacorinine  มีนัยสำคัญในการยั้งการเพิ่มปริมาณของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นกระบวนการ apoptosis ซึ่งเป็นขั้นตอนสำหรับการกำจัดเซลล์แตกต่างจากปกติ แล้วก็เซลล์ของโรคมะเร็งภายในร่างกาย และก็การทดสอบในหนูพบว่าสามารถลดการก้าวหน้าของก้อนเนื้องอกในหนูได้
การทดลองฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของผักประจำถิ่นไทย ปริมาณ 6 จำพวก เช่น ผักข้าด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง แล้วก็ผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละชนิด ทดลองฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผักทั้ง 6 ประเภทเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี รวมทั้งวิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำและส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 รวมทั้ง 772.63 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี และวิตามินอีที่ IC50 9.34 และก็ 15.91 ไมโครกรัม/มล. ตามลำดับ
งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยตรวจสอบฤทธิ์ยับยั้งปวดรวมทั้งฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของพืชผักประจำถิ่นอีสาน 10 จำพวก การตรวจหาฤทธิ์หยุดปวดโดยใช้ writhing test และก็ tail flick test สำหรับการตรวจฤทธิ์ต้านทานอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลของการทดสอบใช้สารสกัดผักท้องถิ่นด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 โล พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู แล้วก็ผักชีลาว ส่งผลลดการเกิด writhing ในหนูจำนวนร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดลองฤทธิ์ระงับปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางมีฤทธิ์ยับยั้งปวด แล้วคัดเลือกสารสกัดที่มีฤทธิ์เยอะที่สุด 4 ชนิด อย่างเช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง แล้วก็ผักกาดฮีนมากระทำการทดสอบฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัดทั้งยัง 4 ชนิดไม่มีฤทธิ์ต้านอักเสบในสัตว์ทดลอง นักวิจัยเชื่อว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางอาจจะออกฤทธิ์ยับยั้งปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องแลปขั้นต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นรูปแบบการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลเข้าสู่ตับ แต่ไม่เคยรู้ว่าจะส่งผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายหรือไม่ การศึกษาและทำการค้นพบนี้อาจเกี่ยวเนื่องกับคุณลักษณะของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแม้กระนั้นโบราณได้ ถ้าแม้กระนั้นจะต้องมีการเล่าเรียนเพิ่มต่อไป
จากการทดสอบฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปตรวจตราฤทธิ์สำหรับเพื่อการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการลดไข้แม้กระนั้นมีพิษต่อสัตว์ทดสอบ การวิจัยทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองประเภทหมายถึงอัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) และก็อัลติดอยู่ลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อตรวจสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดลองเกิดจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์คล้าย curare จากการตรวจค้นสูตรโครงสร้างสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้บางทีอาจอยู่ในจำพวก aporphine alkaloids
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา พิษฉับพลัน และครึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          เล่าเรียนพิษฉับพลันของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนขอย่านาง
โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ แล้วก็เพศเมีย จำพวกละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงแต่ครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของภาวะเป็นพิษเกิดขึ้น รวมทั้ง  ไม่มีการแสดงความประพฤติที่ไม่ดีเหมือนปกติ รวมทั้งไม่มีการเสียชีวิต หรือความเคลื่อนไหวของเยื่อภายใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู จำนวน 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กิโล (คิดเป็นจำนวน 6,250 เท่าของปริมาณที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การเล่าเรียนพิษเรื้องรัง ทดลองโดยป้อนสารสกัดแก่หนูทดลอง เพศผู้ และเพศเมีย จำพวกละ 10 ตัว วันแล้ววันเล่า ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 แล้วก็ 1,200 mg/kg ติดต่อกันนาน 90 วัน   ไม่พบความแตกต่างจากปกติทางด้านการกระทำ และก็สุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง แล้วก็กรุ๊ปควบคุม จะมีการทดสอบในวันที่ 90 และก็ 118 โดยตรวจร่างกาย แล้วก็มีกลุ่มที่ติดตามผลถัดไปอีก 118 วัน ผลของการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าชีวเคมีในเลือด และเนื้อเยื่ออวัยวะภายใน ไม่เจอการเกิดพิษ  ผลการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษกะทันหัน แล้วก็พิษกึ่งเรื้อรังในหนูทดลอง ทั้งในหนูเพศผู้ และเพศเมีย
ข้อแนะนำ/ข้อควรพิจารณา

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรจะดื่มโดยทันที เนื่องจากว่าหากทิ้งไว้นานเกินไปจะเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือมีการบูดขึ้นได้ แม้กระนั้นสามารถเอามาแช่ตู้เย็นได้ รวมทั้งควรจะดื่มให้หมดภายใน 3 วัน
  • ในการดื่มน้ำย่านาง ควรจะดื่มก่อนกินอาหารหรือตอนท้องว่างโดยประมาณครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางคนที่รู้สึกว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว กินยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วนำมาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรประเภทอื่นๆก็ได้ เช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้กระทั้งน้ำหวานก็ได้เช่นกัน
  • ควรจะดื่มปริมาณแต่พอดิบพอดี ถ้าเกิดดื่มแล้วรู้สึกแพ้ คลื่นเหียน ก็ควรลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้ลดลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์ สุรินต๊ะ , วสันต์ ดีล้ำ, ฤทธิ์ปรับ ภูมิคึ้มกัน ต้านออกซิเดชั่น และต้านจุลชีพของสารสกัดผักพื้นบ้านและสมุนไพรอีสาน,วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน
  • Janeklang S, Nakaew A, Vaeteewoottacharn K, Seubwai W, Boonsiri P,



GPSราคาถูก | เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ | Ran Online | Ragnarok | โปรโมชั่น | เกมส์ออนไลน์

Promotion
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ฐานข้อมูลผิดพลาด
ลองอีกครั้ง ถ้าเกิดการผิดพลาดอีกครั้ง ให้แจ้งผู้ดูแลระบบด้วย
กลับ