โกศเขมา สรรพคุณเเละประโยชน์

Advertisement


หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: โกศเขมา สรรพคุณเเละประโยชน์  (อ่าน 12 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Petchchacha
Drift King
*****

การ์ม่า: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25869


ดูรายละเอียด










« เมื่อ: มกราคม 16, 2019, 12:58:33 pm »



ล้อแม็ก แม็ก แม็กซ์แต่งรถ

↑ ลงทะเบียนรับข่าวสาร

ล้อแม็ก

Advertisement



โกศเขมา[/size][/b]
ชื่อสมุนไพร  โกศเขมา
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น โกศหอม (ไทย) , ซังตุ๊ก (จีนแต้จิ๋ว) , ซางจู๋ (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Atractylodes lancea (Thunb.) DC.
ชื่อสามัญ Atractylodes
วงศ์ Compositae
ถิ่นกำเนิด
โกศขมา [/b]มีบ้านเกิดในภาคอีสานของจีนและแมนจูเรีย แถมเขตเหอหนาน เจียงซู หูเป่ย ซานตง อันฮุย เจ๋อเจียง เจียงซีเสฉวน อื่นๆอีกมากมาย แหล่งผลิตที่มีคุณภาพดีที่สุด คือ มณฑลเหอครึ้มน แม้กระนั้นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด คือ เขตหูเป่ย

ทั้งนี้ โกศเขมา มีเขตผู้กระทำระจายประเภทในประเทศจีน ญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี และรัสเซียโดยชอบพบต้นหญ้า ในป่า รวมทั้งตามซอกหิน
ลักษณะทั่วไป
โกศเขมา จัดเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง30-100 เซนติเมตร เหง้าทอดนอนหรือตั้งขึ้น มีรากพิเศษขนาดเท่าๆกันเยอะมาก โดยเหง้าค่อนข้างกลมหรือยาว ทรงกระบอกมีกลิ่นหอมสดชื่นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 1-2 เซนติเมตร ผิวมีลักษณะขรุขระ ตะปุ่มตะป่ำ เปลือกนอกคล้ายผิวมะกรูด มีสีน้ำตาลอมเทา สีน้ำตาลเข้ม หรือสีน้ำตาลแกมดำ มีรอยย่นและรอยบิดตามขวาง เนื้อในแน่น เมื่อฝานหัวออกใหม่ๆจะเป็นสีขาวขุ่นที่เนื้อใน และมีแต้มสีแสดของชันน้ำมันอยู่เรี่ยรายทั่วๆไปมีกลิ่นหอมยวนใจเฉพาะ รสหวานอมขมเล็กน้อย และเผ็ดร้อน โดยเหง้าใต้ดินนี้เป็นส่วนที่ใช้เพื่อทำยาโดยจะเรียกว่า “โกฐเฉมา” ส่วนลำต้นขึ้นโดดเดี่ยวหรือเป็นกระจุก ไม่แตกกิ่งหรือแตกกิ่งเฉพาะตอนบน มีขนเหมือนใยแมงมุมนิดหน่อย
ใบเป็นใบคนเดียว เรียงเวียนแผ่นใบบางเหมือนกระดาษซึ่งมีหลายต้นแบบแม้กระนั้นส่วนมากเป็นรูปหอกหยักซี่ฟัน ใบใกล้โดนต้นรูปไข่ กว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 8-12 เซนติเมตร ขอบเรียบหรือหยักแบบขนนก 3-5 แฉก แฉกข้างรูปรีหรือรูปไข่กลับปนรี แฉกปลายรูปกลม รูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปรี ก้านใบสั้น ใบบริเวณกลางต้นรูปไข่กลับ รูปไข่กลับแกมรี รูปรีแคบ หรือรูปใบหอกกลับ
ช่อดอกออกเป็นแบบช่อกระจุกแน่น ออกคนเดียวหรือหลายช่อ ตามปลายกิ่ง วงใบประดับมี 5-7 แถวขอบมีขนเหมือนใยแมงมุมน้อย ปลายมน ใบประดับวงนอกรูปไข่ถึงรูปใบหอก กว้าง 2-3 มม.ยาว 3-6 มม. ใบแต่งแต้มกึ่งกลางรูปไขถึงรูปไข่ปนรี หรือรูปรี กว้าง 3-4 มม. ยาว 0.6-1 เซนติเมตร ใบประดับประดาวงในรูปรีถึงรูปแถบ กว้าง 2-3 มิลลิเมตร ยาว 1.1-1.2 เซนติเมตร ปลายใบประดับประดาในสุดอาจมีสีแดง ข้างบนของฐานดอกแบน มีเกล็ดหนาแน่น ดอกสีขาวเป็นดอกสมบูรณ์เพศ หรือดอกเพศภรรยาที่มีเกสรเพศผู้ลดรูป กลีบสะอาดเป็นขน สีน้ำตาลถึงขาวหม่นหมอง มี 1 แถว โคนติดกันเป็นวง ยาว 7-8 มม. กลีบยาวประมาณ 9 มิลลิเมตร ปลายเป็น 5 หยัก เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดที่หลอดกลีบ รังไข่อยู่ได้วงกลีบ มี 1 ช่อง ก้านยอดเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นสามเหลี่ยมมีขนนุ่ม เกสรเพศเมีย แยกเป็น 2 แฉก ผลแบบผลแห้งเม็ดล่อน รูปไข่กลับ
การขยายพันธุ์
โกศเขมา สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เหง้า เช่นเดียวกับพืชหัวปกติ โดยเกฐเขมาสามารถเติบโตเจริญในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700-2500 เมตร และก็อุณหภูมิที่เหมาะสม คือ 15-22 องศาเซลเซียส เป็นพืชซึ่งสามารถทนต่ออากาศหนาวเย็นได้ รวมทั้งเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตดีเยี่ยม โดยสามารถเติบโตได้ในดินที่นานัปการทั้งยังบนเขา หุบเขา ที่ราบบนเขา ซึ่งอยากชั้นดินที่หนาและลึก เป็นดินร่วนสมบูรณ์บริบูรณ์ การระบายน้ำดี รังเกียจน้ำหลากขัง และก็จะเจริญวัยก้าวหน้ามากมาย รอบๆพื้นดินที่ไม่สูงนักและก็เป็นดินร่วนซุยปนทราย โกศเขมามีดอกและได้ผลตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงต.ค.แก่การเก็บเกี่ยวราว 2 ปี
ส่วนประกอบทางเคมี โกฐเขมามีองค์ประกอบทางเคมีเป็นน้ำมันระเหยง่ายจำนวนร้อยละ 3.5-5.6 น้ำมันระเหยง่ายนี้มีสารสำคัญคือ สารเบตา-ยูเดสมอล (beta-eudesmol) สารอะแทร็กคราวโลดิน (atractylodin), beta-selinene, alpha-phellandrene, สารไฮนีซอล (hinesol) สารเอลีมอล (elemol) และก็สารอะแทร็กทีลอน (atractylon) และ สารกลุ่มpolyacetyletylenes อาทิเช่น1-(2-furyl)-E-nonene-3,5-diyne-1,2-diacetata, erythro-(1,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, threo-(1,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3E,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3Z,5Z,11Z)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3E,5Z,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate,(3Z,5E,11E),tridecatriene-7,9-diyne-5,6-diyldiacetate,(1Z)-atractylodin,(1Z)-atractylodinol,(1Z)-acetylatractylodinol(4E,6E,12E)-tetradecatriene-8,10-diyne-1,3-diyl diacetate,4,6,12-tetradecatriene-8,10-diyne-1,3,14-สารกรุ๊ป polysacchaccharides ตัวอย่างเช่น arabino-3,6-galactans,galacturonic acid รวมทั้งสารกลุ่มอื่นๆอาทิเช่น coumarins (osthol) วิตามินเอ (vetinol) วิตามินบี (thiamine) วิตามินดี(calcifrol) กรดไขมัน (linoleic acid, oleic acid รวมทั้ง palmitic acid)ผลดี/สรรพคุณ โกศเขมา เป็นสมุนไพรที่ใช้ในยาหลายตำรับมากมาย อีกทั้งในตำราแพทย์แผนจีนแล้วก็แผนไทย มีการการันตีอยู่ในตำรับยาที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับคริสต์ศักราช 2000 ในชื่อ Rhimosa atractylodis สำหรับเมืองไทยก็มีการใช้มาก ตัวยาสมุนไพรที่มีการขึ้นบัญชียาแผนโบราณของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) มี โกศเขมา ถึง 1,100 ตำรับ
ซึ่งตำราเรียนตามคุณประโยชน์ยาไทยเจาะจงไว้ว่า โกศเขมา มีกลิ่นหอมสดชื่น รสร้อน ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ เป็นยาบำรุงกำลัง แก้โรคเข้าข้อ เป็นยาเจริญอาหาร ยาขับฉี่ แก้โรคในปากในคอ แก้หวัดคัดจมูก แก้ไข้ แก้ไข้รากสาดเรื้อรัง ระงับอาการหอบเหมือนยาอีเฟรดริน
ช่วยขับลม ใช้เป็นยาบำรุง แก้โรคในปากในคอเป็นแผลเปื่อยยุ่ย แก้เสียดแทงสองราวข้าง แก้จุกแน่น แก้โรคหอบหืด แก้ลมตะกัง แก้เหงื่อแตกมาก แก้ขาปวดบวม ขาเหนื่อย ปวดข้อ แก้ท้องเดิน นอกเหนือจากนั้นโกฐเฉมายังเป็นเยี่ยมในพิกัดโกฐทั้ง 5 โกศทั้งยัง 7 แล้วก็โกศทั้ง 9 ส่วนในคุณประโยชน์ยาจีนระบุว่าแพทย์แผนจีนนิยมใช้โกฐเขมามาก เข้าในยาจีนหลายขนาน แบบเรียนยาจีนว่าใช้แก้อาการท้องเดินท้องเดิน แก้อาการบวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการบวมที่ขา แก้ปวดข้อ เพราะว่าโรคข้ออักเสบ แก้หวัดและแก้โรคตาบอดเวลากลางคืน
นอกเหนือจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้โกฐเขมาในยารักษาลักษณะของโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 2 ตำรับ คือยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทวดาจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของโกฐเขมาอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง 9 ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการแก้ลมเวียนหัว แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้ คลื่นไส้ แก้ลมจุกแน่นในท้องยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของโกฐเฉมาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเดินชนิดที่ไม่มีต้นเหตุมาจากการรับเชื้อ
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้
ในตำรายาหมอแผนจีนกำหนดให้ใช้เหง้าต้ม รับประทานครั้งละ 3-9 กรัม แต่ว่าในบางตำราเรียนก็ระบุให้ใช้ 5-12 กรัม ส่วนในตำราเรียนยาไทยชอบใช้เป็นเครื่องยาตามตำรับยา มีวิธีการตระเตรียมเหง้าโกศเขมาเพื่อใช้ทำยา 3 แนวทางเป็น
1. ตากแห้ง โดยแช่เหง้โกศเขมา[/url]ในน้ำสักครู่ เพื่อนุ่มลง แล้วหั่นเป็นแว่นดกๆนำไปตากให้แห้ง จะได้ตัวยารสชาติเผ็ดขม อุ่น จะให้คุณประโยชน์ ขับความชุ่มชื้นเสริมระบบการย่อยของอาหารแก้ความชุ่มชื้นกระทบศูนย์กลาง (จุกเสียด อึดอัดลิ้นปี่ อาเจียน ไม่อยากกินอาหาร ท้องเสีย) แก้ปวดข้อและก็กล้าม บรรเทาอาการไข้หวัดจากลมเย็นหรือความชื้น (ป่วย หนาวๆร้อนๆปวดหัว เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตัว)
2. ผัดรำข้าวสาลี โดยนำรำข้าวสาลีใส่ลงในกระทะตั้งไฟปานกลางจนกระทั่งควันขึ้น แล้วนำเหง้าโกศเขมาตากแห้งใส่ลงไป คนอย่างรวดเร็วจนตราบเท่าผิวของตัวยาเป็นสีเหลืองเข้ม นำออกจากเตา แล้วร่อนเอารำข้าวสาลีออก ตั้งทิ้งเอาไว้ให้เย็นจะก่อให้ความเผ็ดลดน้อยลง แต่เนื้อยาจะนุ่มนวลขึ้น และมีกลิ่นหอมสดชื่น จะให้สรรพคุณ ช่วยรักษาลักษณะของม้ามและก็กระเพาะปฏิบัติงานไม่สัมพันธ์กัน (กระเพาะอาหารปฏิบัติภารกิจย่อยของกินจนได้สารจำเป็นต้อง ส่วนม้ามปฏิบัติหน้าที่ลำเลียงสารจำเป็นจะต้องนี้ไปใช้ทั่วร่างกาย) แก้เสลดข้น แก้ต้อหิน แก้ตาบอดยามค่ำคืน
3. ผัดเกรียม โดยนำเหง้าโกศเขมาตากแห้งใส่กระทะ ผัดโดยใช้ไฟปานกลาง กระทั่งผิวนอกมีสีน้ำตาลไหม้ พรมน้ำนิดหน่อย แล้วผัดต่อโดยใช้ไฟอ่อนๆจนถึงตัวยาแห้ง นำออกมาจากเตา ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นแล้วร่อนเอาเศษเล็กๆจะได้ตัวยารสออกเผ็ด จะให้คุณประโยชน์ ช่วยให้แนวทางการทำงานของไส้แข็งแรง แก้ท้องเสียเป็นหลัก ใช้รักษาอาการท้องเดินเนื่องจากม้ามพร่อง โรคบิดเรื้อรัง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ การเรียนฤทธิ์ของสารสกัดเหง้าโกฐเฉมา รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากเหง้า คือ β-eudesmol ต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก แล้วก็ระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างในหนูเม้าส์เพศผู้ ที่ถูกกระตุ้นด้วย atropine, dopamine แล้วก็ 5-hydroxytryptamine (5-HT)โดยให้สารสกัดโกฐเขมาในขนาด 500 หรือ 1000 มก./กิโลกรัมและ β-eudesmol ขนาด 50 หรือ 100 มก./โล แล้วก็ยามาตรฐาน itopride hydrochloride ขนาด 10 หรือ 50 มก./กิโลกรัม ผลการทดลองพบว่าสารสกัดโกฐเฉมามีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก แล้วก็ทำให้ของกินเคลื่อนผ่านกระเพาะอาหารเร็วขึ้น ในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยdopamine ขนาด 1 มก./กิโล และสารสกัดโกฐเขมาในขนาด 1000 มิลลิกรัม/กิโล และก็ β-eudesmol ขนาด 100 มก./โล มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็กในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยatropine แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างนอกนั้นสารสกัดโกฐเขมาในขนาด 500 หรือ 1000 มก./กิโล แล้วก็ β-eudesmol ขนาด 25, 50 หรือ 100 มก./กิโลกรัม มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และทำให้ของกินเคลื่อนผ่านกระเพาะอาหารเร็วขึ้น ในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย 5-HT ขนาด 4 มก./กก.หรือ 5-HT3 receptor agonist จากงานศึกษาค้นคว้าวิจัยนี้จึงสรุปว่าสารสกัดโกฐเขมาและก็น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากโกฐเฉมา คือ β-eudesmolทำให้ของกินเคลื่อนผ่านกระเพาะเร็วขึ้น รวมทั้งกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ผ่านกลไลการยั้ง dopamine D2 receptor และก็ 5-HT3 receptor สามารถนำมาพัฒนายารักษาอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอ้วก อึดอัดแน่นจากของกินที่อยู่ในกระเพาะอาหาร รักษาโรคกระเพาะ ซึ่งมีสาเหตุจากเส้นประสาทของกระเพาะถูกทำลาย (gastroparesis) ส่งผลให้กล้ามกระเพาะอ่อนแรง ทำให้ไม่สามารขับเคลื่อนอาหารให้ผ่านไปยังส่วนต้นของไส้ (duodenum) ได้ ก็เลยมีอาหารเหลือหลงเหลือในกระเพาะอาหาร
 
ฤทธิ์ต้านการปวด
 การทดลองในหนูพบว่า สาร β-eudesmol มีฤทธิ์ต่อต้านปวดโดยยั้ง nicotinc Ach receptor channels ที่neuromuscular junction แล้วก็พบว่าส่งผลต่อกล้ามเนื้อของหนูที่เป็นเบาหวานมากกว่าหนูปกติ
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ สาร β-eudesmol , atractylochromene , 2-(2E0-3,7-dimethyl-2,6-octadienyl -6-methyi-2,5-cyclohexadiene-1,4-dione , 2-(2’E)-3’7’-dimethyl-2’6’-octadienyl-4-methoxy-6-methylphenol,(3Z,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diynyl-1-0-(E)-fenulate มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase และcyclooxygenase-1
ฤทธิ์ยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร สารสกัดจากเหง้าของโกฐเขมาเมื่อป้อนให้หนูแรทสายพันธุ์ sprague-dawley ซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดแผลในกระเพาะอาหารโดยใช้กรด acetic acid ทำเก็บเลือด และก็เซลล์เยื่อกระเพาะของหนู วัดระดับของ epidermal growth factor (EGF), trefoil factor 2 (TFF2), tumor necrosis factor-α(TNF-α), interleukin 6, 8 (IL-6, เจ๋ง และก็ prostaglandin E2 (PGE2) ที่เกิดขึ้น โดยใช้เทคนิค (ELISA) และก็วัดการแสดงออกของ mRNA ดังเช่น EGF, TFF2, TNF-α รวมทั้ง IL-8 ในกระเพาะ จะถูกพินิจพิจารณาโดยใช้วิธี real-time-PCR ผลของการทดสอบพบว่าการเช็ดกทำลายจากกรดของเซลล์เนื้อเยื่อกระเพาะอาหารน้อยลงแล้วก็ยังยับยั้งการผลิตสารที่เกี่ยงข้องกับการอักเสบอาทิเช่นTNF-α, IL-8, IL-6, และ PGE2รวมทั้งมีฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหารโดยเพิ่มการแสดงออกของ mRNA ของ EGF, TFF2เพิ่มการสร้างEGF, TFF2
ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน สารสกัดน้ำที่มีสาร polysaccharides ที่มีน้ำตาลเชิงผู้เดียวเป็น galacturonic acid มีฤทธิ์กระตุ้นระบบคุ้มกันในหนูที่ติดเชื้อโรครา Candida albicans ทำให้หนูรอดชีวิตเยอะขึ้น และสารกลุ่ม arabino-3,6-galactan มีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในหนู
ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร สารสกัดน้ำมีฤทธิ์ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้นสารสำคัญเป็นสารกลุ่ม polyacetylenes
ฤทธิ์ต้านทานการขาดออกสิเจนภายในร่างกาย สารสกัดอะซิโตนมีฤทธิ์ต้านทานการขาดออกสิเจนภายในร่างกายหนูถีบจักรเพราะเหตุว่าสารโปแตสเซียมไซยาไนด์ สาระสำคัญเป็น β-eudesmol
ฤทธิ์แก้ท้องขึ้นเฟ้อ ฤทธิ์เพิ่มช่วงเวลาที่ทำให้กระเพาะอาหารว่าง ของน้ำมันหอมระเหยจากเหง้าโกฐเขมา ในหนูแรทเพศผู้ สายพันธุ์วิสตาร์ ที่อยู่ในภาวการณ์เครียด และผลของฮอร์โมนที่ควบคุมลักษณะการทำงานของกระเพาะและก็ไส้ ซึ่งหลั่งจากต่อมไฮโปธาลามัส หรือ corticotropin-releasing factor (CRF) ทดลองโดยป้อนน้ำมันหอมระเหยจากเหง้า ในขนาดต่างๆเป็น 30,60 รวมทั้ง 120 mg/kg ต่อวัน แก่หนูเป็นเวลา 7 วัน พบว่าไม่เป็นผลเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาที่ทำให้กระเพาะอาหารว่างในหนูปกติ แม้กระนั้นมีผลทำให้เพิ่มช่วงเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างได้ในหนูที่มีภาวะเครียด น้ำมันหอมระเหยสามารถเพิ่มระดับฮอร์โมน motilin (MTL) และก็ gastrin (GAS) แล้วก็ลดระดับ somatostatin (SS) แล้วก็ CRF อย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยพบว่ากลไกสำคัญเกี่ยวพันกับระดับฮอร์โมน เป็นยับยั้งการหลั่ง CRF ซึ่งผลกลุ่มนี้ทำให้เพิ่มระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างเร็วขึ้น ก็เลยลดอาการไม่สบายท้อง อาการท้องอืดเฟ้อจากความเครียดในหนู (ภาวะเครียดทำให้การทำงานของกระเพาะรวมทั้งลำไส้ต่ำลง)
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองพิษทันควันของสารสกัดเหง้าด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล (คิดเป็น 1,786 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) แล้วก็ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ไม่พบอาการเป็นพิษ
ข้อแนะนำ/เนื้อความระวัง
1. คนไข้ที่มีลักษณะอาการท้องเดิน ที่มีอุจจาระตกเป็นน้ำ ควรที่จะใช้โกศเขมาด้วยความระมัดระวัง
2. สตรีท้องและสตรีให้นมบุตรควรจะขอคำแนะนำหมอ และก็ผู้เชียวชาญก่อนใช้เพราะว่ายังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยในสตรีตั้งครรภ์และสตรีให้นมบุตร
3. อาการข้างๆที่พบได้ในคนที่ใช้  โกศเขมาเป็น อาเจียน อ้วก ปากแห้ง และก็มีกลิ่นปาก
4. ไม่ควรใช้โกฐเขมาในจำนวนที่มากเหลือเกินหรือใช้เป็นเวลานานด้วยเหตุว่าอาจมีผลต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
หนังสืออ้างอิง
1. วิทยา บุญวรพัฒน์.“โกฐเขมา”.หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยครั้งในประเทศไทย. หน้า 102.
2. นพมาศ เสนาะรุ่งเรืองความสนุก.โกฐเฉมา จุลสารข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่28 .ฉบับที่ 3 ม.ย. 2554.หน้า17-19
3. ชยันต์ พิเขียรสุนทร แม้นมาส ชวลิต วิเชียร จีรวงศ์.คำอธิบายตำราพระโอสถพระนารายณ์.จังหวัดกรุงเทพ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.2542 https://www.disthai.com/[/b]
4. “โกฐเฉมา Atractylis”. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หนังสือสมุนไพรสวนสิรีต้นไม้. หน้า 217.
5. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลการค้นคว้าด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.สำนักพิมพ์การศาสนา:จ.กรุงเทพฯ.
6. โกศเขมา.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ ม.อบ. (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpaye&pid=27
7. Yu KW, Kiyohara H, Matsumoto T, Yang HC, Yamada H. lntestinal immune system modulating poly-saccharides from rhizomes of Atractylodes lancea. Planta Med 1998;64(เจ๋ง:714-9.
8. Kimura Y, Sumiyoshi M. Effects of an Atractylodes lancea rhizome extract and a volatile component beta-eudesmol on gastrointestinal motility in mice. J Ethnopharmacology. 2012;141:530-536.
9. Yu Y, Jia T-Z, Cai Q, Jiang N, Ma M-Y, Min D-Y, et al. Comparison of the anti-ulcer activity between the crude and bran-processed Atractylodes lancea in the rat model of gastric ulcer induced by acetic acid. J Ethnopharmacology. 2015;160:211-218.
10. Nakai Y, Kido T,Hashimoto K, Kase Y, Sakakibara l, Higuchi M, Sasaki H. Effect of the rhizomes of Atractylodes lancea and its constituents on the delay of gastric emptying. J Ethnopharmacol 2003;84(1):51-5.
11. Lehner MS, Steigel A, Bauer R. Diacetoxy-substituted polyacetyenes from Atractylodes lancea. Phyto-chemistry 1997;46(6):1023-8
12. Resch M, Heilmann J,Steigel A, Bauer Rauer R. Futher phenols and polyacetyenes from the rhizomes of Atractylodes lancea and their anti-inflammatory activity. Planta Med 2001;67(5):437-42.
13. Zhang H, Han T, Sun L-N, Huang B-K, ChenY-F, Zheng H-C, et al. Regulative effects of essential oil from Atractylodes lancea on delayed gastric emptying in stress-induced rats. Phytomedicine. 2008;15:602–611.
14. Chiou LC, Chang CC. Antagonism by β-eudesmol of neostigmine-induced neuromudcular failure in mouse diaphragms. Eur J Pharmacol 1992;216(2):199-206.
15. Kimura M, Nojima H, Muroi M, Kimura l. Mechanism of the blocking action of β-eudesmol on the nicotic acetylcholine receptor channel in mouse skeletal muscles. Neuropharmacology 1991;30(เจ๋ง:835-41.
16. Kimura M, Tanaka K, Takamura Y, Nojima H, Kimura l, Yano S, Tanaka M. Structural componets of beta-eudesmol essential for its potentiating effect on succinylcholine-induced neuromuscular blockade in mice. Biol Pharm Bull 1994;17(9): 1232-40.
17. Yamahara J, Matsuda H, Naitoh Y, Fujimura H, Tamai Y. Antianoxic action and active constituents of atractylodis lanceae rhizome. Chem Pharm Bull 1990;38(7):2033-4.
18. Lnagaki N, Komatsu Y, Sasaki H, Kiyohara H, Yamada H, lshibashi H, Tansho S, Yamaguchi H, Abe S, Acidic polysaccharides from rhizomes of Atractylodes lancea as protective principle in Candida-lnfected mice. Planta Med 2001;67(5):428-31.



GPSราคาถูก | เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ | Ran Online | Ragnarok | โปรโมชั่น | เกมส์ออนไลน์

Promotion
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ฐานข้อมูลผิดพลาด
ลองอีกครั้ง ถ้าเกิดการผิดพลาดอีกครั้ง ให้แจ้งผู้ดูแลระบบด้วย
กลับ